ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
     สภาพการณ์ตลาดการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและอยู่ในอัตราที่เพิ่มขึ้น จากการพยากรณ์ขององค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization:WTO) คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2563 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศเป็นจำนวนประมาณ 1.5 พันล้านคน และทวีปยุโรปจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่นิยม

เดินทางไปเยี่ยมเยือนมากที่สุด แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดของยุโรปจะลดลง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวทางเอเชีย แปซิฟิกเปิดตัวเพิ่มขึ้นส่งผลทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นและยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมเป็นลำดับที่ 2 ของโลกรองจากทวีปยุโรป โดยจะมีนักท่องเที่ยวที่ท่องเที่ยวในทวีปเอเชียประมาณ 397 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6.5 ต่อปี ส่วนการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2553 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยประมาณ  15.9  ล้านคน (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2554: ระบบออนไลน์)(www.tat.or.th)

     โดยที่องค์การการท่องเที่ยวโลก World Tourism Organization: WTO (Goeldnerand Ritchie, 2006)ได้แสดงการแบ่งประเภทของนักท่องเที่ยวตามลักษณะการเดินทาง หรือ เส้นทาง ออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. นักท่องเที่ยวต่างชาติ 2. นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ 3. นักท่องเที่ยวที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ 4. นักท่องเที่ยวที่เดินทางออกนอกประเทศ และการจัดการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ยึดหลักการจัดการตามหลักเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยหาพื้นที่ที่มีจุดขายด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมมารองรับ หากแหล่งท่องเที่ยวใดเสื่อมสภาพก็หันไปบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวใหม่เรื่อยไป สะท้อนให้เห็นรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวที่มิได้คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น หากมีการจัดการท่องเที่ยวที่เหมาะสมแล้ว จะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังทำให้คนในท้องถิ่นได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรและวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตน อนึ่งการที่ชุมชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวในท้องถิ่นตนนั้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ส่งเสริมให้คนในชุมชนมีความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน อันเป็นหลักประกันที่จะทำให้การพัฒนาประเทศมีทิศทางที่ถูกต้อง เป็นไปตามความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้นๆและจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่รัฐบาลมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีระบบ และให้ความสำคัญกับท้องถิ่นทำให้ชุมชนมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้

     ใน ปี พ.ศ.2546 สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการตรวจประเมิน และให้การรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ภายใต้กรอบคำจำกัดความ ของมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย หรือที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบทมาตรฐานไทยที่ว่า บ้านที่อยู่ในชุมชนชนบทที่มีประชาชนในชุมชนเป็นเจ้าของและเจ้าของบ้าน หรือสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่เป็นประจำ หรือใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในบ้านดังกล่าว (กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,2551) รวมถึงเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่บ้านพักของชุมชน มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร มีการจัดกิจกรรมการนำเที่ยว และการศึกษาเรื่องของท้องถิ่นที่เน้นวิถีชีวิตไทย  (ชลิดา รินทร์พรหม และคณะ,2550)

     บ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เป็นโฮมสเตย์ที่อยู่ในจังหวัดที่ผู้วิจัยเกิดและเติบโต จึงทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะทำการศึกษา ซึ่งได้คะแนนเกณฑ์มาตรฐานอันดับที่ 6 ของประเทศไทยและอันดับที่ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี พ.ศ.2552 โดยการศึกษาถึงรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์ กรณีศึกษา:บ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ที่จะสามารถดึงดูดใจและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวให้นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวได้มากขึ้นจนเป็นอันดับที่ 1ของโฮมสเตย์ไทย มีการศึกษาถึงวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนชาวกูยบ้านอาลึโฮมสเตย์ ที่สามารถสร้างแรงจูงใจและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยว ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ เที่ยวสุรินทร์ สุขรื่นรมย์ ชมงานแสดงช้าง พักค้างที่สำโรงทาบ”

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
     เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการปัจจุบันของบ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ และศึกษาถึงแรงจูงใจและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว รวมถึงศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์

 
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
     5.1 เพื่อทราบถึงรูปแบบการบริหารจัดการปัจจุบันเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์ ของบ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์
     5.2 เพื่อทราบถึงแรงจูงใจและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์
     5.3 เพื่อทราบถึงปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์
     5.4 สามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลหรือแนวทางให้เกิดกระบวนการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโฮมสเตย์ให้กับชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

วิธีการศึกษา
     แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบไปด้วย
     1. ขั้นสำรวจและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยการสำรวจและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลความรู้พื้นฐานในการเขียนเค้าโครงวิจัยและเป็นข้อมูลประกอบการศึกษาค้นคว้า รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ และวารสารต่างๆ

     2. เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับความสำคัญของการท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์และมาตรฐานของโฮมสเตย์ไทย รวมถึงข้อมูลลักษณะการบริหารจัดการโฮมสเตย์ โดยเก็บแบบสอบถามถึงแรงจูงใจและความพึงพอใจในมาตรฐานต่าง ๆ ที่บ้านอาลึโฮมสเตย์รวมทั้งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว ตลอดจนการสัมภาษณ์ถึงรูปแบบการบริหารจัดการผู้นำในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์ รวมถึงข้อมูลในเรื่องปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพบ้านอาลึโฮมสเตย์ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

     3. ขั้นตอนการจัดการกับข้อมูลที่ได้มา โดยนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารมาสรุปสาระสำคัญ และนำแบบสอบถามและการสัมภาษณ์  มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows: Statistical Package for Social Science) และการสัมภาษณ์ใช้วิธีการถอดความจากการสัมภาษณ์ที่บันทึกไว้ในแบบสัมภาษณ์และนำมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สรุปสาระสำคัญตามขอบเขตด้านเนื้อหา

     4. ขั้นตอนการนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาและวิเคราะห์ทางสถิติรวมทั้งภาพประกอบบางตอน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
     ด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้แบ่งประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
     1. ผู้นำในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์
     2. นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่บ้านอาลึโฮมสเตย์ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้นำในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์ 13 คน และนักท่องเที่ยว 67 คน
     ด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านอาลึโฮมสเตย์ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชน 253 คน

สรุปผลการศึกษา
     สรุปข้อมูลพื้นฐานของนักท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 50.7  และเพศชาย  คิดเป็นร้อยละ 49.3  มีอายุระหว่าง 15 – 24 ปี  คิดเป็นร้อยละ 67.2  รองลงมา อายุระหว่าง 25- 34 ปี  คิดเป็นร้อยละ 11.9  และอายุระหว่าง 35 -44 ปี และ45 - 54 ปี  คิดเป็นร้อยละ 10.4  มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 76.1  รองลงมา สถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 23.9  ระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 76.1  รองลงมา ปวช./ปวส./อนุปริญญา คิดเป็นร้อยละ 13.4 และมัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นร้อยละ 7.5 โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอื่นๆ(นักเรียน/นักศึกษา/ ลูกจ้างชั่วคราว) คิดเป็นร้อยละ 61.2 รองลงมา พนักงานเอกชน/พนักงานรัฐวิสาหกิจ คิดเป็นร้อยละ 22.4  และข้าราชการ/พนักงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 14.9 และมีรายได้ต่อเดือน 3,000 – 6,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 50.7  รองลงมา มีรายได้ต่อเดือน มากกว่า 15,001 บาท  คิดเป็นร้อยละ 26.9  และมีรายได้ต่อเดือน 6,001 - 9,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 14.9 


แรงจูงใจในการเดินทางมาท่องเที่ยว
     นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์ ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อมาดูงาน  คิดเป็นร้อยละ 29.9  รองลงมา เพื่อศึกษาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 25.4 และเพื่อศึกษาสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ คิดเป็นร้อยละ 20.9  การเดินทางมาพักโฮมสเตย์เดินทางมากับโรงเรียน/มหาวิทยาลัย เป็นส่วนมาก คิดเป็นร้อยละ 32.8  รองลงมา ครอบครัว/ญาติ / พี่น้อง คิดเป็นร้อยละ 29.9  และ เพื่อน, คนรู้จัก  คิดเป็นร้อยละ 22.4 โดยส่วนมากรู้จักบ้านอาลึโฮมสเตย์จากการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น การออกบูธ  คิดเป็นร้อยละ 46.3  รองลงมา  อินเตอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 26.9 และหนังสือ/วารสารท่องเที่ยว คิดเป็นร้อยละ 10.4  ระยะเวลาที่เข้าพักบ้านอาลึโฮมสเตย์ ส่วนใหญ่จะพักค้างคืน 1-2 คืน คิดเป็นร้อยละ 80.6  3-4 คืน คิดเป็นร้อยละ 16.4  และไม่พักค้างคืน คิดเป็นร้อยละ 3.0

ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อมาตรฐานโฮมสเตย์ด้านต่าง ๆ ในบ้านอาลึโฮมสเตย์ สรุปได้ดังนี้
     นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจในระดับพึงพอใจมาก ได้แก่ ด้านที่พัก ด้านอาหาร ด้านการจัดการ ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านสภาพแวดล้อม ด้านมูลค่าฯ และมีความพึงพอใจด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับความพึงพอใจปานกลาง รวมถึงมีความพึงพอใจด้านส่งเสริมการตลาดอยู่ในระดับความพึงพอใจน้อย

รูปแบบกระบวนการบริหารจัดการปัจจุบันของบ้านอาลึโฮมสเตย์
     จากการศึกษาพบว่า  มีประธานโฮมสเตย์ รองประธาน และคณะกรรมการสมาชิกโฮมสเตย์คอยบริหารจัดการโฮมสเตย์และมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหมด 7 ฝ่าย มีการบริหารจัดการกันเองภายในกลุ่มสมาชิก มีบ้านพักโฮมสเตย์ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ 10 หลังคาเรือน รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 50 คน มีรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวภายในโฮมสเตย์ เช่น มีการแลกเรียนรู้การทอผ้าไหม การสาวไหม การย้อมสีผ้าไหมจากลูกมะเกลือ และจากเปลือกไม้ของต้นประดู่ การชมบ้านและฉางข้าวแบบชาวกูยโบราณ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมการรำ แกลมอ แกลออ การเซ่นไหว้ปู่ตา การท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์ในชุมชน สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชนเพิ่มขึ้น และมีการอนุรักษ์วัฒนธรรมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบชาวกูยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจัยที่ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพบ้านอาลึโฮมสเตย์
     1. การมีเอกลักษณ์ในการทอผ้าไหม และรู้การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นโบราณของคนในชุมชน ในการนำลูกมะเกลือที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาย้อมสีผ้าไหม ให้กลายเป็นผ้าไหมสีดำ ที่มีความโดดเด่นเฉพาะ
     2. วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่เรียบง่ายของชุมชนชาวกูย บ้านอาลึ มีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว เพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมแบบชาวกูย ทั้งในเรื่อง วิถีชีวิตประจำวัน และมีภาษาการพูดในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ภาษากูย
     3. วัฒนธรรมการแต่งกายแบบชาวกูยโบราณของคนในชุมชนบ้านอาลึโฮมสเตย์ เป็นสิ่งแปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้พบเห็นทั่วไป เนื่องจากมีลักษณะการแต่งกายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะโดยสวมเสื้อผ้าไหมแขนยาวลายลูกแก้วสีดำที่ได้จากการย้อมสีผ้าไหมจากลูกมะเกลือ และมีการตกแต่งลวดลายให้สวยงามบนเสื้อจากการแซวผ้าด้วยด้ายสีแดงและสีขาว รวมถึงมีการนุ่งผ้าถุงที่มีลวดลายเฉพาะในท้องถิ่น
     4. กิจกรรมท่องเที่ยวที่จัดขึ้นในชุมชน ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ฝึกฝนทดลองปฏิบัติได้จริง ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่จัดขึ้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้การทอผ้าไหม การสาวไหม การย้อมสีผ้าไหมจากมะเกลือ การเรียนรู้การแซวผ้าด้วยมือ การแสดงวัฒนธรรมการรำแกลมอ แกลออ การจัดพิธีต้อนรับบายศรีสู่ขวัญ รวมถึงการชมบ้านและฉางข้าวแบบชาวกูยโบราณที่ยังมีการอนุรักษ์ไว้
     5. ความรู้ความสามารถของผู้นำเที่ยว หรือมัคคุเทศก์ในท้องถิ่น หรือมัคคุเทศก์ในท้องถิ่นที่มีความรู้ความสามารถในทักษะการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารถ่ายทอดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อย่างถูกต้อง

     จากผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาสร้างโมเดลรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                                    Model รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์

 


     จากโมเดลรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์ สามารถอธิบายขั้นตอนของรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์ได้ ดังนี้

     1. การบริหารจัดการโฮมสเตย์ คือ การดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ โดยมีหลักการบริหารจัดการอันประกอบด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น คณะกรรมการผู้รับผิดชอบ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมสนับสนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ให้มีประสิทธิภาพ 

     2. การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน คือ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทั้งประชาชนในชุมชน ผู้นำในชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ของบ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 
     
     3. มาตรฐานความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว คือ มาตรฐานการบริการของโฮมสเตย์ทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ ด้านที่พัก ด้านอาหาร ด้านความปลอดภัย ด้านการจัดการ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านมูลค่า ด้านส่งเสริมการตลาด ที่นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อมาตรฐานโฮมสเตย์ที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยว รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่จัดขึ้นร่วมกับประชาชนในชุมชน ณ บ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์

     4. รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพโฮมสเตย์ คือ กระบวนการบริหารจัดการที่มีการจัดการโดยคนในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดการร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ โดยมีลักษณะรูปแบบการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีปัจจัยที่สนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มศักยภาพโฮมสเตย์ คือ มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการย้อมสีผ้าไหมจากลูกมะเกลือ มีการใช้ภาษาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ คือภาษากูย มีการแต่งกายที่มีลักษณะเด่น คือ การแต่งกายด้วยผ้าไหมสีดำที่ได้จากการย้อมจากลูกมะเกลือทั้งชุด มีกิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลายที่ให้นักท่องเที่ยวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทดลองปฏิบัติ คือ การทอผ้าไหม การย้อมสีผ้าไหม การสาวไหม และการใช้ภาษาอังกฤษนำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อย่างถูกต้อง

     5. ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ  คือ ความคิดเห็นข้อเสนอแนะของนักท่องเที่ยวที่กล่าวถึงการจัดการท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์ของบ้านอาลึโฮมสเตย์ รวมถึงข้อเสนอแนะของปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชุมชนจากการสัมภาษณ์และจากการแจกแบบสอบถามผู้นำในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบ้านอาลึโฮมสเตย์ รวมทั้งประชาชนในชุมชนที่อาศัยอยู่ในบ้านอาลึโฮมสเตย์ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 
                                               
ข้อเสนอแนะ
     1. จัดให้มีระบบสาธารณูปโภคน้ำดื่มน้ำใช้ที่เพียงพอ ต่อความต้องการของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว
     2. ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโฮมสเตย์อย่างจริงจังจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยมีการจัดทำข้อมูลการโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวลงบนเว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ต
     3. จัดให้มีผู้นำเที่ยวหรือมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีความรู้ความสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อมีการเข้ามาพักโฮมสเตย์และร่วมทำกิจกรรมท่องเที่ยว มีการฝึกอบรมด้านการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติให้กับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสื่อสารนำเที่ยวกับชาวต่างชาติได้อย่างถูกต้อง
     4. จัดกิจกรรมส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการโฮมสเตย์ เพื่อให้เยาวชนเห็นคุณค่าความสำคัญของวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนตนเอง

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้วิจัยครั้งต่อไป
    
ควรจัดทำการวิจัยเชิงปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม โดยให้สถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่น องค์กรจังหวัด อำเภอ และชุมชน ร่วมกันทำการศึกษาในเรื่องความต้องการของชุมชนกับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโฮมสเตย์แบบยั่งยืน แนวทางในการจัดทำแผนงานการพัฒนาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชนมีส่วนร่วมได้ต่อไป

เอกสารอ้างอิง
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.(2547).หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพมาตรฐานที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท (โฮมสเตย์). กรุงเทพฯ: อัลซา จำกัด.
- กัลยา วานิชย์บัญชา.(2545).การใช้ SPSS for Windows ในการวิเคราะห์ข้อมูล. กรุงเทพฯ : ซี เค แอ เอส โฟโต้สตูดิโอ.
- ชลิดา รินทร์พรหม และคณะ.(2550). การศึกษาความยั่งยืนของโฮมสเตย์ในอีสานใต้. นครราชสีมา: สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวนครราชสีมา.
- นิศารัตน์ ศิลปะเดช.(2542). เอกสารประกอบการสอนระเบียบวิจัยทางสังคมศาสตร์เบื้องต้น.กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏธนบุรี.
- สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.(2548). ระเบียบสำนักพัฒนาการท่องเที่ยวว่าด้วยการประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์.กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.
- Goeldner,C.R. and Ritchie,J.R.(2006).Tourism Principles,Practices,Philosophiees.N.J.: John Wiley and sons.


เรียบเรียง : สุนิสา มามาก - นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น