ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ และการแข่งขันที่สูงขึ้น สหภาพยุโรป (EU) ปรับยุทธศาสตร์ภาคการท่องเที่ยว เพื่อรักษาตำแหน่งแชมป์สถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก โดยเน้นเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมพุ่งเป้าไปที่ประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่ประชากรมีกำลังซื้อและความต้องการท่องเที่ยวสูงขึ้น ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวของไทยสามารถศึกษาเรียนรู้จากยุทธศาสตร์ EU ได้

     แม้ EU จะยังคงเป็นกลุ่มประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดของโลกด้วยตัวเลข 370 ล้านคนในปี 2008 หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดทั่วโลก แต่ EU ก็มิได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะเมื่อยุโรปต้องเผชิญกับความท้าทายและพบโอกาสใหม่ ๆ ดังนี้

     1. วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวตกลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้ขึ้น ใช้ระยะเวลาท่องเที่ยวสั้นลง และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งแนวโน้มชะลอตัวนี้ ทำให้ตัวเลขกิจกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวมของปี 2009 ตกลงร้อยละ 5.6

     2. ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจใหม่ ได้รับความนิยมมากขึ้นจากนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจทำให้ยุโรปสูญเสียส่วนแบ่งตลาด

     3. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เมื่อถึงปี 2020 สหภาพยุโรปจะมีจำนวนประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปี คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด (หรือ 127 ล้านคน) ประชากรกลุ่มนี้มีกำลังซื้อและมีเวลาท่องเที่ยวมาก จึงเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพมาก เพียงแต่ต้องมีบูรณาการความต้องการต่าง ๆ ของประชากรกลุ่มนี้ เข้าไปอยูในโครงสร้างการบริหาร

     4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างข้อจำกัดให้ภาคการท่องเที่ยว อาทิ ในแง่ การขาดแคลนแหล่งน้ำ การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบที่โบราณสถานจะได้รับจากการรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ฤดูหนาวสั้นลง ทำให้ธุรกิจที่ผูกติดกับกิจกรรมในฤดูหนาวมีระยะเวลาประกอบการสั้นลงตามไปด้วย

     5. การพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศ เปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับบริการการท่องเที่ยว แต่กิจกรรมรายย่อยมักไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะพัฒนาศักยภาพของตนและลูกจ้าง เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

     6. ฤดูกาลและรูปแบบการบริโภค ที่กระจุกช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรอย่างคุ้มค่าสูงสุดได้

     เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวฉบับใหม่ เรียกว่า “Europe, the world’s No 1 tourist destination-a new political Framework for tourism in Europe” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

     1. เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

     1.1 เพิ่มมูลค่าทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่ โดยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมผสานกันของ
สิ่งที่แต่ละประเทศสมาชิก EU มี อาทิ การสร้างเส้นทางแสวงบุญที่ครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ใน EU ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะพิจารณาให้ตรา “Europe seal of legitimacy” แก่ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะนี้ได้ และอุ่นใจในความคุ้มค่าของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ

 

     1.2 เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศของภาคการท่องเที่ยว โดยจัดตั้งเวที “ICT กับการท่องเที่ยว” เพื่อให้ทั้งสองภาคทำงานประสานกันได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

     1.3 เพิ่มศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมให้มีการเข้าร่วมโครงการพัฒนาความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ “อีราสมุสสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์” “โครงการ e-skills เพื่อนวัตกรรม”

     1.4 ขยายระยะเวลาเทศกาลท่องเที่ยว ผนวกกับจัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเฉพาะกลุ่ม  อาทิ การท่องเที่ยวในหมู่เยาวชน หมู่คนสูงอายุ หรือผู้พิการ ฯลฯ เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในภาคการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มเม็ดเงิน แม้ใน Low-season

     1.5 รวบรวมและจัดทำฐานข้อมูล เช่น การสำรวจความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ เช่น  บริการขนส่ง ที่พัก แพ็คเกจทัวร์; จัดให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวัดมาตรฐานภาครัฐและเอกชน และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติ

     2. ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยสำนึกรับผิดชอบและยึดถือคุณภาพเป็นหลัก
     ความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวจะต้องมาคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับคุณภาพของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ/วัฒนธรรม ความเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน และคุณภาพและความยั่งยืนของตำแหน่งงานที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างขึ้น

     2.1 จัดให้มีระบบชี้วัดการจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำฉลากเพื่อสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวที่ดำเนินการบนพื้นฐานของสำนึกที่ดีของความยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถแยกแยะผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ได้ และอุ่นใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ

     2.2 รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวยุโรปเลือกใช้บริการของธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับชุมชน และไม่ละเมิดสิทธิเด็กและสตรี

     2.3 ประเมินความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนในด้านนั้น ๆ และสำรวจทางเลือกที่จะเป็นโอกาสในธุรกิจท่องเที่ยวต่อไป

     2.4 เสนอกฎระเบียบให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องมีความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อธรรมชาติและสังคม พร้อมจัดตั้งรางวัลสำหรับธุรกิจและจุดท่องเที่ยวที่เคารพกติกาดังกล่าว

     2.5 เสนอให้มีกลยุทธ์สำหรับการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งที่ยั่งยืน

     2.6 กระชับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศที่ส่งเสริมเศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ อาทิ จีน รัสเซีย อินเดีย และบราซิล รวมถึงประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อแลกเปลี่ยน Best Practices ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

     3. สร้างแบรนด์ “ยุโรป” ที่เป็นหนึ่งเดียว ในฐานะกลุ่มประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ เพื่อให้ยุโรปแตกต่างจากสถานที่อื่น ๆ ในโลก

     3.1 ประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์นี้ผ่านเว็บไซต์ www.visiteurope.com ภายใต้การบริหารของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวยุโรป (ETC - Europe Travel Commission) โดยเฉพาะในตลาดโลกและตลาดประเทศเศรษฐกิจใหม่ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย อินเดียและบราซิล

     3.2 ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ “แบรนด์ยุโรป” ในงานส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติ

     3.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ EU ในคณะกรรมการการท่องเที่ยวนานาชาติ อาทิ องค์การการท่องเที่ยวโลก (WTO - World Tourism Organisation), องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development – OECD), T20 และ EURO-MED (ความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)

     4. ใช้เครื่องมือและกรอบการลงทุนของ EU ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยในปัจจุบัน EU มีโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวดังต่อไปนี้

     4.1 European structural fund (ERDF, ESF)
     4.2 Eurpoean Agricultural fund (EAFDR)
     4.3 European Fisheries fund (EFF)
     4.4 The Competitive and Innovation Framework Programme (CIP)

     5. เนื่องจากกำลังซื้อและความต้องการท่องเที่ยวในประเทศเศรษฐกิจใหม่กำลังเติบโต EU ควรพิจารณาปรับนโยบายการให้วีซ่าและการข้ามเขตแดน ให้มีบรรยากาศส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้น (หมายเหตุ: EU เห็นชอบที่จะยกเว้นวีซ่าเพิ่มเติมกับบางประเทศ และเขตการปกครองพิเศษ ที่ EU ให้ความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ล่าสุดคือ บราซิล และไต้หวัน ซึ่งกรณีไต้หวันนั้น ข้อเสนอได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภายุโรปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 และความตกลงมีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2554 ซึ่ง EU คาดการณ์ว่า จะช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมเยือนชาวไต้หวันที่เดินทางมายัง EU เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 30)

     แม้ว่ายุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรปมีหลายประเด็นที่ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวของไทยอาจพยายามทำอยู่แล้ว แต่เชื่อว่ายังคงมีอีกหลายประเด็นที่ไทยยังไม่สามารถเรียนรู้จาก EU ได้ เช่น จะสามารถร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคทั้งในระดับเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะ “ข้ามชาติ” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ไทยยังคงต้องทำการตลาดให้เข้มแข็งขึ้นทั้งใน EU และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ โดยนอกจากจะต้องหาเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากยุโรปและประเทศอื่น ๆ แล้ว ยังควรจะพิจารณาเสนอภาพลักษณ์ของภูมิประเทศ/ภูมิภาค ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับยุโรป เพื่อรักษาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยและภูมิภาคนี้ไว้อย่างยั่งยืน และไม่ให้ตกเทรนด์อีกด้วย

แปล : วชิรชัย สิริสัมพันธ์