ในการประชุม the Global Travel & Tourism Summit 2011 เมื่อวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2554 ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา World Travel & Tourism Council (WTTC) ผู้เป็นเจ้าภาพการจัดงานดังกล่าว ได้เปิดตัวผลงานวิจัย

ชิ้นล่าสุดที่ได้ทำการศึกษาร่วมกับ Oxford Economics ในประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ เนื่องจากประสบการณ์ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต่างๆ เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างจริงจัง ดังนั้นการใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าสำหรับบริษัท จึงถูกนำมาพิจารณาทบทวนการจัดสรรงบประมาณอย่างเข้มงวด ดังนั้นการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจมักเป็นหมวดการใช้จ่ายที่ถูกนำมาพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นในลำดับต้นๆ เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ช่วยให้ธุรกิจมีช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าที่สะดวกและประหยัดมากขึ้น อาทิ การติดต่อ/ประชุมผ่านระบบ VDO Conference ซึ่งทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลทำได้เสมือนการพบกันจริงด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอันมีสาเหตุมาจากการเดินทางระยะไกล ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บริษัทต่างๆ ให้ความใส่ใจมากขึ้น ดังนั้น WTTC จึงได้ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจขึ้น เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าจากการเดินทางเพื่อธุรกิจ สำหรับเป็นข้อมูลในการตัดสินในระดับธุรกิจและระดับนโยบาย

ผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจ  (The Return of Investment of Business Travel)

     WTTC ได้ทำการศึกษาผลประโยชน์ทางธุรกิจที่บริษัทจะได้รับจากการใช้งบประมาณสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจ โดยเปรียบเทียบกับกรณีที่บริษัทดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการเดินทางไปพบกับลูกค้า ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

สร้างยอดขายใหม่
     ผลการศึกษาพบว่า การเดินทางเพื่อธุรกิจกับการขายมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยจากสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัท พบว่า ร้อยละ 29 ยอมรับว่าลูกค้าใหม่ของบริษัทเกิดขึ้นจากการเดินทางไปพบเจรจาทางธุรกิจ ในส่วนนักธุรกิจที่เดินทางไปพบปะเจรจาทางธุรกิจ คาดการณ์ว่าร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมายที่ได้เดินทางไปพบกลายมาเป็นลูกค้าของบริษัท แต่หากไม่เดินทางไปพบปะเจรจาด้วยตัวเอง การได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ดังกล่าวมีโอกาสเพียงร้อยละ 31 เท่านั้น

 

รักษาลูกค้าเก่า
     นักธุรกิจให้ความคิดเห็นว่าการตัดลดงบประมาณสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจกับบริษัท  โดยคาดว่าหากไม่มีการเดินทางไปพบกับลูกค้า บริษัทจะต้องสูญเสียลูกค้าที่มีอยู่ให้กับคู่แข่งขันไปราวร้อยละ 38

สานสัมพันธ์กับพันธมิตร
     ระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีกับพันธมิตรเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประกอบธุรกิจของบริษัท นักธุรกิจยอมรับว่าการเดินทางไปพบกับพันธมิตรเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยนักธุรกิจร้อยละ 72 ยอมรับว่าการเข้าร่วมประชุม สัมมนากับหน่วยงานภายนอก มีผลต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับพันธมิตรอย่างชัดเจน และร้อยละ 50 ของนักธุรกิจ ชี้ว่าการเดินทางไปประชุมกับหุ้นส่วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ และการลงทุนในพื้นที่ใหม่ รวมถึงการบริหารบริษัทที่อยู่ในเครือ

 

พัฒนานวัตกรรมและและบุคลากร
     ผลการสำวจความคิดเห็นของนักธุรกิจต่างยืนยันว่าการเดินทางเพื่อธุรกิจมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการเกิดนวัตกรรมในการผลิตและการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต โดยร้อยละ 70 เชื่อว่าการเดินทางไปติดต่อธุรกิจมีสำคัญต่อการเกิดนวัตกรรมในการผลิตและการพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของบุคลากรของบริษัทที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ

 

 


 

 

 

 


     ในการศึกษาผลกระทบของการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจที่มีต่อด้านการค้าระหว่างประเทศ WTTC ทำการศึกษาโดยนำผลสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจมาประกอบกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ สร้างเป็นแบบจำลองเศรษฐมิติ เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ของการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศกับการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ประเทศที่มีการเดินทางออกเพื่อติดต่อธุรกิจจำนวนมาก มีแนวโน้มที่การส่งออกจะมีมูลค่าสูงไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกันการเติบโตอย่างรวดเร็วของการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศก็มีผลให้เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ดังกล่าวผ่านทางระดับความเข้มข้นของการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ (สัดส่วนของการใช้จ่ายเพื่อเดินทางติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเบื้องต้น (GDP) ) กับระดับความเข้มข้นของการค้าระหว่างประเทศ (สัดส่วนของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศเปรียบเทียบกับ GDP) ซึ่งความสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งสองดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน

 

     นอกจากนี้ ผลจากการวิเคราะห์แบบจำลองทางเศรษฐมิติดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวของการส่งออกทั่วโลกราว 1 ใน 3 ส่วนเป็นผลมาจากการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกระจายไปทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา โดยการเดินทางติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่ธุรกิจ ทั้งในด้านการสานความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การขยายการลงทุนและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นเพื่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ


     ทั้งนี้ เมื่อนำมูลค่าทางการค้าและการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางติดต่อธุรกิจของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศเพื่อติดต่อธุรกิจมีอิทธิพลสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกและนำเข้าของประเทศนั้น ๆ


     โดยสรุปแล้ว การเดินทางติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาจากการเติบโตทางของการค้าระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้แก่บริษัท แต่ไม่ยังเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาทิ สินค้ามีราคาถูกลง เกิดการประหยัดจากการผลิตสินค้าในปริมาณมาก มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเกิดนวัตกรรม และเพิ่มการแข่งขันทางธุรกิจซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลต่อเนื่องให้ GDP เติบโตอย่างรวดเร็ว ปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพให้ดีขึ้น เกิดการจ้างงาน และทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ

 

ผลกระทบกับประสิทธิภาพการผลิต
     ผลจากการศึกษาพบว่า การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศไม่ได้ให้ผลเพียงแค่อำนวยความสะดวกในการทำการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงผลประกอบการทางธุรกิจของบริษัทอีกด้วย โดยก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตโดยรวม และความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น จะขยายผลต่อไปยังยอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลกระทบดังกล่าวปรากฏให้เห็นทั้งในการดำเนินธุรกิจภายในประเทศและการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

     สำหรับทำการศึกษาผลกระทบในด้านผลประกอบการทางธุรกิจของบริษัท WTTC ได้ทำการวิเคราะห์ผลตอบแทนที่บริษัทจะได้รับกลับมาจากการลงทุนในการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ (Return of Investment : ROI) ซึ่งผลการศึกษาในภาพรวมปรากฏว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจอยู่ที่   10 : 1 หมายความว่า การเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ 1 หน่วย จะส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 10 หน่วย ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าวจะแตกต่างกันในแต่ภูมิภาค ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของอุตสาหกรรมของประเทศต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค รวมไปถึงประสิทธิภาพในการผลิตของแต่ละอุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบดังกล่าว ซึ่งโดยปกติแล้ว อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมักจะมีสัดส่วนที่สูงในตลาดดาวรุ่ง (Emerging Market) แต่สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิภาคที่มีเติบโตด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา กลับมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวไม่สูงมากนัก ทั้งนี้เป็นผลจากอิทธิพลของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ จึงเป็นตัวถ่วงน้ำหนักที่สำคัญที่ดึงให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของภูมิภาคนี้อยู่ในระดับต่ำด้วยเช่นกัน

 

การวิเคราะห์โดยการจำลองสถานการณ์ (Scenario Analysis)
     WTTC ได้จำลองสถานการณ์ในอนาคต โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติดังกล่าววิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ GDP และการจ้างงานภายใต้สถานการณ์จำลองที่มีการตัดลดงบประมาณสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจลงร้อยละ 25 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี

     ผลการศึกษาพบว่า หากมีการตัดลดงบประมาณสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจลงร้อยละ 25 ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 ปีจะส่งผลให้ GDP ของโลกลดลงร้อยละ 5 ในช่วงเวลา 5 ปี ซึ่งหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานหายไปราว 30 ล้านอัตราหรือมองในภาพรวมแล้วจะทำให้การจ้างงานทั้งโลกลดลงเฉลี่ยราวร้อยละ 1 ต่อปี

     อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลดลงของ GDP ในอัตราดังกล่าวจะไม่มากพอที่จะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำได้ แต่จะมีผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ช้าลง และต้องใช้เวลาถึง 5 ปีภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงจะกลับมาอยู่ในรูปแบบเดิมอีกครั้ง 



สรุป
     ผลการศึกษาของ WTTC ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งในระดับผู้นำทางธุรกิจและผู้วางนโยบายในการบริหารองค์และกำหนดทิศทาง/นโยบายในการส่งเสริมการค้าระดับประเทศ สำหรับผู้นำธุรกิจ ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจกับผลประกอบการขององค์กร ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าวจะกลับคืนมาในรูปของยอดขาย ลูกค้าใหม่ที่เกิดขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้าและพันธมิตร นวัตกรรมในการผลิต และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

     ดังนั้น การพิจารณาทบทวนการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจเพื่อหวังจะประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัท ควรกระทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจสร้างความเสี่ยงทางธุรกิจแก่บริษัทได้ อาทิ การสูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งขัน ขาดความต่อเนื่องในการสร้างสายสัมพันธ์กับพันธมิตร/คู่ค้า เสียโอกาสในการได้ลูกค้าใหม่และขยายตลาดในพื้นที่ใหม่

     สำหรับผู้นำระดับนโยบาย ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ อันจะส่งต่อการเติบโตของ GDP และการจ้างงานของประเทศ ดังนั้นการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรเป็นไปในทิศทางที่สนับสนุนให้การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  เพื่อจะสามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:  เอกสารประกอบการเข้าร่วมประชุม the Global Travel & Tourism Summit 2011 ระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2554 ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

เรียบเรียง : วัชรี ชูรักษา