ความเป็นมาของการจัดงาน
     การพัฒนาประเทศจะต้องเผชิญกับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ได้เริ่มมาแล้ว และจะทวีความเข้มข้นมากขึ้น และผลกระทบต่อเนื่อง จากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบเศรษฐกิจโลกอีกหลายด้าน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับโลกและในประเทศ จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งที่คาดว่าจะเป็นโอกาสให้สามารถใช้จุดแข็งของประเทศ ในการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่วนที่เป็นภัยคุกคามที่ต้องแก้ไขจุดอ่อนเพื่อระมัดระวังและป้องกันผลด้านลบที่จะเกิดขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎกติกาใหม่ของโลก การเกิดขั้วเศรษฐกิจหลายศูนย์กลางในโลก สังคมผู้สูงอายุของโลก ภาวะโลกร้อน และวิกฤตความสมดุลของพลังงาน และอาหาร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งคน สังคมและระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม สามารถพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกประเทศที่มีผลต่อการพัฒนาแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศ ซึ่งส่งผลถึงสภาพแวดล้อมของการพัฒนาในช่วงต่อไป

     สถานการณ์สภาวะเศรษฐกิจโลกได้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง โดยเฉพาะประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจของโลก อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบทุกประเทศ ซึ่งผลกระทบลุกลามมายังภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ตลอดจนปัญหาความเชื่อมั่นภายในประเทศทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องลดขนาดและลดกำลังผลิต ลดจำนวนพนักงาน และลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ในส่วนของภาคประชาชนมีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยชะลอตัวเหมือนกับประเทศต่าง ๆ กระนั้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านเงินทุนไหลเข้ากดดันให้เงินบาทแข็งค่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้การส่งออกอ่อนแรง ภัยพิบัติธรรมชาติ น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีผลต่อความเชื่อมั่น เป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องหันมาตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ต่อไป

     สาระสำคัญจากคำกล่าวเปิดโดย พลเอกธีรเดช  มีเพียร  ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงที่มาของการจัดงานสัมมนานี้ โดยอ้างอิงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก กล่าวคือ
     - หนี้สาธารณะของประเทศในยุโรป
     - เศรษฐกิจของ สหรัฐ ขาดดุลงบประมาณ
     - การปรับลดความน่าเชื่อถือของ Moody ทำให้ประเทศต่างๆ ย่อมได้รับผลกระทบ

     ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์  แต่ละประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายในแต่ละด้านที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สภาพชีวิตและความอยู่ดีกินดีของประเทศ ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจแบบผสม พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก การที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ประเทศไทยจึงต้องได้รับผลกระทบ แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการกำหนดแผนเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การสัมมนาครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นหาทางออกร่วมกัน และได้กล่าวขอบคุณวิทยากร, ผู้เข้าร่วมและผู้จัดงานในวันนี้

สาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ
โดย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง



      - เศรษฐกิจไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้วพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก ประเทศไทยมีเงินตราสำรองระหว่างประเทศน้อย มีการว่างงานทั้งคนในสังคมเมืองและการว่างงานตามฤดูกาลของภาคการเกษตร รัฐบาลในสมัยนั้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไทยจากการพึ่งพาการเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อผลิตทดแทนการนำเข้า สร้างงาน ส่งเสริมการส่งออก มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI เมื่อ 45 ปีที่แล้วที่ทำให้รัฐบาลสมัยนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ในเรื่องส่งเสริมการลงทุนของคนต่างชาติ การดำเนินงานเหล่านี้ต้องใช้เวลานานกว่าประชาชนจะเข้าใจและ ต้องใช้เวลากว่า 30 ปีเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้  แต่เราก็อยู่ในฐานะของประเทศที่ขาดดุลการค้า จนในปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ลอยตัวเอื้อต่อภาคการส่งออก

     - ปัจจุบันประเทศไทยมีเงินคงคลังสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ GDP มีอัตราการว่างงานต่ำและยังคงต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสูงแต่การอุปโภค บริโภค ในประเทศยังต่ำ สาเหตุคือการกระจายรายได้ไม่ได้ดีขึ้น ผู้อยู่ในระดับล่าง ยังคงมีรายได้ต่ำทั้งๆที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ ในสหรัฐอเมริกาก็ประสบปัญหาเดียวกันจนเกิดวิกฤต (Sub prime)

     - การส่งออกจึงอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย แต่การค้าระหว่างประเทศอาจตอบโจทย์ได้ดีกว่าเพราะบริษัทต่างๆ ไม่เหมือนเดิม

     ในการปาฐกถาครั้งนี้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง จึงขอเปลี่ยนหัวข้อเป็น “ทิศทางใหม่เศรษฐกิจไทยปี 2555” โดยสรุปประเด็นได้ดังนี้

     - ถ้าปัญหาในซีกโลกตะวันตกยังดำเนินต่อไปก็จะกระจายไปทั่วโลก การส่งออกมีความหมายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)  ไทยถึง 72% แต่การส่งออกเพื่อเงินตราต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการมุ่งเน้นในเวลานี้ เราไม่ได้อยู่ในจุดปัญหาเดิมอีกต่อไป รองนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ด้วยมีข้อเสนอให้เปลี่ยนกรมส่งเสริมการส่งออกเป็นกรมการค้าระหว่างประเทศ เพราะต้องพิจารณาทั้งการส่งออกและนำเข้า เมื่อ 60 ปีที่แล้วไทยมีค่าครองชีพระดับใกล้เคียงกับฮ่องกง แต่ปัจจุบันเราต่ำกว่าฮ่องกง 5-10 เท่า

     - การหวังว่าค่าแรงที่ต่ำ จะเป็นส่วนดึงค่าครองชีพให้ต่ำลงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เป้าหมายน่าจะอยู่ที่การทำให้รายได้สูงขึ้น มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น เพียงพอที่จะใช้จ่ายและมีเงินออม

     - รัฐบาลกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยหันหัวไปทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์มหภาคทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานเพิ่มขึ้น คนมีกำลังซื้อมากขึ้นและรัฐบาลก็จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น

      - อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเซีย รัฐไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีให้สูงแต่ต้องเก็บให้เพียงพอ

การอภิปรายเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2555-2556”
นายโฆษิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์  ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

     เศรษฐกิจไทย 9 เดือน ปี 2554 อยู่ในภาวะที่มีแรงส่งทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกคาดว่าจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีแรงส่งนี้จะยังคงดำเนินต่อไป

     เศรษฐกิจปี 2555 แม้จะมองเห็นความเสี่ยงแต่ก็เห็นว่าไทยยังมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราอยู่ในเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่เข้มแข็งกว่าภูมิภาคใดของโลก แต่ความเสี่ยงขณะนี้อยู่ที่ตัวโลกเองซึ่งเป็นกรอบใหญ่  เศรษฐกิจโลกจากนี้ไปประเทศไทยแม้จะมีแรงส่งจากปัจจัยภายในแต่ก็ต้องพบกับแรงต้านที่มีศักยภาพพอสมควร เหมือนเรากำลังขับรถเข้าสู่ภาวะที่มีทัศนวิสัยไม่ชัดเจนเท่าใดนักเนื่องจาก : 

     1. เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นอันดับ 1 ของโลก  3 ปี หลังเกิดวิกฤตในปี 2008 โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีปัญหาอยู่ กล่าวคือ :  
    
     ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) ปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ลงเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ร้อยละ 1 ซึ่งถือว่ามาก

     ยังคงมีโครงสร้างที่โตช้าและมีหนี้สูงทั้งที่ใช้นโยบายทางการเงินอย่างเคร่งครัด ในแง่ของการคลังมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้งแต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ การว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง รัฐบาลขาดงบประมาณ สภาพเช่นนี้ยังดำรงอยู่แม้จะผ่านมา 3 ปีแล้ว รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าจะใช้นโยบายการเงินการคลังต่อไปจนถึงปี 2013

     2. เศรษฐกิจของยุโรป  ปัญหาหลักคือ เศรษฐกิจของยุโรปความเจริญเติบโตต่ำ หนี้สูงเหมือนสหรัฐ แต่ประเด็นใหญ่ของยุโรปคือเหตุการณ์ค่อยทวีความรุนแรงขึ้นจนน่าหนักใจ

     ทั้ง 2 ประเด็นส่งผลให้ทัศนวิสัยของเศรษฐกิจโลกไม่ชัดเจน เติบโตช้า หนี้สูง เป็นการกดดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำเป็นเวลานาน

     คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียที่เข้มแข็งจะช่วยลดทอนเศรษฐกิจที่ถดถอยของโลกได้ แต่เมื่อมองสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันนี้เขาต่างกับเมื่อ 2-3 ปี ก่อนที่ร้อนแรง ใช้มาตรการทางการคลังเต็มที่  แต่ขณะนี้รัฐบาลจีนจะต้องดูแลเงินเฟ้อ และฟองสบู่ที่จะเกิดขึ้น จึงมีข้อจำกัดเชิงนโยบาย ดังนั้นจีนจะสามารถดูแลตัวเองได้แต่จะไม่เป็นที่พึ่งของภูมิภาค โดยสรุป จีนจะเติบโตช้าลงแต่ยังคงแข็งแรง

     ทั้งหมดนี้เป็นทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจน และประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงต้านที่อาจรุนแรง แต่ยังอยู่ในวิสัยที่ไทยจะรองรับได้ ความท้าทายของไทยจึงอยู่ที่เราควรจะดูแลตัวเอง (สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ)มากกว่านี้หรือไม่ในเมื่อความเสี่ยงมีสูงขึ้น  เราควรดูแลภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจมากกว่านี้หรือไม่

     สำหรับภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระดับประเทศนักเศรษฐศาสตร์อาจจะบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลังงาน ประหยัดทรัพยากร ใช้พลังงานทางเลือก

     - ในระดับครัวเรือน  “ภูมิคุ้มกัน” หมายถึง การดูแล สภาพคล่อง การออม การดูแลความเสี่ยงใช่หรือไม่ ถ้าใช่สิ่งเหล่านี้ควรถูกยกให้เป็นความสำคัญ ดังนั้นการกระตุ้นการบริโภคอาจไม่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือนหรือภาครัฐ

     - ในระดับนโยบายรัฐบาลต้องรักษาวินัยเรื่องงบประมาณ (การใช้เงิน)

นายฉัตรชัย  บุญรัตน์ 
รองประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

     ในปีนี้ภาคเศรษฐกิจจริง ( Real Sector) ของไทยยังแข็งแกร่ง ประเทศไทยเปรียบเหมือนเรือสำเภา ต้องมีกัปตันที่ค่อนข้างมีประสบการณ์ และมีฝีพายที่พร้อมเพรียง ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็ว แต่ปัจจุบันเปลี่ยนกัปตันบ่อยไม่ต่อเนื่อง ทิศทางจึงไม่ชัดเจน การพายเรือก็ต่างคนต่างพายไม่พร้อมเพรียงกัน  การเปลี่ยนมิติคิดใหม่ก็เหมือนการเปลี่ยนกัปตันใหม่ คนปฏิบัติคือ หน่วยงานใน กระทรวงทบวงกรมต่างๆ หากปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ภาคเอกชนจะสามารถเคลื่อนตามได้อย่างมีทิศทาง ขณะนี้มีคลื่นลมแรงแม้ว่าไทยจะมีเสบียงค่อนข้างพร้อมแต่คนคุมทิศทางต้องชัดเจนจึงจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ อนาคตข้างหน้าจะมีพายุลูกใหญ่มาเช่น ASEAN Economic Community ( AEC) ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ดังนั้นการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศจึงสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่พร้อมประเทศจะเคลื่อนไปอย่างยั่งยืนได้ลำบาก

     สำหรับภาคเอกชน สิ่งที่เป็นต้นทุนของประเทศที่ต้องคำนึงถึงได้แก่

     - คอร์รัปชั่น เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข (High cost Economy)  เพราะทำให้ต้นทุนทางธุรกิจสูง
     - รายได้ที่แตกต่างกันมาก (income disparity) ทำให้ต้องมีแรงงานต่างประเทศ
     - แรงงานไทยมีไม่พอต้องเตรียมนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาแต่เราไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ เราจึงต้องประกาศค่าแรงขั้นต่ำ

     สรุปในภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2555 ยังไม่มีปัญหา แต่ถ้าแยกพิจารณาเป็นราย  Sector จะมีบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่มีปัญหา เช่น ยุโรปและสหรัฐอเมริกา สินค้าบางอย่างกำไรมาก บางอย่างติดลบ

ผศ.ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย  
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

     ภาวะปัจจุบันเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Stagflation  ทั้งโลกมีอัตราเงินเฟ้อสูง ไม่สามารถใช้นโยบาย  ทางการ เงินเข้าไปกระตุ้นได้มาก คาดว่าในปี 2013 เงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาคงสูง เศรษฐกิจไม่โต

     Liquidity trap = กับดักสภาพคล่อง ทำให้คนไม่กล้าใช้เงิน ความเชื่อมั่นไม่เกิด การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องใช้นโยบายการคลังมาช่วยเพื่อนำเงินเข้าสู่สภาพเศรษฐกิจ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อน และกระทบเงินสกุลอื่นด้วย ตอนนี้ทั้งยุโรป และสหรัฐฯแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้เพราะหนี้สูง จีนต้องแก้ปัญหาความยากจน

     - เศรษฐกิจโลกมีทิศทางไม่แจ่มใส บางประเทศในยุโรปถูกลดระดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน ประชาชนในฝรั่งเศส และ เยอรมนี  ถือพันธบัตรสูง

     - จากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 4-5% เป็นไปได้ยาก ที่น่าจะเป็นคือ 2-4 % การเมืองในหลายประเทศที่มีปัญหากำลังจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า (2555) สถานการณ์จะเริ่มชัดเจนขึ้น ประมาณเดือนพฤศจิกายน

     - เศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศ 50% ในประเทศ 50% มีสัญญาณว่าต้องให้การดูแลเศรษฐกิจไทยอย่างดี ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 และคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 2-3%

     - ในไตรมาสที่ 2 ภาคการส่งออกลดลงแต่ การบริโภคภายในประเทศเข้ามาชดเชย ดังนั้นภาคต่างประเทศจะมีกำลังซื้อลดลง ภาคส่งออกจะไม่ใช่ส่วนหลักในการขับเคลื่อน สิ่งสำคัญคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งก็คือนโยบายของรัฐบาล

     - คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.5 - 4% ในปี 2554

     - ปี 2555 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4% โดยมีปัจจัยจากนโยบายของรัฐ ได้แก่  
     - นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล 
     - นโยบายค่าแรง
     - นโยบายภาษี รถคันแรก บ้านหลังแรก
     - กองทุนหมู่บ้าน

     **4 ส่วนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจโตไ้ด้ 3%


     - ภาคการท่องเที่ยวบวกเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ 1%
     - เศรษฐกิจมีทางออกมากมาย  ถ้าเศรษฐกิจโลกมีปัญหา แต่ในสหรัฐ,  กรีซแก้ปัญหาได้ ไทยก็เติบโตได้ 4% แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกติดลบเศรษฐกิจไทยจะโต ต่ำกว่า 3%  จีนเติบโตด้วยกำลังซื้อภายในและไทยก็มาพึ่งพาจีนมากขึ้น

     - การใช้นโยบายของรัฐในการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศ ตัวแปรสำคัญคืออัตราการปล่อยเงินเชื่อของประเทศไทยสูงถึง 16% ขณะที่อัตราการว่างงานไทยต่ำ (0.4%)

นายพยุงศักดิ์   ชาติสุทธิผล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

     - ประเทศไทยมี Supply Chain ที่เข้มแข็ง มีองค์ประกอบที่สมดุลแข็งแกร่งมี Cluster ทั้งตัวกลางและปลายน้ำ มีทั้งอาหาร วัตถุดิบ พลังงานทดแทน เป็นยุคทองของเกษตรกรเพราะพืชผลสำคัญราคาดี การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นกลับมา นักท่องเที่ยวขาเข้าอาจถึง 20 ล้านคน การค้าการลงทุนปรับตัวดีขึ้น    ไทยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น  อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ฟื้นกลับมาเร็วจากผลกระทบภัยพิบัติสึนามิที่ญี่ปุ่น

     -  เศรษฐกิจไทยปี 2555 เติบโตไม่ต่ำกว่าปี 2554 ภาคการส่งออกเป็น 65% ของ GDP ต้องมองในทุกภูมิภาคที่ไม่มีปัญหา ตอนนี้ยุโรปน่ากังวลเป็นอันดับ 1 ในภาพรวม ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ถ้าดูจากรายบริษัทอาจมีผลกระทบบ้าง

     -  ประเทศในภูมิภาคต่างๆคงหาทางแก้ปัญหาเต็มที่ไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจล่ม ในอาเซียน และจีน เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ถ้าไทยจะส่งออกไปประเทศเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหา แต่ประเทศในอาเซียนบางประเทศอาจพึ่งพาสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อไทยเล็กน้อย

     - โดยสรุปในปีหน้าไทยยังคงมีความแข็งแกร่งผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่ายังคงไม่มีผลกระทบมากจนน่าวิตก

     - ชาวนา ชาวไร่ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก หลังน้ำลดต้องเร่งเยียวยาก็จะฟื้นกลับมาได้ ในปีหน้าการเติบโตของเศรษฐกิจคาดว่าจะไม่ต่ำกว่าปีนี้ ทั้งนี้ ต้องมีการปรับตัวของผู้ประกอบการด้านการบริหารและลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนในประเทศและต่างประเทศ ปรับโครงสร้างให้เข้าสู่กลไกตลาด ต้องใช้ความพยายาม  ความกล้าหาญ แต่ต้องไม่มีการทุจริตเพื่อให้เงินหมุนเวียนมาในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ

     - เมื่อเกิดความเสี่ยงมากๆ คนส่วนใหญ่ก็จะรอดูสถานการณ์
     - กล่าวโดยสรุปเศรษฐกิจปี 2555 ไม่ด้อยกว่าปี 2554 แต่นโยบายของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการบ้าง เช่นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนปริญญาตรี  เพื่อกระตุ้นให้คนมีกำลังซื้อสูงขึ้น

ประเด็นคำถาม
     - การเมืองไทยในขณะนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร
     นโยบายของรัฐต้องการให้คนมีรายได้สูงขึ้น แต่ข้อที่ต้องระวังคือประสิทธิภาพการผลิตของประเทศและ การออมทรัพย์ของประเทศไทยเป็นอย่างไร ตอนนี้การออมทรัพย์ของเราต่ำแล้ว และถ้าประสิทธิภาพการผลิตต่ำด้วย ภูมิคุ้มกันของเราก็จะไม่ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจแลกกับภูมิคุ้มกันของส่วนรวมจะคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะจะทำให้ไทยเข้าสู่สภาวะโตต่ำ หนี้สูง แม้ว่าตอนนี้มันยังมาไม่ถึงแต่ถ้ามาถึงไม่มีใครแก้ได้

     - มีอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์หรือไม่
     ยังไม่เห็นปัจจัยในเชิงลบ เพราะภาคการส่งออกมีภูมิคุ้มกันที่ดี  ประชาชนมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง ตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โอกาสเกิดเหมือนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ยังไม่น่าจะเป็นไปได้  ส่วนปัจจัยลบน่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก

     - เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปจะแก้ไขได้หรือไม่
     ถ้าแก้ปัญหาแล้วประเทศต่างๆก็จะเกิดการเติบโตต่ำ แต่ถ้าไม่แก้ก็ต้องพยุงไว้

สรุปส่งท้าย
     - ตื่นตัว เตรียมความพร้อมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
     - ต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ทั้งในระดับนโยบายและระดับครัวเรือน
     - กำจัดคอร์รัปชั่น
     - ปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


เรียบเรียง : โศรยา หอมชื่น และชลดา สิทธิวรรณ