ประเทศเม็กซิโก เป็นประเทศชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลก โดยการท่องเที่ยวมีสัดส่วนถึงร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยร้อยละ 80 ของกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวทั้งหลายเกิดขึ้นจากตลาดในประเทศ 


     รัฐบาลเม็กซิโกมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศเข้าไปอยู่ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเยือนมากที่สุดในโลกภายในปี 2561 ทั้งนี้ ในปี 2552 ประเทศเม็กซิโกอยู่ในอันดับที่ 10 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเยือน โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเยือนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 21.5 ล้านคน มีการลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และก่อให้เกิดการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภคเป็นจำนวนทั้งสิ้น 574.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประเทศเม็กซิโกมีข้อได้เปรียบคือ มีระบบเศรษฐกิจเสรี มีรัฐบาลที่มั่นคง และภาครัฐลดอุปสรรคทางระเบียบข้อบังคับให้แก่นักลงทุน เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายในการเข้ามาลงทุน  

     นอกจากนี้ ประเทศเม็กซิโกมีหน่วยงานที่ชื่อ FONATUR (National Trust Fund for Tourism Development) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโก ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Center) ในการวางแผนและพัฒนาโครงการลงทุนที่ยั่งยืนในภาคการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโก และทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวให้สอดคล้องแผนพัฒนาฯ แห่งชาติ โดยนักลงทุนที่มาลงทุนในโครงการของ FONATUR จะได้รับการยกเว้นภาษี การลดหย่อนภาษี และการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ เป็นแรงจูงใจในการลงทุน แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศเม็กซิโกซึ่งได้รับการส่งเสริมโดย  FONATUR ได้แก่ แคนคูน, ลอส คาบอส และ โลเรโต เป็นต้น

     ทั้งนี้ จะเห็นว่า ประเทศเม็กซิโกจะมี FONATUR เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนและพัฒนาโครงการลงทุนที่ยั่งยืนในภาคการท่องเที่ยวของประเทศเม็กซิโก ส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว และประสานงานกับนักลงทุน ทำให้การทำงานเป็นเอกภาพ สร้างความสะดวกสบายให้แก่นักลงทุนที่จะมาลงทุน สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เศรษฐกิจของประเทศเม็กซิโก แต่ FONATUR ก็ตกเป็นจำเลยของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า เป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงเห็นว่ากรณีดังกล่าวน่าจะมีประโยชน์ ถ้าหากนำมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ถูกทางต่อไป


แคนคูน

     สถานที่ตากอากาศชื่อดังของประเทศเม็กซิโก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนเล็กๆ ที่มีแต่หนองบึงอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ของเม็กซิโก ถูกพัฒนาให้มีสะพานเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ โรงไฟฟ้า โรงงานผลิตน้ำประปา ถนน โรงแรม ฯลฯ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว

     ตั้งแต่เริ่มต้น FONATUR ได้ดำเนินแผน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 พัฒนาพื้นที่ในเมืองและชายหาด ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาพื้นที่ตั้งแต่เชอราตัน แคนคูน ไปจนถึงคลับเมด ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาที่อยู่อาศัย จนมีห้องพักมากกว่า 20,000 ห้อง ทำให้ดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งมีแต่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ มีโรงแรมถึง 144 แห่ง ห้องพัก 26,552 ห้อง และประชากรถึง 400,000 คนในปัจจุบัน รวมทั้ง สนามบิน ห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์สโตร์ต่างๆ

     ในขณะที่ แคนคูนเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของ FONATUR แต่นักอนุรักษ์ทั้งหลายก็วิจารณ์ว่า ตึกสูงจำนวนมากมายของโรงแรมที่เหยียดยาวริมชายหาดของแคนคูนเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาที่เกินพอดี


ลอส คาบอส



     ลอส คาบอส ถูกพัฒนาจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีชีวิตเรียบง่ายให้กลายเป็นรีสอร์ทหรูราคาแพงสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงเช่นเดียวกับแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา

     ลอส คาบอส ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากหลังจาก FONATUR ได้เข้ามาพัฒนาในปี ค.ศ. 1976 ถนนที่มีแต่ฝุ่นและทรายได้ถูกปรับปรุงให้เป็นสนามกอล์ฟที่สวยงามและมีราคาแพงที่สุดในประเทศเม็กซิโก

     เริ่มต้นโดยมีโรงแรมเพียง 10 แห่งและมีห้องพักแค่ 544 ห้อง ทุกวันนี้ ลอส คาบอส มีโรงแรมถึง 54 แห่ง และมีห้องพักถึง 5,722 ห้อง โดยห้องพักส่วนใหญ่มีราคามากกว่า 800 ดอลลาร์/ คืน ขึ้นไป และมีค่ากรีนฟีของสนามกอล์ฟถึง 125 ดอลลาร์ ทำให้ลอส คาบอส กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงของประเทศเม็กซิโก


อิซตาปา

     หลังจากแคนคูนได้รับความนิยม FONATUR ก็ได้พัฒนาอิซตาปาให้เป็นจุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งที่ 2 ของประเทศทันที 

     พื้นที่ที่เคยเป็นป่าชายเลนถูกพัฒนาเป็นท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือยอร์ช 620 ลำ ล้อมรอบด้วยคอนโดมิเนียมหรู ประภาคารสูงที่มีร้านอาหารข้างบน สนามกอล์ฟ 18 หลุม และคลับเฮ้าส์สไตล์เม็กซิกัน – เมดิเตอร์เรเนี่ยน

     ทั้งนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1975 อิซตาปามีโรงแรมทั้งหมด 11 แห่ง และมีห้องพัก 491 ห้อง ปัจจุบัน อิซตาปายังมีโรงแรมเพียง 13 แห่ง 3,652 ห้อง การเติบโตอย่างช้าๆ กลับช่วยให้อิซตาปาเป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบความแออัดยัดเยียดของแคนคูน 


ฮัวตุลโก

     เมื่อปี ค.ศ. 1988 FONATUR มุ่งความสนใจไปที่ฮัวตุลโก หมู่บ้านชาวประมงที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1,000 คน ซึ่งขายที่ดินให้ FONATUR เพื่อนำไปพัฒนาให้เป็นรีสอร์ทหรูริมทะเล

     เมื่อเริ่มต้นพัฒนาฮัวตุลโก FONATUR คาดการณ์ว่า โครงการจะเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2018 โดยจะมีห้องพักสำหรับรองรับนักท่องเที่ยว จำนวน 30,000 ห้อง แต่จำนวนยอดการเข้าพัก (Occupancy Rate) ในปัจจุบัน ที่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ทำให้ FONATUR ต้องชะลอโครงการทั้งหมดเอาไว้ก่อน โดยเก็บพื้นที่ที่เหลือเป็นพื้นที่อนุรักษ์แทน


     ปัจจุบัน ฮัวตุลโกมีโรงแรมทั้งหมดเพียง 17 แห่ง และมีห้องพักเพียง 1,800 ห้อง ที่เปิดดำเนินการ แม้กระทั่ง คลับเมดก็เพิ่งประกาศปิดกิจการและประกาศขายให้แก่ผู้ที่สนใจไปเมื่อไม่นานมานี้

     ในอนาคต FONATUR มีแผนที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยยังคงใช้สูตรพัฒนาสนามกอล์ฟ และท่าเทียบเรือ แต่จะสร้างตึก Low – rise แทนตึก High – rise เหมือนที่แคนคูนและอิซตาปา เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก และสถานที่สาธารณะสำหรับเดินเล่นในแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

     FONATUR มีแผนจะพัฒนา 2 โครงการใหญ่ที่อ่าวโลเรโต้และเอสคาเรล่า โดยจะสร้างท่าเทียบเรือถึง  22 แห่ง ล้อมรอบบริเวณชายฝั่ง โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า เมื่อโครงการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีเรือยอร์ชของนักท่องเที่ยวอเมริกัน มาใช้บริการที่นี่ถึง 52,000 ลำ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวถึง 5.4 ล้านคน

     ทั้งนี้ ยังคงมีโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการที่กำลังรอการพัฒนาจาก FONATUR โดยมีการส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาการท่องเที่ยวจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

 


เรื่องและภาพ : กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กองสนเทศเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ
เรียบเรียง :
ธีร์ ตีระจินดา