ในการประชุม PATA 60th Anniversary เมื่อวันที่ 11-12 เมษายน 2554 ที่นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการสัมมนาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการท่องเที่ยวทั้งในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต โดยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อแนวทางในการพัฒนาประเทศของกลุ่มสมาชิกที่เข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในครั้งนี้ เนื้อหาในการสัมมนาสรุปได้ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

     ♣ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สำคัญมี 3 ปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจ  สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันพบว่า เรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ในด้านนี้มากขึ้นมาโดยตลอด ทั้งนี้ในยุคเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงปี 1950 เป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม (Classic Tourism) จะมุ่งเน้น การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  กระบวนการทำการตลาดการท่องเที่ยว และการประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันนี้ เป้าหมายของการดำเนินงานไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญของประเด็นทั้งสามดังกล่าวข้างต้น แต่ได้เพิ่มความสำคัญของ “ความยั่งยืน”  ควบคู่ไปกับการดำเนินงานการตลาดในแบบเดิม ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบเน้นจำนวน (Mass Tourism) มีแนวโน้มที่จะทำให้ทรัพยากรการท่องเที่ยวถูกทำลาย จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เป็นเป้าหมายของอุตสาหกรรมแทน ซึ่งการท่องเที่ยวคุณภาพในความหมายของ PATA (Pacific Asia Travel Association) คือ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism และ Eco Tourism) เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม


     โดยพบว่านักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเห็นด้วยกับการจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Offsets) มากขึ้น รวมทั้งด้านผู้ประกอบการเอง ก็ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรมการบิน มีการออกแบบให้เครื่องบินใช้พลังงานต่ำในการลงจอดอีกด้วย ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวยุคใหม่ในอนาคตต่อไปอีก 50 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายการท่องเที่ยว จะเปลี่ยนไป นำไปสู่การให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ  ได้แก่ การคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ จริยธรรม และคุณภาพ

     ♣ เมื่อพิจารณาความสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต ในด้านความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ คาดว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า การท่องเที่ยวจะมีมูลค่าในอัตราร้อยละ 5-10  ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวม โดยลักษณะการเดินทางท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 80 จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และลักษณะการประกอบการร้อยละ 80 ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นในรูปแบบ SMEs

     ♣ นวัตกรรมเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวในปัจจุบันและอนาคต ขณะที่การท่องเที่ยวมีการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารออนไลน์มาเป็นอันดับหนึ่ง รวมทั้งปรากฎการณ์ของโทรศัพท์มือถือ กำลังเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกรวมทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน ซึ่งต่อไปการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ รวมเข้ากับ Search Engines จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของการเดินทางและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อไป

     แต่อย่างไรก็ตาม การสื่อสารในแบบเดิม เช่น Words of Mouth และจดหมายข่าว (Newsletter) ก็ยังคงความสำคัญอยู่เช่นกัน โดยสื่อในโลกดิจิตอล จะเข้ามามีบทบาทสามารถช่วยเพิ่มขยายเนื้อหาใจความที่เราสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวได้มากและแพร่หลายยิ่งขึ้น

การศึกษาการใช้บริการธุรกิจการท่องเที่ยวผ่านระบบ Online

     ComScore ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำในการประเมินผลการใช้งานในโลกดิจิตอลร่วมกับ PATA ได้จัดทำการศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวออนไลน์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผลการศึกษาสรุปได้ดังต่อไปนี้

     ♣ การศึกษาพบว่าในปีที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการใช้บริการค้นหาข้อมูลสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น โดย Website ของสายการบินต้นทุนต่ำมีผู้เข้าเยี่ยมชมในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผู้บริโภคมักจะเข้าไปค้นหาการเดินทางที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด  ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลแหล่งช้อปปิ้งในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ  การค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูก และการจองห้องพักที่ให้ราคาดีที่สุดในการเดินทางแต่ละครั้ง ซึ่งการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผ่านระบบ Online สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี


     ♣ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบรรดานักท่องเที่ยว นักการตลาดการท่องเที่ยวจึงควรต้องตระหนักถึงกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างตราสินค้า (Branding) ผ่านช่องทางการสื่อสารระบบ Online เป็นสำคัญ รวมทั้งการจัดทำกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการบูรณาการเข้ากับโลกดิจิตอล นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งนี้โดยเฉพาะหากมุ่งเน้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มเยาวชน จะพบว่ามีอัตราการใช้บริการค้นหาข้อมูลจากสื่อ Online ในอัตราที่สูงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในปัจจุบัน

     ♣ นอกจากนี้ จากการศึกษาธุรกิจในด้านการบิน พบว่ามีสายการบินที่มีผู้ใช้บริการหาข้อมูลผ่านระบบ Online มากที่สุด คือ สายการบินแอร์เอเชีย มีอัตราการเข้าเยี่ยมชมสูงที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 จำนวน 3.3 ล้านคน รองลงมาคือ สายการบิน Tiger Air 1.8 ล้านคน และเมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของการใช้บริการเปรียบเทียบกับปี 2010 สายการบิน Tiger Air ยังมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดกว่าสายการบินอื่นๆ โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าของปีที่ผ่านมาอีกด้วย  สำหรับสายการบิน Fireflyz ของมาเลเซีย และสายการบิน Goindigo ของอินเดียก็มีอัตราการเติบโตที่สูงรองลงมา คือ ร้อยละ 89 และร้อยละ 70 ตามลำดับ

ที่มา: การประชุม PATA 60th Anniversary abd Conference 11-12 April 2011


     ♣ ผลการศึกษาอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการท่องเที่ยวเปรียบเทียบกับอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตโดยทั่วไปของภูมิภาคต่างๆ พบว่า จำนวนประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนับได้ว่ามีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วไปโดยรวมสูงที่สุด ร้อยละ 41 ของประชากร ตามมาด้วยภูมิภาคยุโรป ร้อยละ 27 อเมริกาเหนือ ร้อยละ 15 ตะวันออกกลางและละตินอเมริการ้อยละ 9 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการท่องเที่ยวพบว่าภูมิภาคยุโรปมีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลการท่องเที่ยวสูงที่สุด ร้อยละ 36 ตามมาด้วยภูมิภาคอเมริการ้อยละ 27 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ในลำดับที่ 3  ร้อยละ 26

 

ที่มา: การประชุม PATA 60th Anniversary abd Conference 11-12 April 2011


     เมื่อพิจารณาในรายประเทศพบว่าประชากรประเทศอังกฤษมีอัตราการเข้าใช้บริการเว็บไซต์ท่องเที่ยวสูงที่สุดคือ ร้อยละ 67 ของประชากรทั้งหมด ตามมาด้วยประเทศแคนาดาร้อยละ 64 นิวซีแลนด์ร้อยละ 60 และสิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 10 ร้อยละ 53 

 ที่มา: การประชุม PATA 60th Anniversary abd Conference 11-12 April 2011
 

จีนและอินเดียกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปัจจุบัน

     การที่จีนและอินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของประชากรโลก ทำให้ประเทศทั้งสองมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกด้วยเช่นกัน โดยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับประชากร และการพัฒนาประเทศ จะส่งผลต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ต้องมีการติดตาม เพื่อพัฒนาสินค้าการท่องเที่ยวให้ทันต่อการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่นี้ เช่นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันดังต่อไปนี้


     ♣ การพัฒนาเมืองในจีนและอินเดีย ภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวอย่างน่าสนใจ โดยจีนจะสร้างเมืองขนาดใหญ่ ที่เทียบเท่ากับเมืองในภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะมีการสร้างสนามบินใหม่อีก 115 แห่งในรัฐต่างๆ ของอินเดีย การพัฒนาเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อการท่องเที่ยวโดยเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

     ♣ จากการที่ประชากรของอินเดียมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต นับเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ เนื่องจากหมายถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มปริมาณตามไปด้วย โดยเฉพาะอินเดียยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยว ในด้านที่มีการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการท่องเที่ยวสูงประเทศหนึ่ง โดยพบว่า ชาวอินเดียมีการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ประเทศอังกฤษ จำนวน 792  ปอนด์(GBP) ต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายของชาวอเมริกันในประเทศอังกฤษมีจำนวน 710 ปอนด์(GBP) ต่อสัปดาห์


     ♣ นอกจากนี้ ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของทั้งสองประเทศ จะมีผลต่อนโยบายทางการเมืองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ทั่วโลกกำลังขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรมที่เป็นเครือข่ายการให้บริการจากต่างประเทศในอินเดีย จะจ้างแรงงานชาวต่างชาติเข้ามาดำเนินการเองทั้งหมด  แต่ในปัจจุบัน นโยบายการบริหารของโรงแรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป มีนโยบายการใช้แรงงานในพื้นที่มาฝึกอบรมเพิ่มเติม ให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ เช่น โรงแรม The Ritz-Carlton และ Four Seasons’ มีการจ้างงานระดับผู้จัดการโรงแรมจากท้องถิ่นในประเทศทั้งสองนี้แล้ว นอกจากนี้บริษัท Boeing ได้มีการจัดการอบรมให้ความรู้แก่แรงงานในอุตสาหกรรมการบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอีกด้วย ซึ่งมีนักบินผ่านการอบรมประมาณ 126,000 คน ช่างเครื่องกว่า 500,000 คนที่ได้รับการคัดเลือกมาทำงานและฝึกอบรมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับชาวอินเดียและชาวจีน ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆ ที่เคยส่งออกฝีมือแรงงานไปในประเทศทั้งสอง ต้องรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการจ้างแรงงานของประเทศต่างๆ ด้วยเช่นกัน

การเดินทางท่องเที่ยวในอวกาศ
     Eric Anderson ประธานบริษัท Space Adventure ผู้ซึ่งเคยได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวในอวกาศในปี ค.ศ. 2001ได้กล่าวว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเปิดตลาด การเดินทางท่องเที่ยวในอวกาศประเทศหนึ่ง เนื่องจากความเจริญทางเศรษฐกิจของจีน ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ในปัจจุบัน การท่องเที่ยวอวกาศ เกิดขึ้นได้สำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะดีเท่านั้น เนื่องจากการท่องเที่ยวในอวกาศ มีค่าใช้จ่ายประมาณกว่า 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ต่อการเดินทาง 1 ครั้ง


     นอกจากนี้ Anderson ได้ระบุว่าในระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มนุษย์ประสบความสำเร็จในการส่งมนุษย์เดินทางไปในห้วงอวกาศ มีเพียง 500 คนที่มีโอกาสได้เดินทางไปถึงอวกาศได้ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรโลกทั้งหมด ที่มีนับเป็นพันล้านคน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวในอวกาศในปัจจุบันเป็น 60 ล้านดอลล่าร์สหรัฐโดยไม่รวมค่าประกันภัยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2% ของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยในอนาคตอันใกล้การส่งคนออกไปท่องเที่ยวในห้วงอวกาศในระดับพ้นแรงโน้มถ่วงของโลก ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 นาที จะมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีเครื่องยนต์ให้ใช้พลังงานน้อยลง ทำให้ต้นทุนในการเดินทางลดลง ทำให้ค่าเดินทางอยู่ที่ 100,000 ถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อครั้ง นอกจากนี้การเดินทางท่องเที่ยวในอวกาศจะเป็นสินค้าการท่องเที่ยวใหม่ที่มีศักยภาพสูงอีกประเภทหนึ่ง สำหรับอนาคต และมีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาให้ง่าย เหมือนกับการขับรถไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

     เพื่อเพิ่มโอกาสในการท่องเที่ยวอวกาศ จีนได้มีการเปิดตัว สวนสนุกอวกาศจำลอง (Space Theme  Park) ในมณฑล Hainan ขึ้นมา สวนสนุกอวกาศจำลองของจีนประกอบไปด้วยฐานปล่อยยานอวกาศ และอุปกรณ์ภาคพื้นดินต่างๆ  การเข้าเยี่ยมชมยานอวกาศ  และประสบการณ์อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักเสมือนอยู่บนดวงจันทร์และดาวอังคาร เป็นต้น การจำลองการท่องเที่ยวอวกาศในภาคพื้นดินอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดได้ว่าเป็นอีกทางเลือกที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน คือพิพิธภัณฑ์ Smithsonian National Air and Space ในกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอมเริกา โดยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนไปเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สรุป
     อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในด้านของอุปทานการท่องเที่ยว ที่มีการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มุ่งเน้นตอบสนองให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อนำรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศต่างๆ  มาเป็นการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นความยั่งยืนเป็นที่ตั้ง ที่เห็นได้ชัดคือ นักท่องเที่ยวที่มีการยอมรับในการจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Offsets) มากขึ้น รวมทั้งด้านผู้ประกอบการสายการบินได้มีการพัฒนาเครื่องบินที่ใช้พลังงานในการลงจอดที่ลดลงอีกด้วย

     การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรโดยเฉพาะประเทศที่มีจำนวนประชากรมากอย่างเช่น จีนและอินเดีย รวมทั้งการพัฒนาประเทศทั้งสอง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรจับตามอง เนื่องจากหมายถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากจากประชากรในประเทศทั้งสองนั่นเอง

     นอกจากนี้ การสื่อสารผ่านระบบดิจิตอลก็ทวีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ใช้บริการจัดการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองโดยติดต่อจองสายการบิน ที่พัก และค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านทางออนไลน์ในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดการท่องเที่ยวในปัจจุบันต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว.


เรียบเรียง : พิจาริณี โล่ชัยยะกูล