ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ และอธิคม คุณาวุฒิ

อธิคม  : เนื้อหาที่จะมานั่งคุยกันในวันนี้ ตามประเด็นที่ ททท.ให้มา ผมคิดว่าเป็นประเด็นในเชิงนโยบาย ซึ่งสื่อมวลชนอย่างเรา ก็คงไม่สามารถให้คำตอบได้ครบถ้วนทุกด้าน แต่สำหรับการนั่งคุยกันในวันนี้ คงตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทางการเมือง ซึ่งเรา

ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แนวทางในการมานั่งคุยกัน คือ  แล้วเราจะอยู่กับมันอย่างไร 

พิชญ์  :
แนวคำถามที่ ททท.ตั้งไว้ 6 ข้อ คือ
• ภาพรวมของสถานการณ์โลกเรื่อง ความไม่สงบของโลก การเมือง การก่อการร้าย  และบรรยากาศแห่งความกลัวเป็นอย่างไร
• เชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยว่า การเมืองการก่อการร้ายจะลุกลามและมีแนวโน้มจะรุนแรงหรือไม่  และจะเตรียมรองรับอย่างไร
• เสนอมุมมองเรื่องการบริหารจัดการความไม่สะดวกอันเกิดจากเหตุการณ์บ้านเมืองในสถานที่ท่องเที่ยว อาจจะเทียบคียงกับพื้นที่อื่นของโลก อาจจะเป็นพื้นที่ในเมือง หรือ พื้นที่ชายแดน 
• เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวร่วมในเขตไทย เขมร  โดยใช้โมเดลของต่างประเทศที่ทำแล้วได้ผล
• จะมีการท่องเที่ยวแบบอื่นๆ ได้หรือไม่ เช่น War Tourism / Dark Tourism
• ถ้าประเทศไทยต้องการพัฒนาประเทศโดยส่งเสริมการท่องเที่ยว วิทยากรสองท่านอยากจะฝากให้รัฐบาลหน้าทำอะไร  และไม่ทำอะไร

     ทั้งหมดเป็นโจทย์ที่ ททท.ให้มา แต่เราอาจจะไม่ต้องตอบทั้งหมด  ผมคิดว่า โจทย์เหล่านี้ สามารถสะท้อนความกังวลของ ททท. ที่มีในเรื่องนี้


อธิคม : ประเด็นที่หยิบยกเรื่องความไม่สงบระดับโลก ขึ้นมากล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มก่อการร้าย กลุ่มศาสนา  หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในแอฟริกา หรือ ตะวันออกกลาง  ผมค่อนข้างมีความเชื่อว่า เมื่อเราเจอคำถามแบบนี้ เราลองกลับไปดูสถิติด้านการท่องเที่ยวย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2542 ถึงปี พ.ศ. 2552 พบว่า ระยะเวลา 10 ปี อัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย โตขึ้น 6.45 % โตขึ้นทุกปี มีเพียงปีเดียวที่ติดลบ คือปี พ.ศ. 2546 ที่เกิดสงครามอิรักและโรคซาร์ นั่นหมายความว่าผลกระทบจากภายนอกประเทศ ส่งผลถึงรายได้จากการท่องเที่ยวบ้านเราแน่ ๆ  เป็นผลกระทบที่ประเทศเราคงไม่มีส่วนเข้าไปตัดสินใจอะไรมากมาย

     คำถามถัดมา คือ เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลมาถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยตรงจริงหรือไม่ เรื่องนี้ สามารถเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเรื่อง War Tourism หรือ Dark Tourism  มีตัวอย่างหนึ่งที่คนเขียนหนังสือพูดถึงบ่อยๆ คือ  เรามีความฝันอยากไปดูประเทศคิวบา  เนื่องจากเรารับทราบข้อมูลว่า ประเทศคิวบาถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และมีภาพไอดอลของประเทศคือ เช กูวารา ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า ช่วงสิบกว่าปี ช่วงที่คิวบาเข้าไปมีส่วนหนึ่งในทางการเมืองร่วมกับรัสเซีย  ประมาณ ปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา  รายได้จากการท่องเที่ยวของคิวบา กลายเป็นรายได้หลักของประเทศที่ยากจนที่สุด นักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าไป นอกจากจะเป็นคนที่มาจากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นกลุ่มใหญ่เนื่องจากใกล้กัน ก็ยังมีคนจากยุโรป เข้าไปเที่ยว ทั้งๆที่คิวบาเป็นเผด็จการ ทั้งถูกปิดล้อม คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ 

     สารคดีท่องเที่ยวที่กล่าวถึงคือ นักท่องเที่ยวแบบ Backpack เดินทางเข้าไปเก็บภาพดีๆ จากคิวบา ภาพที่สีสันฉูดฉาด การใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งในช่วงหลังที่มีการจัดกรุ๊ปทัวร์ที่เดินตามรอยเท้าของเช กูวารา นับจากหมู่บ้านที่ปลูกชา ไปถึงมหาวิทยาลัยที่เช กูวารา อยู่ และเดินทางตามเส้นทางที่ เช ขี่มอเตอร์ไซค์

     ประเทศอื่น ๆ เช่น โบลิเวีย อาร์เจนตินา  ผู้คนในโลกเสรีจำนวนไม่น้อยพยายามเข้าไปเรียนรู้  เข้าไปดู ไปเห็นภาพจริง จากปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา รายได้ท่องเที่ยวของคิวบาสูงมาก มีเพียงปี ค.ศ. 2008 เท่านั้นที่รายได้ท่องเที่ยวของคิวบาลดลง 

พิชญ์ : ปีที่แล้วผมเขียนบทความเรื่อง ทำไมกอดเมืองไทยเท่าไหร่ก็ไม่หายเหนื่อย มันได้สะท้อนในสิ่งที่ ททท.กังวล แต่สำหรับโฆษณาชุดใหม่ ของ ททท. (Hearing the Sunshine)ผมคิดว่า ททท.ตอบโจทย์ได้ดีกว่าเดิม  ผมคิดว่าชัดเจน เห็นว่า การท่องเที่ยวมีนัยยะอะไรบ้าง

 

     ประเด็นเรื่องการเมือง ว่าจะมีผลกับการท่องเที่ยวหรือไม่ ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นโจทย์ท้าทาย ททท. คือ การท่องเที่ยว คืออะไร  ผมคิดว่า โจทย์นี้ ททท.ต้องตอบ ต้องมี definition ของการท่องเที่ยว อันนี้เป็นเรื่องสำคัญว่า ททท.มองการท่องเที่ยวอย่างไร  แต่สิ่งที่ชัดเจนทุกปี คือการท่องเที่ยวคือสิ่งที่นำเงินตราเข้าประเทศ  แต่อันนั้น ผมคิดว่า มันคือการท่องเที่ยวในแง่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไม่ใช่มีเพียงอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวในแง่หัตถกรรม ทำอะไรเล็กๆ ที่คนเขาซื้อ เขาขายกัน  มันก็เป็นเศรษฐกิจที่มาจากการท่องเที่ยว มาจากชาวบ้าน  การท่องเที่ยวโดยนัยยะทางสังคมคืออะไร  โดยนัยยะทางเศรษฐกิจคืออะไร  แต่ถ้าเรามองการท่องเที่ยวระดับ Top มันก็จะไม่แตกต่างจากการขายอย่างอื่นที่เอาเงินเข้าประเทศ ถ้าเผื่อ ททท. มีเป้าหมายว่า ความสำเร็จของ ททท.คือ นำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ  ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าความสำเร็จของ ททท.คือ ทำให้คนในประเทศมันกอดกันได้ มันอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการท่องเที่ยวที่ทำให้เรารับรู้ทุกข์สุขของคนมากขึ้น  ททท.จะเป็นหน่วยงานที่สร้างความปรองดองในประเทศก็ได้   ททท.เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นการเมืองมากที่สุด และแก้ปัญหาทางการเมืองได้

     การท่องเที่ยวในอดีต จำได้ว่า การท่องเที่ยวของผมคือ ตามพ่อแม่ไปเยี่ยมญาติ การท่องเที่ยวของยาย ย่า ผม คือ การไปตลาด ไปเยี่ยมญาติ ไปวัด ไปตลาด กลับมาทำอะไรกิน กินอิ่ม แล้วก็นอน มันไม่ใช่การวิ่งซื้อ Package

     จุดสำคัญเรื่องการท่องเที่ยวที่เราไปมองอยู่จุดหนึ่งคือ คนต่างชาติมาท่องเที่ยวประเทศไทย เกิดในช่วงฉลอง 200 ปี กรุงเทพ จากนั้นก็มีการท่องเที่ยวมาเรื่อย แล้วเราก็มามองเฉพาะเรื่องขายเซ็กส์ ไม่ขายเซ็กส์อย่างเดียว

     อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการท่องเที่ยว  คือ เทคโนโลยีการถ่ายภาพ  ปี ค.ศ. 1980 อิทธิพลของภาพสี ทำให้หนังสือถ่ายรูปเปลี่ยนเป็นภาพวิวหมด คนเริ่มถ่ายรูปกันมากขึ้น  การเน้นการถ่ายดอกไม้ การบุกเข้าไปในป่า  การเปลี่ยนแปลงนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า การท่องเที่ยวทำให้ Spectacle เป็นการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการมองมากกว่าการคุย การสัมผัส เพราะว่าการมองมันง่าย ถ่ายรูป ... กลับบ้าน การท่องเที่ยวมัน snapshot  ความเกี่ยวพันที่เราจะมีกับวัฒนธรรม อื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการถ่ายภาพให้สวย  มันมีความสำคัญ

อธิคม : ขอเข้าเรื่องการเมือง คือ ททท.คงมีหน้าที่ในเรื่องการนำเงินเข้าประเทศ มากกว่า การสร้างความปรองดอง  ถ้าความปรองดองมันเกิดขึ้นได้ ก็เป็นที่ปรารถนาของทุกคน  เมื่อมาดูถึงเรื่องความกังวล ผมมองว่า เงื่อนไขทางการเมือง มันได้กวาดต้อนพวกเรามาอยู่ในจุดที่เราต้องกังวล ถ้าอยู่กันอย่างปกตินี่ คงไม่ใช่

     ความกังวลในที่นี้ แล้วเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยที่เกิดขึ้น ไม่เฉพาะ 4-5 ปีที่ผ่านมา มองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ชายแดนไทย-เขมร  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันทำให้เราต้องมาทบทวนว่า ภายใต้เหตุการณ์เหล่านี้ การจัดการกับสิ่งที่เป็นอยู่ ควรจะออกมาในทิศทางไหน  ผมมองว่า ทันทีที่เราเกิดความกังวล เรื่องความไม่เรียบร้อยทางการเมืองจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางการท่องเที่ยวหรือไม่  ผมพยายามสืบค้น และผมอยากทราบว่า มันมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใดบ้างที่อ่อนไหว กับประเด็นการเมืองมากๆ  สมมติฐานของผมคือ  กลุ่มที่อ่อนไหว น่าจะเป็นกลุ่มที่ระดับ เอ เอบวก  ระดับที่พักโรงแรม 4 ดาว 5 ดาว  ผมพยายามจะเชื่อมโยงสิ่งที่พูดไว้ในช่วงแรก คือ ในประเทศที่ไม่ได้สงบเรียบร้อยมาก ก็ยังสามารถหารายได้จากการท่องเที่ยวได้  

     ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวเดินทางในประเทศไทยประมาณ 15 ล้านคน ผมอยากทราบว่า ใน 15 ล้านคน กลุ่มที่พักโรงแรมระดับ 4-5 ดาว อ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงแค่ไหน กลุ่มถนนข้าวสารอ่อนไหวแค่ไหน  สิ่งที่เราน่าจะมีความพยายามคล้ายๆกัน คือ ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่า  กลุ่มคนที่อ่อนไหวกับประเด็นทางการเมืองมากๆ ห่วงใยเรื่องความปลอดภัยมากๆ หวาดกลัวข่าวสารที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ คือกลุ่มระดับบน  ถ้าเช่นนั้น  ผมตั้งสมมติฐานต่อว่า ภายใต้สิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหา มันกลับจะทำให้อีกกลุ่มหนึ่งหรือ Backpacker  เดินทางมามากขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เราเป็นประเทศที่มีความคุ้มค่าทางการท่องเที่ยวอันดับต้นของโลก ค่าใช้จ่ายถูก มีสิ่งของให้ดูมากมาย  อยากดูอะไร ที่ประเทศไทยมีหมด นั่นคือเหตุผลที่เราถูกจัดอันดับสองของโลก

     ภายใต้จุดแข็งเหล่านี้ เป็นไปได้ไหมว่า ในเมื่อกลุ่มคนที่มาเที่ยว เริ่มเปลี่ยนกลุ่ม คือเปลี่ยนเป็นกลุ่มที่ต้องการเข้าไปดู เข้าไปสัมผัส  อยากเข้าไปดูว่าชุมชนพึ่งตัวเองเป็นอย่างไร ถ้านักท่องเที่ยวพุ่งตรงไปหาจุดนั้น แน่นอนว่า รายได้จากการท่องเที่ยวจะพุ่งตรงลงไปถึงชุมชน  รายได้จำนวนหนึ่งจะถูกจัดสรรไปสู่ชาวบ้านโดยตรง ไม่ผ่านช่วงชั้นทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากนัก

พิชญ์  : สิ่งที่เราต้องระมัดระวัง คือ การใช้ตัวเลขการท่องเที่ยวและเปิดให้คนบางกลุ่มที่อยู่ในชุมชนธุรกิจการท่องเที่ยวกลายเป็นตัวแทน ของ ชุมชนท่องเที่ยว แล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง  การใช้ตัวเลขการท่องที่ยวต้องระวัง  ทุกครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมือง ก็จะออกมาพูดว่า อย่าเลย อย่ามาชุมนุมเลย เพราะจะทำให้ตัวเลขการท่องเที่ยวมันลดลง   อันนี้มันคนละเรื่องกัน การเมืองมีผลกับการท่องเที่ยว อันนี้ ใช่  แต่อย่าใช้ตัวเลข หรือนายกสมาคมการโรงแรมไม่กี่คนเป็นคนพูด  ผมว่า ททท.ควรจะต้องมีคำอธิบายที่มันไม่ได้มุ่งไปทางนั้น นี่คือการเอาการท่องเที่ยวไปยุ่งกับการเมือง

     สิ่งที่การท่องเที่ยวทำได้คือ การพูดถึงความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการ การมีศูนย์ข้อมูลที่ดีในการตอบคำถามต่างๆ จะต้องมี ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวที่สุวรรณภูมิต้องดีกว่านี้  ซึ่งต้องมีไว้ให้กับคนไทยทุกคน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวเท่านั้น  การหา location ของศูนย์ข้อมูลสุวรรณภูมิหรือในสถานีรถต่างๆ ต้องดีขึ้น 

     ที่เกาหลี มีคนไปทำโพล ไปนั่งถามที่สนามบินว่า คุณได้ไปเที่ยวเมืองนี้ไหม แล้วการต้อนรับเป็นอย่างไร เรื่องนี้ทำได้ เพราะการท่องเที่ยวต้องสัมพันธ์กับจังหวัดในการทำแบบสอบถาม

     ตัวเลขของรายได้ทางการท่องเที่ยวที่เข้ามา มันตอบได้ถึงเรื่องของการกระจายตัวของเงิน  มันลงไปสู่ชาวบ้านมากน้อยเพียงใด และมันได้เปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างไร  เช่น เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมไปที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เด็กรุ่นใหม่ทั้งรุ่นจับปลาไม่เป็นแล้ว  เอาแต่ฝรั่งขึ้นเรือ  ไปเที่ยว ทีนี้การท่องเที่ยวเข้าไป ชุมชนเปลี่ยน  เด็กรุ่นใหม่ ถ้าวันรุ่งขึ้นนักท่องเที่ยวไม่มา เจ๊งทันที  ชาวบ้าน ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวกระแสหลัก เหมือนเขาเล่นหุ้น เพราะวันรุ่งขึ้น ถ้าเขาเตรียมของขาย แล้วเขาเจ๊ง นี่ เจ๊งเลย 

     แล้วจะทำอย่างไรถ้าการเมืองมีปัญหา เหตุผลที่คนมาเที่ยวไทยเยอะๆ เพราะมันสนุก มันมัน มันน่าค้นหา มันหลงทาง คนไทยไม่มีความสามารถในภาษาอังกฤษ และฝรั่งก็ไม่ได้ต้องการไปเที่ยวในประเทศที่คนพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะไม่ว่าจะพูดภาษาไหน เขาก็ถูกหลอกได้เหมือนกัน และเขาก็ได้รับการช่วยเหลือได้เหมือนกัน ความมันของประเทศไทย คือ ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ ของเรานี่แหละ 

     จะทำการท่องเที่ยวให้ดูดี  กรณีเขมร ก็จะยกสัมปทานให้บริษัทดูแลนครวัดนครธม  ประเทศที่เราไป เราได้ตอนที่จับจ่ายอะไรเล็กๆ  ระยะสั้นคือ เราต้องการอำนาจชุดหนึ่งมาจัดการ เพื่อทำให้การท่องเที่ยวมันโอเค  แต่ระยะยาว  ผมคิดว่าระบบการเมืองที่มันเปิด มันน่าจะทำให้การท่องเที่ยวมันยั่งยืน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ใช่แต่มีต้นไม้ ใบหญ้า รักษาธรรมชาติ แต่มันคือ การเปิดให้คนเขามีเสียง เขารู้สึกดูแลห่วงใยกันได้ 

     บางครั้งการพูดเรื่องที่น่าสนใจมันพูดได้ เช่น  ในทางหนึ่งมันอาจจะเป็นกระแสเห่อตลาดเก่า ความเป็นจริง ตลาดมันตายไปหมดแล้ว  หรืออยากจะทำให้มีตลาดเก่าเยอะแยะ  ในอีกทางหนึ่ง เราบอกนักท่องเที่ยวว่าการไปตลาดเก่ามันดียังไง ผมอยากจะยกตัวอย่างฉะเชิงเทรา ตลาดร้อยปี ประเด็นใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันแท้หรือไม่แท้  ของทุกชิ้น ก็ไปซื้อจากเยาวราชหมดแล้ว  แต่กระบวนการเคลื่อนไหวในการบุกเบิกรื้อฟื้นตลาดเก่าตรงนั้น มันทำให้โรงงานที่ผลิตน้ำเสียมันลดลง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะว่า ตลาดที่อยู่ริมน้ำ จำเป็นต้องมีน้ำที่ใสสะอาด  จำเป็นจะต้องมีเรือไปไหว้พระอีกเก้าวัด ดังนั้น  สิ่งแวดล้อมที่กำลังดีขึ้นจากตลาดเก่าที่มันปลอม มันช่วยชาวบ้าน  การที่เราไป ไม่ใช่รื้อฟื้นอดีต แต่ไปเพื่อให้กำลังใจตลาดเก่า ซึ่งการมีตลาดเก่าทำให้คุณภาพน้ำมันดีขึ้นไหม ของแบบนี้ เราสามารถผนวกไว้ในการให้ข้อมูลการท่องเที่ยวได้  สิ่งเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านที่รื้อฟื้นตลาด มาช่วย slowdown ปัญหาบางอย่างที่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าในสังคมได้  ตอบปัญหาทางการเมืองบางอย่างได้

อธิคม : ขอเสริมเรื่องความกังวลทางการเมือง ภายใต้คำพูดที่ว่า แต่นี้ไป เมืองไทยมันไม่เหมือนเดิมแล้ว  คือ ผมเล่าประสบการณ์เล็กน้อย คือ ในช่วงหลังที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ ที่ธรรมศาสตร์รังสิต  น้องนักข่าวได้ไปสัมภาษณ์นักข่าวชื่อดังของญี่ปุ่น  ระหว่างที่พูดคุย เขาถามว่า ประเทศไทยรู้จักงานเขียนเขาด้วยเหรอ  เขาแปลกใจ และถามว่า ประเทศคุณมีช้างเดินที่ข้างถนน จริงหรือเปล่า  คำถามเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้คนทั้งโลก อาจจะไม่ได้รู้จักเราอย่างจริงๆ สักเท่าไหร่  เขาเลยสงสัยแบบนี้

     ผมคิดว่า การที่เรามีเงื่อนไขทางการเมืองแบบนี้เกิดขึ้น  อย่างน้อยมันทำให้เราบอกกล่าวกับชาวโลกว่า ประเทศเราก็มีชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่แค่ฉีกยิ้ม และพนมมือไหว้ เรามีความชอบ ความไม่ชอบ  มีบางอย่างที่เรารัก และมีบางประเด็นที่เราไม่สะดวกใจที่จะพูดกับคนแปลกหน้า


     การเรียนรู้เงื่อนไขของเมืองที่เราจะไป ตรงนี้แหละ คือเสน่ห์ของการท่องเที่ยว หมายถึงว่า ถ้าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่มีปริมาณสูงสุด พูดได้ว่าเดินทางมาสูงสุด  แต่เมื่อเข้ามาแล้ว คุณต้องเข้าใจเงื่อนไข ข้อเท็จจริง และการอยู่ในบ้านเมืองเรา  การเมืองก็เช่นกัน จากข้อมูลพบว่า เหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยทางการเมืองไม่ได้เป็นตัวปัญหาโดยตัวมันเอง แต่มันเกิดขึ้นมาเมื่อมีการจัดการกับความไม่เรียบร้อยทางการเมืองต่างหาก  ยกตัวอย่าง เช่น  มติ ครม.เมื่อ 23 กรกฎาคม ปี 2553 พบว่า ผลจากการชุมนุมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับการท่องเที่ยวสูงสุด คือ การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ  เมื่อปลายปี 2551 ขณะเดียวกันเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ที่ราชประสงค์ กลับสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งสองอย่างนี้ มันบอกว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างทางการเมือง หรือ ความไม่สงบทางการเมือง ประเด็น คือว่า แล้วความคิดขัดแย้งทางการเมือง มันถูกจัดการอย่างไร และส่งผลกระทบอะไร 

     สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการคือ ความปลอดภัย และ การบริหารจัดการที่ดี  การเมืองไม่ใช่ตัวแปร

พิชญ์ : หัวข้อวันนี้ คือ An Inconvenient Thai Politics แต่ผมคิดว่า มันน่าจะเป็น An Inconvenient Truth of Thai Politics เพราะ Politics มัน always inconvenient อยู่แล้ว การเมืองมันมีความไม่สะดวก ถ้าคุณไม่ชนะ คุณก็จะไม่สะดวก มีแต่คนชนะที่สะดวก แต่คนชนะบางทีก็ยังไม่สะดวก ก็อยากจะชนะเพิ่มขึ้นก็มี 

     ประเด็นคือ เราต้องการ Truth เราต้องการความจริงที่มันไม่ค่อยสะดวก เพื่อเราจะได้ตอบทุกฝ่าย  ใครผิดก็ดำเนินคดี การดำเนินคดี ต่างๆ ก็จะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือ ที่นักท่องเที่ยวเขาสนใจ  ถ้าคุณเชื่อว่าการท่องเที่ยวมันเป็นการลงทุนของต่างชาติ และถ้าอยู่ในช่วงรัฐบาลเผด็จการ ก็จะคุมทุกอย่าง แต่ในระยะยาว Democracy มันทำให้กฏเกณฑ์มันอยู่นิ่งได้มากขึ้น เพราะระยะสั้น  นักลงทุนตัวใหญ่เชื่อว่า คุยกับคนนี้แล้วจะจบ แต่ในระยะยาว เขาก็มั่นใจ มีมากมีน้อยก็ลงทุน มีมากมีน้อยก็เที่ยวได้  Rule of Law มันทำงาน  แปลว่า ความจริงของทุกฝ่ายต้องถูกเปิดเผย ไม่ใช่การกล่าวหากันเหมือนวันนี้ การค้นหาความจริงต้องดำเนินไป ความปรองดองเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีความจริง  ต้องดำเนินคดีทุกฝ่าย ทำให้มันเรียบร้อย ททท.คงไม่เกี่ยว แต่ผมเชื่อว่า การท่องเที่ยวมันทำให้เกิดความปรองดองได้ ให้คนเริ่มเคารพ คุณกำลังไปจังหวัดนี้ พักรีสอร์ทนี้ และมันปล่อยน้ำเสียทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ดังนั้น ก็ต้องทำงานกับกรมสิ่งแวดล้อม  ไม่ใช่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเดียว การท่องเที่ยวที่ไม่ดี มันก็ปิดได้  แขวนได้ มันจะสัมพันธ์กัน ถ้าคนในประเทศเที่ยวกันเองมากขึ้น คนต่างชาติก็มาเที่ยวด้วย  และการท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้องรวมถึง การรักเคารพ respect มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ในสามสี่ปีที่ผ่านมา คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่า คนไม่เคารพเขา  เขาไม่ถูกนับ ถ้าการท่องเที่ยวทำให้คนเล็กๆถูกนับ ถูกเห็น ผมคิดว่ามันมีนัยยะทางสังคมที่สำคัญและมีนัยยะทางการเมืองส่วนหนึ่ง

อธิคม : การท่องเที่ยวเกี่ยวพันโดยตรงกับท้องถิ่น ไม่ใช่เรื่องการเมืองเท่านั้น  ผมคิดว่า ทันทีที่มันเกิดอะไรขึ้นในท้องถิ่น ผมคิดว่า ท้องถิ่นนั้น มันควรมีอำนาจในการจัดการ การตัดสินใจด้วยตัวเอง และไม่ใช่อำนาจทางการเมือง แต่เป็นอำนาจทางการคลัง เช่น การเก็บภาษี การบริหารภาษี การที่ชาวบ้านมองว่า อะไรที่บริหารจัดการเองได้ รายได้ที่ถึงมือ จะจัดแบ่งเข้าสู่ส่วนกลางอย่างไร  เกิดภัยพิบัติ มันต้องให้ท้องถิ่นตัดสินใจได้  ผมคิดว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ท้องถิ่น


พิชญ์ : ผมชอบโฆษณา ททท. ที่มีฝรั่งสองคน คนหนึ่งก็ฟังเสียง  ผมว่า มันตอบโจทย์  ในอดีตที่ ททท.โฆษณา และมีตัวความสุข มันไม่ตอบโจทย์ มันไม่เหมือนผู้หญิงในโฆษณาตัวล่าสุด ของ ททท. (Hearing the Sunshine) เขาบอกว่า เขาค้นหา meaning of happpiness ความสุขคืออะไร เรื่องใหญ่น่าจะอยู่ที่ว่า ถ้าจะทำให้การท่องเที่ยวมันดี คุณต้องไปเข้าใจก่อนว่า คนท้องถิ่นเขามีความสุขไหม มีความสุขอะไร และการท่องเที่ยวที่ดี ต้องไปแชร์ความสุขกับเขา ไม่ใช่ไปทำให้เขามาบริการเราเพื่อหวังรายได้   ความสุขของเขาที่มีในแต่ละที่ เราจะไปช่วยเสริมให้การแบ่งปันความสุขมันเกิด การท่องเที่ยว มันคือ การแบ่งปันความสุข  sharing of happiness ไม่ใช่เอาคนไป consume ไปขูดรีด  การท่องเที่ยวจะต้องไม่เป็นศัตรูกับชาวบ้าน และไม่เป็นเพียงพันธมิตรกับโรงแรม

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร

     ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว แต่ก็สนใจ  พอมาทำงานกับรัฐบาล (อภิสิทธิ์) ก็ต้องสนใจเพราะเป็นเรื่องใหญ่ มีคำถามหนึ่งที่ผมพยายามจะตอบ คือ มีคนถามว่า ทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติชอบมาเมืองไทย ผมยังหาคำตอบที่ดีๆและถูกใจผมยังไม่ได้ แต่น่าจะมีหลายคำตอบ คนที่ทำงานด้านบริการ ก็จะตอบว่า ราคา  บางคนบอกว่าเป็นเรื่องการบริการ น้ำใจไมตรี มันพิเศษ  บางคนก็บอกว่า ความเป็นมิตรของคนไทย  คนไทยเป็นคนที่มีความสุข ความสุขของเราก็กระจายไปสู่คนอื่นด้วย เขามาเขาก็ชอบเมืองไทย  ประทับใจ บางคนบอกว่าเป็นเรื่องสถานที่ที่เป็นใจกลาง บางคนบอกว่า เป็นเพราะวัฒนธรรม บางทีก็เป็นเรื่องธรรมชาติ หรือ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ตกลง ทุกคนให้คำตอบผมหมดทุกเรื่อง ผมพยายามหาคำตอบอีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่า การท่องเที่ยวไทย นับแต่นี้ไป ไม่เหมือนเดิม  ผมคิดว่า เป็นหัวข้อที่สำคัญและผมคิดว่า คนที่ตั้งหัวข้อนี้ คงจะมองเห็นอะไรในอนาคต สำหรับผม มันจะไม่เหมือนเดิม สามประการ
 
     ประการแรกคือ  ตอนนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวดีขึ้นเรื่อยๆ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง (3 กรกฎาคม 2554) ใครว่าอย่างไรไม่ทราบ แต่คนต่างชาติ รู้สึกดี  เป็นการเข้าสู่สภาวะปกติ ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้ง มีการแข่งขัน แต่ก็เป็นการกลับมาสู่การเลือกตั้ง กลับมาสู่ประชาธิปไตย กลับมาสู่การเมืองในระบอบรัฐสภา แน่นอนการเมืองบนถนนยังมีอยู่ แต่ก็กลับมาสู่การเมืองในระบบ ที่เขารู้สึกดีขึ้น แต่ตัวแปรตัวนี้ อาจจะไม่มีผลโดยตรง สรุปคือ บรรยากาศตอนนี้ดีขึ้น ไม่เหมือนกับบรรยากาศเมื่อสองปีก่อน

     เศรษฐกิจก็ดีขึ้น ดีขึ้นเหนือความคาดการณ์ของใครหลายคน  ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างที่ใครคาดไม่ถึง ในช่วงตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ไทยสามารถกู้วิกฤตกลับมาได้ เศรษฐกิจเราฟื้นตัว จนกลายเป็น Talk of the Town ไม่เฉพาะเรื่องท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามาก อุตสาหกรรมอื่นก็ดีขึ้น เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เราเป็นอันดับ 12 ของโลก ผมเห็นว่าภาคเอกชนไทยเราเข้มแข็งพอสมควร 

     การว่างงานต่ำ จริงๆเราขาดแคลนแรงงานด้วยซ้ำไป  บรรยากาศดีขึ้น ท่องเที่ยวก็ต้องดีขึ้นตาม เศรษฐกิจที่ต้องเฝ้าดู เช่น ดูเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ดูบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง  แต่โดยรวมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมาก นับตั้งแต่นี้ไป ก็น่าจะดีขึ้นมาก 

     รัฐบาลมีมาตรการหลายมาตรการ  แต่ผมคิดว่าเรื่องบรรยากาศเป็นเรื่องสำคัญมากๆ  แน่นอน อาจจะมีผลในบางเรื่อง ผมเรียกว่า Hang Over 2 Effect  โดย Hang Over 2 เป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย) ไม่ทราบว่า ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาไปดูมาหรือยัง  ถ่ายทำที่เมืองไทย มีนักข่าวมาถามผมหลายคนว่าคิดอย่างไร ผมก็เข้าไปดูเว็บไซต์เรื่องนี้ มีทั้งบวก มีทั้งลบ แต่ในภาพรวมแล้ว วิวสวยดี แต่ก็มีพวก ไปถ่ายที่บาร์บ้าง ที่วัดดูแล้ว อาจจะไม่ใช่วัดไทยบ้าง บรรยากาศโดยรวมแล้ว เมืองไทยก็เป็นเมืองที่น่าตื่นเต้น น่าแสวงหา  น่าสนใจ ส่วนเนื้อหา บางคนก็รับได้ รับไม่ได้  เรื่องนี้จะถกเถียงกันไปอีกนาน สำหรับรายได้ของหนังเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญในห้องนี้ อาจจะรู้ว่า มันจะมีผลอย่างไรต่อการท่องเที่ยว ตอนที่เขามาถ่ายทำที่เมืองไทย ท่านรัฐมนตรีก็ไปเยี่ยมชม คนที่ถ่ายทำก็รักชอบเมืองไทย และฝากบอกว่ารัฐบาลน่าจะสนับสนุนให้มีการถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองไทยให้มากกว่านี้  เท่าที่ผ่านมา เราไม่ได้มีมาตรการจูงใจที่มากนัก  เรามีบ้างแต่ยังไม่มากจนทำให้เขาคิดว่าเป็นความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ

     ภาคธุรกิจทางด้านอาหาร ด้านอุตสาหกรรม ด้านเคมี ด้านยา ด้านรถยนต์เราจะเป็นอันดับสิบของโลก ส่วนภาคท่องเที่ยว ปี 2553 นี้เราได้นักท่องเที่ยวมาแล้ว 15 ล้าน เราหวังว่า เราจะได้ในปีนี้ คือ 18 ล้านคน ปีนี้ประเทศไทยน่าจะเป็นไปได้

     เรื่องอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราตัดสินใจแล้วว่า เราจะมาทางนี้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับภาคท่องเที่ยว  เราจะไม่มีอุตสาหกรรมที่ใหญ่ ที่มีผลกระทบมาก  สำหรับเรื่องการบริหารจัดการ เราก็มีเรื่องมาบตาพุด ซึ่งเป็นตัวอย่าง รัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วว่า ถ้าอุตสาหกรรม ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  การลงทุนใหญ่ๆที่ก่อให้เกิดผลกระทบก็ไม่น่าจะทำได้  รวมทั้งการสั่งให้มีการทบทวนเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ทั้งหมดเหล่านี้ คือ แนวโน้ม บรรยากาศดีขึ้น

     ประการที่สอง คือ รัฐบาลมีนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง  ในช่วงวิกฤต รัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ที่เรารู้จัก คือ จ่ายเงินช่วยชาติ 2,000 บาท ทำให้คนมีเงินใช้ เราทำโครงการไทยเข้มแข็ง ทำโครงการต้นกล้าอาชีพ เศรษฐกิจพอเพียง  ในช่วงนักท่องเที่ยวลดลง เราก็ฝึกทักษะ บริการให้ดีขึ้น  สร้างมาตรการต่างๆเช่น มาตรการภาษี มาตรการเยียวยา  มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า แม้นว่าจะไม่มาก แต่ก็ช่วยประคับประคอง  รองรับผลกระทบ  มันทำให้ไม่เหมือนเดิม คือ มันขยับไปข้างหน้าได้

 

 

     ประเด็นสุดท้าย คือ ประเทศไทยมีโครงสร้างใหม่ โครงสร้างที่พอเพียงขึ้น สมดุลขึ้น  และสีเขียว เป็นแนวทางที่เรารับมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เราปรับสภาพให้สมดุล ทั้งหมดจะมีผลดีต่อการท่องเที่ยว ส่วนเศรษฐกิจสร้างสรรค์  เราก็เห็นได้ชัดว่า ภาคเอกชนเข้มแข็งมาก และเป็นผู้นำ  หลายๆ เรื่อง เราได้ช่วยที่ปาย ภาคเอกชนเห็นแนวโน้มและผลักดัน  หลายเรื่องต้องฟังเสียงผู้ประกอบการ รัฐบาลช่วยได้ คือ สนับสนุนนโยบาย และทำบรรยากาศให้ดี  ทำโครงสร้างให้ดี  ให้ภาคเอกชนนำ  รัฐบาลสนับสนุน ที่ผ่านมา รัฐบาลอนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด  และการท่องเที่ยวตามแนวชายแดน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่  ท้องถิ่นจะมีส่วนมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการ  และอื่นๆ และเราจะมีเมืองพิเศษอีกหลายเมือง เช่น เมืองอุตสาหกรรม เมืองลงทุน แม้ทางภาคใต้ก็จะมีกฏหมายใหม่มารองรับ มีเมืองตามแนวชายแดนที่หลากหลาย

     โดยสรุป เป้าหมายที่ตั้งไว้ มันน่าจะกว้างมากไปกว่า การให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น จ่ายมากขึ้น และกลับมาบ่อยขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องการ แต่เราต้องการเห็นในเรื่องของการท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ การกระจายรายได้ สิ่งแวดล้อม การจัดการที่ดี ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ

     คนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ผมอยากให้เขาประทับใจเมืองไทย ความประทับใจจะต้อง last a life time คือ บางทีเราไปครั้งเดียว เราประทับใจไปตลอดชีวิต  ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ การพัฒนาการท่องเที่ยวต้องต่อเนื่อง คนที่มา ต้องมีความสุข  จะต้องมีความรู้สึกอยากจะกลับมา สำหรับความไม่สะดวกที่ตั้งหัวข้อไว้  ที่จริงผมเข้าใจว่า ผู้จัดต้องการสื่อสารว่า ความไม่สะดวกที่มาจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง Inconvenient from Thai Politics อันนี้ ผมคิดว่าเขาเตรียมตัวเตรียมใจรับความไม่สะดวกอยู่แล้ว เขาทราบว่ามีความเสี่ยง มีความไม่ปลอดภัยอยู่บ้าง ผมคิดว่า ทั้งหมดนี้ ทำให้เขาประทับใจและอยากมา น่าสนใจมาก นักท่องเที่ยวที่มาเขารู้ว่าเมืองไทยอาจมีความไม่ปลอดภัยบ้าง มีความไม่สะดวกบางประการ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องหาคำตอบว่า ทำไมเขาจึงอยากจะกลับมา  

     นักท่องเที่ยวที่ผมรู้จัก และมีโอกาสได้ไปส่งที่สนามบิน เขาบอกกับผมว่า It’s good to be here สั้น ๆ ง่ายๆ “มันดีจริงๆที่ได้มาที่นี่” ผมก็ตอบกลับไปว่า It’s good for you to be here “ก็มันดีกับเราที่คุณมา” ก็ตรงกับที่อาจารย์พิชญ์พูดเรื่อง การแบ่งปันความสุข มันก็ควรจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ในความคิดเห็นของผม

เรียบเรียง : กองวิจัยการตลาด