การประชุม The Global Travel & Tourism Summit 2011 จัดขึ้นโดย World Travel & Tourism Council (WTTC) เป็นครั้งที่ 11 ที่เมือง Las Vegas ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2554 ภายใต้แนวคิด “Powering Global Growth” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ก่อให้เกิดการสร้างงานที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ สำหรับการประชุมจะมีความครอบคลุมในหลายสาขาทั้งภาครัฐ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน สื่อด้านดิจิตอล เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยผู้เข้าร่วมงานการประชุมของ WTTC เป็นผู้นำจากหลากหลายธุรกิจที่มีความสำคัญ อาทิ ภาคอุตสาหกรรม การเงิน และด้านนโยบาย มีจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมดเกือบ 1,000 คน ทั่วโลก ซึ่งการจัดประชุมของ WTTC ถือเป็นเวทีสำคัญระดับโลก ที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวรวม 100 แห่งทั่วโลก   ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เพิ่มความตื่นตัวในงานสาขาการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างอาชีพได้มากกว่า 258 ล้านตำแหน่งงานทั่วโลก และเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของโลกได้ถึงกว่า 9.1%

     โดยการจัดประชุมครั้งนี้ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ผู้เข้าร่วมการประชุมมีโอกาสพบปะหารือ และสำรวจโอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากการติดตามความเคลื่อนไหวสำคัญของโลก ทั้งเรื่องการฟื้นฟูของประเทศญี่ปุ่นจากความเสียหายที่ได้รับจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว-สึนามิ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 เหตุการณ์ความไม่สงบของสถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลางที่ยังคงความร้อนแรง รวมถึงภาพรวมโลกภายหลังการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจการเงิน


     อุตสาหกรรมการเดินทางท่องเที่ยว นับเป็นพลังสำคัญอย่างยั่งยืนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มตลาดหลักที่กลับมาฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจและเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของกลุ่มประเทศเกิดใหม่

     ในอีก 10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะช่วยสนับสนุนให้ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 ต่อปี มีมูลค่า 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างตำแหน่งงานใหม่ 65 ล้านตำแหน่ง ในปี 2021 ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมจะเป็นแรงผลักดันทำให้เกิดมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงขึ้น เกิดกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ BRICs ได้แก่ Brazil, Russia, India, China และยังกระตุ้นให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศ รวมทั้งการเดินทางภายในประเทศก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

     อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นกลยุทธ์ด้านการส่งออกที่สำคัญ อันนำมาซึ่งเงินตราต่างประเทศ จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ จนก่อให้เกิดความสำคัญต่อเศรษฐกิจในระดับชาติ ซึ่งคาดว่าจะเกิดการเติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 6.6 ต่อปี รวมถึงภาคการลงทุน โดยประมาณการไว้ที่ 652 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวจากสถานการณ์ในขณะนี้ สำหรับในช่วง 10 ปีข้างหน้า
 
     จากการเติบโตนี้เองรัฐบาลของประเทศต่างๆ จำเป็นต้องใช้นโยบายที่ชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของประเทศที่พึงจะได้รับ จากแนวโน้มการเติบโตที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ การจัดประชุมครั้งนี้ ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูการเดินทางท่องเที่ยวมายังสหรัฐฯ หลังจากการสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ เมืองลาสเวกัสก็คงต้องการรักษาชื่อเสียงของความเป็นเมืองท่องเที่ยวให้คงไว้ต่อไป



 

     สรุปประเด็นสำคัญจากการเข้าร่วมประชุม เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศสหรัฐอเมริกาจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเด็นเรื่องการทำวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้เดินทางจาก บราซิล อินเดีย และ จีน คือ ประเด็นร้อนแรงที่ถูกกล่าวถึง โดยทุกฝ่ายต้องการให้การดำเนินการมีขั้นตอนที่ง่ายและประหยัดเวลามากขึ้น จากที่ต้องเสียเวลารอคอยเป็นเดือนๆ เพื่อรอสัมภาษณ์  เป็นต้น โดยนาย Roger Dow ประธานและกรรมการบริหารของสมาคมการท่องเที่ยวอเมริกา ได้ต่อสู้กับประเด็นปัญหานี้มานานแล้ว เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีขั้นตอนมากมายในการดำเนินการ เพื่อคัดกรองให้เกิดความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11

      ในขณะที่รัฐบาลของโอบามาได้ตระหนักถึงปัญหานี้ และถึงแม้ประธานาธิบดีจะจัดให้เป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกๆ ที่ต้องปรับปรุงในเรื่องการออกวีซ่า แต่นาย Roger Dow ก็ยังเห็นว่าสหรัฐอเมริกา จะต้องพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ และจะต้องถูกจัดให้มีความสำคัญมากกว่านี้
 
     ด้วยข้อเท็จจริงนี้เอง จึงเป็นที่มาในการแต่งตั้งผู้บริหารองค์กรคนใหม่ของอเมริกา ภายใต้ชื่อ The Corporation for Travel Promotion ในที่ประชุม The Global Travel & Tourism Summit 2011 (GTTS) นั่นเอง โดยนาย Jim Evans กรรมการผู้จัดการเครือ Best Western International ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ และเขาจะเริ่มวางโครงสร้างความร่วมมือในการเปิดตัวแผนการรณรงค์ด้านการตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกาในต่างประเทศเป็นครั้งแรก สำหรับการเดินทางเข้าอเมริกา ซึ่งจะเริ่มต้นก่อนสิ้นปีนี้ โปรแกรมนี้จะมีเงินทุนสนับสนุนกว่า 200 ล้านเหรียญ ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากเงินสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชน โดยมิได้ใช้เงินภาษีของประชาชนอเมริกัน


     นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอเมริกา นาย Ray LaHood ยังได้มาชี้แจงถึง กฎหมายล่าสุดที่ออกมาสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวให้ดีขึ้น ทั้งทางถนน (Road way), ทางรถไฟ (Rail way), ทางวิ่งของเครื่องบิน (Run way) กล่าวคือ การมีมาตรการการเปิดน่านฟ้าที่สหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงกับพันธมิตรถึง 100 ประเทศทั่วโลก โดยข้อตกลงดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ การจัดการกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของรัฐบาล ที่มีผลกระทบกับระบบการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ของสายการบิน เช่น เส้นทาง ปริมาตรน้ำหนักบรรทุก และราคา รวมถึงข้อเสนอต่าง ๆ ของสายการบินที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริการลูกค้า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการบรรลุข้อตกลงที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดน่านฟ้าของสหรัฐอเมริกา กับประเทศคู่พันธมิตรที่เพิ่มมากขึ้น

     ในขณะที่จะมีการลงทุนในเส้นทางคมนาคมทั้งหมดของอเมริกา ทั้งเส้นทางคมนาคมทางรถยนต์ สะพาน ถนน การคมนาคมระบบราง และรถไฟความเร็วสูง โดยได้มีการเปิดเผยถึงโครงการระบบรางสำหรับรถไฟความเร็วสูงของอเมริกาภายใน 25 ปี ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญ สามารถรองรับประชาชนอเมริกันได้ถึง 80% จากแคลิฟอร์เนียใต้ ไปลาสเวกัส หรือจากบอสตันไปวอชิงตัน ซึ่งสามารถเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวด้วยเวลาเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับการเดินทางโดยรถ โดยเฉพาะด้วยอัตราค่าบริการที่ประชาชนทั่วไปสามารถรับได้

     
     โดยแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้ เป็นการออกแบบระบบการคมนาคมทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ทั้งในสนามบิน เส้นทางรถไฟ เครือข่ายรถไฟใต้ดิน เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งประเทศสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวทั้งจากยุโรปและเอเชีย หลังจากเมื่อเดินทางมาถึงโดยเครื่องบินแล้วจะเดินทางต่อด้วยรถไฟหรือรถยนต์ ไปยังที่ใดก็ได้ทุกจุดหมายที่ต้องการอย่างสะดวกสบาย  และสิ่งนี้จะเป็นตัวสนับสนุนสำคัญที่จะทำให้ทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน     

     สำหรับปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบขนส่ง นาง Janet Napolitano รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายใน ของสหรัฐอเมริกา กล่าวในการประชุม GTTS ว่า เธอได้สร้างรูปแบบต่าง ๆ ในการทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น กระทรวงความมั่นคงภายใน หรือ The Department of Homeland Security (DHS) เป็นหน่วยงานที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 8 ปี โดยเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของสนามบิน 350 แห่ง ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายในการทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจและมีความปลอดภัยสูงสุด


     ล่าสุด DHS ได้ยกเลิกระบบรหัสสี ที่เป็นการเตือนภัยให้ประชาชนตื่นตัวในระดับความปลอดภัย ซึ่งแต่ก่อนจะเป็นสัญญาณสีส้มอยู่ตลอดเวลา และได้เปลี่ยนมาเป็นระบบที่จะเตือนเฉพาะกรณีที่คาดว่าจะมีความเสี่ยงเท่านั้น นอกจากนี้ DHS ไม่ใช่แค่เพียงเฝ้าระวังตรวจสอบเฉพาะวีซ่าเดินทางที่ออกโดยกงสุลของรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังดูแลวีซ่าสำหรับผู้อพยพด้วย และเร็วๆ นี้ก็ได้พยายามช่วยต่ออายุวีซ่าให้กับนักศึกษาชาวจีนด้วย DHS จึงตระหนักถึงปัญหาความล่าช้าในการออกวีซ่าในประเทศที่ยังมีความไม่สงบ

     ในส่วนของนาย Roger Dow สมาคมท่องเที่ยวของสหรัฐอเมริกา ได้พูดเรื่องแผนการดำเนินงานของสมาคมที่นำเสนอรัฐบาลสหรัฐในเรื่องนโยบายการทำวีซ่าให้เป็นเรื่องที่ง่าย และสะดวกขึ้น โดยรายละเอียดในเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ www.smartervisapolicy.org โดยแผนงานนี้มุ่งไปที่การปฏิรูประบบเก่า ๆ ของขั้นตอนในการออกวีซ่าที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเปลี่ยนใจเดินทางไปประเทศอื่นแทน หัวใจของแผนงานท่องเที่ยวของสหรัฐก็คือ การเพิ่มบุคลากร ลดระยะเวลาในการรอคอยเพื่อสัมภาษณ์ และขยายโปรแกรมในการสละสิทธิ์ ซึ่งหากแผนงานนี้ได้รับการรับรอง ก็อาจสามารถสร้างงานได้ถึง 1.3 ล้านงาน ซึ่งจากปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2000-2010 สหรัฐอเมริกาได้สูญเสียโอกาสที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 78 ล้านคน และสูญรายได้ที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ต้องใช้จ่ายราว 6 แสนล้านเหรียญ

      โดยภาพรวมแล้วการจัดประชุมครั้งนี้มีประโยชน์ในด้านการเจริญเติบโตทางการท่องเที่ยว และมีผลทางบวกกับเมืองลาสเวกัส และ Las Vegas Convention and Visitors Authority คาดว่า เมืองเวกัสจะได้รับผลประโยชน์ราว 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนักท่องเที่ยว 1,000 คน ในช่วงที่มีการจัดงานนี้จาก WTTC อีกทั้งคาดการณ์ว่าผลพลอยได้ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งจากในและนอกประเทศที่มาร่วมในงานนี้ และตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ออกสู่สาธารณะคือเป้าหมายสำคัญที่ได้จากงาน

     สำหรับในปีหน้า งานนี้จะจัดขึ้นอีกครั้งที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 17-19 เมษายน 2012 โดยจะเป็นการทำให้โลกได้รู้ว่าประเทศญี่ปุ่นได้รับการเยียวยาและฟื้นฟู ให้กลับมายืนขึ้นอีกครั้งหลังเกิดภัยพิบัติสึนามิ


เรียบเรียง : เบญจรัตน์ มรรยาทอ่อน