ในโลกปัจจุบันนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนวัตกรรม เนื่องจากนวัตกรรมเป็นการสร้างหรือการปรับปรุงสินค้า กระบวนการ หรือ การให้บริการ โดยใช้ความรู้ใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ยังผลให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างงาน และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นกว่าเดิม จะเห็นได้จากที่ประธานาธิบดี โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในปี 2554 โดยเน้นการลงทุนจำนวนมหาศาลใน 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการศึกษา

 

     แม้ว่านวัตกรรมจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ก็ตาม แต่ในวงการท่องเที่ยวยังไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้มากนัก เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อนวัตกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังประกอบด้วยผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ยังไม่สามารถผนึกกำลังจัดหากองทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้นวัตกรรมมาจากแหล่งความคิดสร้างสรรค์ 3 แหล่ง ได้แก่ นักท่องเที่ยว บุคคลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ บุคคลนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (วไลลักษณ์, 2551)

     อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรม จึงได้เริ่มส่งเสริมนวัตกรรมภายในองค์กรโดยจัดประกวดนวัตกรรมด้านการตลาดการท่องเที่ยวเป็นปีแรกในเดือนมิถุนายน 2554 เพื่อสร้างแรงจูงใจในหน่วยงาน ททท. และกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์และการบริหารจัดการด้านการตลาดการท่องเที่ยว โดยแยกตามกลยุทธ์ด้านตลาดต่างประเทศ ได้แก่ 1. กลยุทธ์ปกป้องฐานตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป 2. กลยุทธ์สร้างความเข้มแข็งให้แบรนด์ประเทศไทย 3. กลยุทธ์เสริมศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันได้ 4. กลยุทธ์ขยายตลาดคุณภาพ สำหรับกลยุทธ์ตลาดในประเทศ ได้แก่ 1. กลยุทธ์สร้างกระแสให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต 2. กลยุทธ์ส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยง 3 .กลยุทธ์สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ 4. กลยุทธ์รณรงค์ให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างรู้ค่า รักษาแหล่งท่องเที่ยว 5. กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติของการเรียนรู้

ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในกลยุทธ์ด้านตลาดต่างประเทศ มี 2 หน่วยงาน ได้แก่
     1. สำนักงาน ททท. สตอกโฮล์ม – “กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วง Green Season ร่วมกับ ICA และFritidsresor”
     2. กลุ่มสารสนเทศการตลาด – “พัฒนาเว็บไซต์ท่า www.TourismThailand.org

สำหรับด้านตลาดในประเทศมีผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม 3 หน่วยงาน ได้แก่
     1. กองวารสาร – “เปิดวงแหวนใหม่ ไทย-ลาวผ่าน อ.ส.ท. Social Network”
     2. กองส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว – “ปฎิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”
     3. กองตลาดภาคตะวันออก – “เยาวชนท่องเที่ยวหัวใจสีเขียวปี 2”

     นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับรางวัลดีเด่นอีก 17 รางวัล  โครงการตัวอย่างนวัตกรรมที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลดีเด่น ในกลยุทธ์ปกป้องฐานตลาดนักท่องเที่ยว ทั่วไป ดำเนินการโดยสำนักงาน ททท. โซล ชื่อโครงการ “Nichkhun’s Amazing 72 hours in Thailand” เพื่อเสนอขาย รายการนำเที่ยวประเภท Weekend Getaway ไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ (และใกล้เคียง) พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และ เชียงใหม่ ให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่เดินทางโดยอิสระ (FIT) คนวัยทำงาน ครอบครัว กลุ่มสตรีวัยทำงานที่มีรายได้สูง (Gold Miss) ซึ่งส่วนใหญ่ จะมีข้อจำกัดเรื่องของเวลาในการเดินทาง ท่องเที่ยว

     อนึ่ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัจจัยบวกเอื้ออำนวยเหมาะสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภท Weekend Getaway สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีหลายประการ เนื่องจากมีเที่ยวบินตรงจำนวนมากเปิดให้บริการทุกวัน จากประเทศเกาหลี และยังมีกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งโรงแรม ร้านอาหารที่มีสไตล์ ทันสมัย  สปาสุดหรู พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อการดูแลสุขภาพ แหล่งช้อปปิ้งมากมาย ที่มีราคาคุ้มกับค่าเงิน ทรัพยากรธรรมชาติและทะเลที่สวยงาม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงมรดกและวัฒนธรรมอันจะสามารถดึงดูด ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเพื่อพักผ่อนสนุกกับวันหยุด และได้รับประสบการณ์อันคุ้มค่าในเวลาที่จำกัด

     สำนักงาน ททท. โซล ได้ร่วมมือกับ 17 บริษัทนำเที่ยวพันธมิตรในพื้นที่กรุงโซล และปูซาน ได้แก่ Lotte Tour, Naeil Tour, Mode Tour, Hana Tour, Thai Friends, Tour Express, Very Good Tour, N Tour, Tour 2000, Tour Baksa (Busan), Kangsan Travel (Busan), Sinsekye Tour (Busan), Uniworld Tour (Busan), Blue Travel (Busan), Onnuri Tour, Ilsung Travel, Thai Club และผู้ประกอบการไทย ได้แก่ สยามนิรมิต, King Power Duty Free Shop, Oasis Spa โดยมีระยะเวลาการดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึง 30 กันยายน 2553 สามารถขายรายการนำเที่ยวได้ 4,742 แพ็ก ใช้งบประมาณการส่งเสริมการขายประมาณ 53 บาท/1 แพ็ก สร้างการรับรู้และกระแสการเดินทางไปยังประเทศไทยผ่าน Blogger (เว็บไซต์ส่วนตัว) จำนวน 180 Blogs มีผู้เข้ามาอ่านและเขียนแสดงความคิดเห็นจำนวนกว่า 2,000 คน และมีจำนวนการเข้าชม Blog ประมาณกว่า 100,000 ครั้งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในเดือนเมษายน 2553 เนื่องจากเป็นการสื่อสารเรื่องราวจากคนเกาหลีด้วยกันเอง ซึ่งชาวเกาหลีจะรู้สึกว่าน่าเชื่อถือกว่าการออกข่าว โดยทางการไทย

     กิจกรรมในการดำเนินโครงการดังกล่าวประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่

     1. การเสนอขายโปรแกรม “Nichkhun’s72 Hours Amazing Thailand” ร่วมกับพันธมิตร บริษัทนำเที่ยว 14 ราย ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2552 – 31 มกราคม 2553 โดยมีผู้เดินทางท่องเที่ยวภายใต้โครงการดังกล่าวทั้งสิ้น 2,304 แพ็ก

     2. การลงโฆษณาเกี่ยวกับโครงการ Nickhun’s 72 Hours in Thailand ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2552 – 15 มกราคม 2553 ดำเนินการทางออนไลน์ ณ เว็บไซต์ท่า www.naver.com (อันดับ1 ของเกาหลี) ทั้งในลักษณะ Flash Banner และโฆษณาแบบ Knowledge Ads (Viral Marketing) กล่าวคือเมื่อมีผู้พิมพ์ค้นหาเกี่ยวกับ โครงการ 72 Hours in Thailand ใน naver.com จะขึ้นเป็นเนื้อหาสั้น ๆ ให้ข้อมูลแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว ประเทศไทยในเวลา 72 ชม.และลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บไซต์ของสำนักงาน ททท. โซล www.visitthailand.or.kr และบริษัทนำเที่ยวที่ร่วมดำเนินการ 


     3. การจัดแคมเปญออนไลน์ให้ผู้ร่วมสนุกสร้าง “I love Thailand Power Blog”ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2553  – 31 สิงหาคม 2553 ในลักษณะ Travel Journal ที่มีเนื้อหาเชิงบวกเกี่ยวกับประเทศไทย ภายใน Blog ประกอบด้วย เรื่องราวที่น่าสนใจ อาทิ Pictures, Movie, Article, Music, Flash, Animation โดยมีผู้ร่วมสนุกสร้าง Blog ส่งประกวดจำนวน 180 Blogs และมีผู้เข้ามาอ่านและเขียนแสดงความคิดเห็นจำนวนกว่า 2,000 คน มีจำนวนการเข้าชม Blog ประมาณกว่า 100,000 ครั้ง ทั้งนี้  คัดเลือกผู้ชนะอันดับที่ 1 – 2 ให้เป็น Thailand Goodwill Power Blogger เพื่อร่วมกับสำนักงาน ททท. โซล ในการทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ประเทศไทย อาทิ การร่วมเดินทางไปประเทศไทยกับกลุ่มผู้สื่อข่าวเกาหลีเพื่อกลับมาเขียนเรื่องราวท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านทาง Blog เป็นต้น 

     4. การเสนอขายโปรแกรม “Nichkhun’s72 Hours Amazing Thailand” ร่วมกับพันธมิตรบริษัทนำเที่ยว 10 ราย ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2553 โดยมีผู้เดินทางท่องเที่ยวภายใต้โครงการดังกล่าวทั้งสิ้น  2,438 แพ็ก
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประกอบด้วยค่าลงโฆษณาสร้างการรับรู้ และสร้างกระแสเกี่ยวกับ การเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยภายใต้โครงการ Nickhun’s72 Hours in Thailand ทางออนไลน์ ณ เว็บไซต์ท่า www.naver.com  เป็นเวลา 1 เดือน และค่าใช้จ่ายการจัด Online Power Blog ณ Website ของสำนักงาน ททท. โซล โดยพันธมิตรที่ร่วมดำเนินงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกแบบ Website การผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ การโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์


     การส่งเสริมการขายอื่นด้วยตนเองทั้งหมด สำนักงาน ททท. โซล พิจารณารับผิดชอบของแจกต่าง ๆ ได้แก่ Thailand Guidebook ภาษาเกาหลี ขนาด 400 หน้า, Thailand Map, บัตร BTS one-day pass, Passport Cover & Name Tag Set, บัตรส่วนลดที่ประเทศไทยมอบแก่ผู้เดินทาง โดยรวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 256,345 บาท

แนวคิดนวัตกรรม โครงการดังกล่าวได้อาศัยแนวคิดหลัก 4 ประการ ได้แก่ 
     1. การทำการตลาดแบบบอกเล่ากันปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing) เป็นการสื่อสารแบบดั้งเดิมแต่นำมาใช้ทางออนไลน์ (ศรัญญ์ทิตา, 2554) โดยในขณะนี้ ชาวเกาหลีใช้อินเตอร์เน็ตประมาณร้อยละ 90 ของครัวเรือน และใช้สมาร์ทโฟนประมาณ 15 ล้านเครื่อง (ประมาณร้อยละ 25 ของประชากร) จึงเอื้อต่อการสื่อสารในลักษณะนี้เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น สำนักงาน ททท. โซล จึงได้ริเริ่มโครงการ “ I love Thailand Power Blog Contest” เพื่อเพื่มศักยภาพในการโฆษณาภาพลักษณ์ทางบวกของประเทศไทย โดยใช้งบประมาณที่น้อยที่สุดแต่แพร่กระจายข่าวสารทางบวกไปยังกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด และรวดเร็วที่สุดในลักษณะคล้ายการแพร่เชื้อไวรัส (Viral Marketing) โดยได้เริ่มโครงการหลังจากเหตุกาณ์ความรุนแรงทางการเมืองสงบลงไม่ถึง 1 เดือน (มิถุนายน 2553) และลงโฆษณาในเว็บไซต์ท่ายอดนิยมอันดับหนึ่งของเกาหลีไปพร้อมกัน

     2. การทำการตลาดแบบ Celebrity Marketing เป็นการนำบุคคลที่มีชื่อเสียงมาช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สินค้าหรือแหล่งท่องเที่ยว (ยลรวี,2553) โดยที่สำนักงาน ททท. โซล ได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงภาพลักษณ์ที่ดีของนิชคุณ หรเวชกุล นักร้องไทยซึ่งเป็นสมาชิกวงดนตรีเกาหลี 2 PM ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในเกาหลี และนิชคุณได้รับเลือกจาก ททท. สำนักงานใหญ่ ในปี 2552 เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญ “Come to Thailand, Let’s take a break” สำนักงาน ททท. โซล จึงได้ปรับชื่อโครงการแต่เดิมจาก 72 hours in Amazing Thailand เพิ่มคำว่า Nichkhun ไว้หน้าชื่อโปรแกรมนำเที่ยวเป็น Nichkhun’s 72 hours in Amazing Thailand เพื่อสร้างกระแสความนิยมชมชอบและรักประเทศไทยอันจะนำไปสู่ความสนใจ และความต้องการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย สื่อสารใจความสำคัญที่ว่า “นิชคุณก็คือตัวแทนของประเทศไทย ถ้าชื่นชอบนิชคุณก็ต้องอยากไปเที่ยวประเทศบ้านเกิดของนิชคุณ” ส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย คือ ชาวเกาหลีทั้งประเทศ การนำนิชคุณมาเป็นสื่อประชาสัมพันธ์และเสนอขายประเทศไทย ยังเป็นการช่วยฟื้นฟูและตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านบวกของประเทศไทย ภายหลังจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองในช่วงปีที่ผ่านมาอีกด้วย

     3. การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) โดยเปลี่ยนกระบวนการทำตลาดแบบ 4P’s : Product, Price , Place, Promotion มาเป็นแบบ 4C’s  : Consumer, Cost, Convenience, Communication ดังนี้
     - Consumer (ลูกค้า): รายการท่องเที่ยวเน้นความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก
     - Cost (ต้นทุน): เน้นประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยพันธมิตรยินดีที่จะจ่ายค่าโฆษณาด้วยตนเอง
     - Convenience (ความสะดวก): เน้นความสะดวกของลูกค้า ซึ่งสามารถซื้อรายการนำเที่ยวจากอินเตอร์เน็ตได้ทันที
     - Communication (การสื่อสาร): สื่อสารกับลูกค้าโดยใช้สื่อทั้ง Online และ Offline

     4. การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management) เพื่อสื่อสารกับลูกค้าใน 2 ระดับ
     - สำนักงาน ททท. โซล สื่อสารโดยตรงกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทนำเที่ยวในกรุงโซลและเมืองปูซาน จำนวน 17 บริษัท เพื่อร่วมดำเนินโครงการนี้
     - บริษัทนำเที่ยวที่เป็นพันธมิตรกับสำนักงาน ททท. โซล สื่อสารโดยตรงกับลูกค้าเก่า/ใหม่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

     นับว่าเป็นการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในการร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “นิชคุณ” และประเทศไทยโดยอาศัยฐานข้อมูลลูกค้า และช่องทางการสื่อสารและเครือข่ายของพันธมิตรเป็นเครื่องมือเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางมากที่สุด (กรอบแนวความคิดตามผังที่แนบ)

     อนึ่ง ปัจจัยความสำเร็จของนวัตกรรมครั้งนี้มาจากความแข็งแกร่งของทีมงาน ที่ประกอบด้วยคนหลายรุ่น อาทิ Gen X, Gen Y และ Baby Boomers ที่ได้ระดมความคิดสร้างสรรค์ในหลายกิจกรรมย่อย การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่องนำมาซึ่งความร่วมมือในระยะยาวโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ แนวคิดเชิงบวกส่งเสริมให้ทีมงานมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ยังผลให้ในภาพรวม สำนักงาน ททท. โซล สามารถช่วยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเกาหลีเดินทางเข้ามายังประเทศไทยในปี 2553 เป็นจำนวน 815,970 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.4

เอกสารอ้างอิง
ยลรวี สิทธิชัย. (2552).Celebrity Endorsement ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยววันที่ค้นข้อมูล 20 กรกฎาคม 2554, จาก จุลสารท่องเที่ยว ฉบับที่ 4/2552 ตุลาคม-ธันวาคม 2552
เว็บไซต์: http://www.etatjournal.com/upload/295/04_Celebrity_endorsement.pdf

วไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์. (2551). นวัตกรรมการท่องเที่ยววันที่ค้นข้อมูล 20 กรกฎาคม 2554, จาก จุลสารท่องเที่ยว ฉบับที่ 2/2551 เมษายน – มิถุนายน 2551, เว็บไซต์: http://www.etatjournal.com/upload/221/9_TravelInnovation.pdf

ศรัญญ์ทิตา ชนะชัยภูวพัฒน์. (2554).Word of Mouth Communication: สื่อเก่าที่เก๋าเสมอ วันที่ค้นข้อมูล 19 กรกฎาคม 2554, จาก มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เว็บไซต์: http://commarts.hcu.ac.th/article_1.html

เรื่อง : ดร. วไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ และเมธินี ทองใหญ่