สาระสำคัญจากการประชุมประจำปี 2010 ของ TTRA (Travel and Tourism Research Association)
ในหัวข้อ “Health, Wellness and Tourism – healthy tourists, healthy business?” มาจากการบรรยายของ Keynote Speakers ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

Global Trends in Health and Wellness Tourism โดย Dr.Melanie Smith มหาวิทยาลัย Corvinus ประเทศฮังการี

 


Dr.Melanie Smith ได้บรรยายถึงแนวโน้มด้านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวโน้มระดับโลก และระดับท้องถิ่น ดังนี้

แนวโน้มของการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพในระดับโลกจะประกอบไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกด้าน Spa ในโรงแรม ใช้การซาวน่า และการนวด การผ่าตัดเสริมความงาม กิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง กีฬา และการเข้า Fitness รวมถึงการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ในขณะที่ แนวโน้มของการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพในระดับท้องถิ่นจะใช้ทรัพยากรที่มีใน ท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น เช่น ทะเลเดดซี, ทะเลสาบ ภูมิปัญญาในระดับท้องถิ่น เช่น Alpine Wellness หรือ Nordic Well-being การรักษาสุขภาพ โดยใช้ประเพณีหรือส่วนผสมในท้องถิ่น เช่น Mayr Detox ทั้งนี้ แนวทางการรักษาสุขภาพในระดับท้องถิ่นยังเป็นต้นกำเนิดของ Spa ในระดับโลก เช่น การนวดไทย อายุรเวช และโยคะ



เมื่อพิจารณารายภูมิภาคจะเห็นได้ว่า แต่ละภูมิภาคมีแนวคิดเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพที่แตกต่างกัน ตลอดจนมีรูปแบบของการรักษาสุขภาพ (Spa) ความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) และการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic) ที่ แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในเอเชียจะเน้นเรื่องความสมดุลของร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ในขณะที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะเน้นเรื่องความงาม การลดน้ำหนัก และการปรับปรุงรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Improvement) ส่วนภูมิภาคยุโรปตะวันตกจะเน้นที่การพักผ่อนในเวลาว่าง กิจกรรมสันทนาการ รูปแบบการใช้ชีวิต และสุขภาพองค์รวม (Holistic)

 

เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบของการส่งเสริมสุขภาพ (Spa) จะพบว่าผู้คนในภูมิภาคเอเชียจะใช้ศาสตร์โยคะ และการนั่งสมาธิในการส่งเสริมสุขภาพ ในขณะที่ในภูมิภาคอเมริกา-เหนือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์จะใช้บริการสปา ส่วนภูมิภาคยุโรปตะวันตกจะใช้บริการสปาในแหล่งน้ำพุร้อน (Thermal Spas) และภูมิภาคยุโรปเหนือจะใช้กิจกรรมกลางแจ้ง

สำหรับแนวคิดด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) ประชากรในภูมิภาคเอเชียจะใช้การรักษาแบบอายุรเวช (Ayuraveda) และ การแพทย์แผนจีน ในขณะที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรปตะวันตกจะใช้บริการโรงแรมที่ให้บริการด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Hotel) ส่วนชาวยุโรปเหนือจะใช้การ Saunas และสำหรับชาวยุโรปใต้ใช้สปาในสถานบริการน้ำพุร้อน (Thermal Spas) ใน

แนวคิดด้านสุขภาพองค์รวม (Holistic) พบ ว่าประชากรส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคให้ความสำคัญแก่สถานประกอบการด้านสุขภาพองค์ รวม ยกเว้น ภูมิภาคเอเชียที่ให้ความสำคัญกับการนวด และการรักษาโดยน้ำร้อนและน้ำเย็น (Hot and Cold Water Therapies) ในยุโรปเหนือ

Cultural Traditions & Spas โดย Gerard Bodeker จาก University of Oxford สหราชอาณาจักร และ Columbia University สหรัฐอเมริกา

ความรู้ดั้งเดิมเกี่ยวกับสปา มักเกิดขึ้นในภูมิภาคที่มีประเพณี และวัฒนธรรมเกี่ยวกับสุขภาพที่แข็งแกร่ง โดย Spa Finder เห็น ว่า ผู้ใช้บริการสปาจะได้ประโยชน์จากการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบในท้องถิ่น และผู้ให้บริการที่เป็นคนในท้องถิ่น ซึ่งในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้เอกลักษณ์ของท้องถิ่นยังคงอยู่ เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจสปายังยินดีที่จะใช้ความรู้จากวัฒนธรรมการรักษา (Healing Traditions) ในท้องถิ่น

ทั้งนี้ Culturally-Themed Spas จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น การตกแต่งตามแบบดั้งเดิมในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย สมุนไพรแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบดั้งเดิม การใช้ส่วนผสมจากท้องถิ่น การนวดแบบดั้งเดิม พิธีกรรมแบบดั้งเดิม เช่น ความเงียบ การเตรียมตัวตนภายในให้พร้อม

ในขณะเดียวกันก็ใช้องค์ความรู้สมัยใหม่เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ได้แก่

· เอกสารทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันว่าการรักษาแบบต่าง ๆ นั้นดีต่อสุขภาพ เช่น The Raj ซึ่งเป็นสปาอายุรเวชในมลรัฐ Iowa สหรัฐอเมริกาที่เคยได้รับรางวัล Destination Spa ที่ดีที่สุดของ New York Times และ Conde Naste’ ได้ ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าว่าโปรแกรมอายุรเวชสามารถลดความเข้มข้นของสารพิษในส่วน อื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่งส่งผลให้อัตราการใช้บริการซ้ำของลูกค้าใน Destination Spa แห่งนี้เพิ่มขึ้น

· มาตรฐานการให้บริการที่เท่าเทียมกับคลินิกความงาม และประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ

· การแบ่งปันผลประโยชน์กลับสู่ชุมชนท้องถิ่น เช่น The Six Senses Spa ใน หัวหินได้ตอบแทนชุมชนท้องถิ่นผ่านการสั่งซื้อส่วนผสมของทรีทเมนต์ที่ใช้ใน สปาจากสมุนไพรพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์ในชุมชน ตลอดจนมีการใช้แรงงานจากท้องถิ่น นอกจากนี้ “การตอบแทนชุมชน” ยังมีรูปแบบของการให้ทุนการศึกษาการสนับสนุนกิจกรรมธุรกิจท้องถิ่น และการพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

ทั้ง นี้ การผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับบริการในสปาจำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลัก ดังนี้ วัฒนธรรม ความสวยงาม ความสะดวกสบายความหรูหรา ประสบการณ์แบบห้าดาว และผู้ให้บริการที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี

ตัวอย่างของ Culturally-Themed Spas

ออนเซ็นในประเทศญี่ปุ่น

สถาน บริการออนเซ็นมักกระจายตัวตามแหล่งน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นจากภูเขาไฟที่ยัง คุกรุ่นอยู่ โดยเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นที่นับได้ว่าเป็นจุดขายที่สำคัญของ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น ออนเซ็นมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 อย่าง คือ ความบริสุทธิ์ของน้ำ ความเข้มข้นของแร่ธาตุ และความร้อนที่พอเหมาะ ทั้งนี้ ออนเซ็นถูกนำมาเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสปาเอเชียที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป

การนวดไทย (Thai Massage) ในประเทศไทย




การ นวดไทยมีที่มาจากภาพวาดในวัดโพธิ์ที่มีต้นกำเนิดจากการรักษาแบบอายุรเวชใน อินเดีย โดยแบ่งออกเป็นการนวดแผนไทย และการนวดแบบล้านนา ทั้งนี้ สถานบริการสปาของไทยได้ใช้ภูมิความรู้ดั้งเดิมผสมผสานเข้ากับการบริการสปา นอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลิตบุคลากรด้านการนวดแผนไทยซึ่ง นับได้ว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการรักษามาตรฐานของการนวดแผนไทย

Culturally-Themed Spas ในอาณาจักรมาเลย์ (มาเลเซียและอินโดนีเซีย)

รูป แบบของการรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซีย และมาเลเซียถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมสปา โดยรูปแบบของการรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิมจะแตกต่างกันตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน หรือ “Kampung” จนถึงระดับในราชสำนัก




Culturally-Themed Spas ในประเทศฟิลิปปินส์

รูป แบบทางการแพทย์แบบดั้งเดิมของฟิลิปปินส์จะแตกต่างกันไปตามกลุ่มคนที่หลาก หลายที่อาศัยในเกาะต่างๆ ของฟิลิปปินส์ โดยการนวดแบบดั้งเดิมของฟิลิปปินส์จะเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “Hilot” ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นเช่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบัน Hilot ได้ถูกนำมาเข้าสู่ระบบมาตรฐาน

Holistic Health in Hotels and Resorts โดย Dr. Elizabeth Ixmeier จาก Healing Hotels of the World

หากจะอธิบายถึง Holistic Health ว่ามีความแตกต่างจากการส่งเสริมสุขภาพแบบ Wellness และสปาอย่างไร แผนภาพ from Spa to Holistic Health จะสามารถอธิบายได้ว่า Spa จะเน้นหนักในเรื่องของ
การผ่อนคลาย (Relaxation) การปรนเปรอร่างกาย (Pampering) ความงาม (Beaty) และการตามใจตัวเอง (Indulgence) ในขณะที่ Holistic Health จะ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถของตนเอง การสร้างสมดุลในชีวิต การเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่ดีขึ้น และการเติบโตทั้งร่างกายและอารมณ์

จากการประชุม Global Spa Summit ในหัวข้อ Spa and the Global Wellness Market, Synergies and Opportunities โดย SRI International เมื่อ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าผู้บริโภคทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาตนเอง โดยไม่ได้หมายความแค่การดูแลร่างกาย หากแต่ยังหมายถึงจิตใจ วิญญาณ สังคม และโลก ซึ่งนับได้ว่าเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อตามแบบกระบวนทัศน์ (Paradigm) ที่ เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรักษา หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการป้องกันผ่านความพยายามในการเรียนรู้ และป้องกันที่สาเหตุของความเจ็บป่วยทั้งในระดับตัวผู้บริโภค และสังคม

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการประชุมข้างต้นยังระบุว่า สินค้าและบริการประเภท Wellness ไม่ได้เป็นเพียงตลาดเฉพาะ (Niche Market) อีก ต่อไป เนื่องจากมีการประมาณการถึงจำนวนผู้บริโภคกลุ่มนี้ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม และร่ำรวย 30 ประเทศทั่วโลกว่ามีจำนวนถึง 289 ล้านคน

Holistic Health หมายถึง องค์รวม (Wholeness) ซึ่งหมายรวมถึง ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ทั้งนี้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness ต้อง การเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองเพิ่มมากขึ้น ต้องการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังต้องการที่จะเรียนรู้ว่าจะดำรงชีวิตต่อไปในอนาคตด้วยสุขภาพที่ ดีได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตสถานประกอบการเกี่ยวกับ Wellness และ Spas จะกลายเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ซึ่งจะมีการสอนในหลักสูตรว่าด้วยการดูแลร่างกายของตนเอง และการมีความสุขกับสุขภาพที่ดีของตนเอง

Healing Hotel of the World เป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ต้องการให้แขกที่เข้าพักได้พักผ่อนทั้งองค์รวมตามแนวคิด Holistic Health ทั้งนี้ โรงแรมที่จะเข้าร่วมในกลุ่ม Healing Hotel ไม่ได้หมายความเพียงแค่เป็นโรงแรมที่ให้บริการสปา หากแต่ต้องมีองค์ประกอบหลายส่วน เช่น บรรยากาศโดยรวมของโรงแรม การให้บริการแก่แขกที่เข้าพัก ห้องพัก การประยุกต์ใช้แนวคิดด้าน Wellness โปรแกรมการออกกำลังกาย โปรแกรมอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกและความรับผิดชอบต่อสังคม

ตัวอย่างของโรงแรมในกลุ่ม Healing Hotel of the World

โรงแรม Kamalaya จะ จัดส่งแบบสอบถามออนไลน์ไปยังลูกค้าก่อนการเข้าพักเพื่อทราบวัตถุประสงค์ที่ แท้จริงของลูกค้าสภาพร่างกาย อาการเจ็บป่วย และประวัติการเข้ารับการรักษาของลูกค้าก่อนการเข้าพัก

โรงแรม Six Senses มี โครงการตอบแทนชุมชน เช่น บริจาครายได้ร้อยละ 0.5 ให้กับโครงการด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม การรับคนในชุมชนมาทำงาน การซื้อผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นการจัดรายการท่องเที่ยวแบบ ECO และการทำความสะอาดชายหาด


Health Consumption โดย Dr. Zoltán Lantos จาก GfK Hungaria


จากโมเดลของ Kondratieff จะพบว่าธุรกิจด้านสุขภาพจะเป็นธุรกิจหลักสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และเมื่อพิจารณาถึงคำจำกัดความของการมี “สุขภาพที่ดี” จะ พบว่า ปรัชญาดั้งเดิมในหลายวัฒนธรรมมองว่า การมีสุขภาพที่ดี หมายถึง ความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสมดุลภายในตนเอง และสมดุลต่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ได้ให้คำจำกัดความว่าเป็นความสมบูรณ์ของกาย ใจ และสภาพแวดล้อมทางสังคม ตลอดจนไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้ แนวคิดของการมีสุขภาพที่ดีได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมา สู่ความแข็งแรงและอยู่ดีกินดี จนกระทั่งหมายรวมถึงความสามารถในการสร้างความสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ครอบครัว การงาน และการเรียนรู้ให้กับตนเอง

หากแต่ “สุขภาพที่ดี” สามารถ ซื้อหาได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังคงมีคำถามต่อโมเดลของธุรกิจบริการสุขภาพว่าลูกค้าของธุรกิจเป็น ใคร และยอมจ่ายเงินไปเพื่อเหตุผลใด

ความ รู้เกี่ยวกับความหมายของสุขภาพมีความแตกต่างกัน โดยบุคลากรทางการแพทย์จะให้ความสำคัญกับการที่ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถรู้ได้ผ่านการตรวจ (Examinations) และมีความพึงพอใจเมื่อหายเป็นโรค ในขณะที่ผู้ป่วยเห็นว่าการมีสุขภาพที่ดีคือ ความรู้สึกที่ดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ (Living) และทุกประสบการณ์ที่ได้รับ (Experience) ซึ่งรับรู้ผ่านความรู้สึก (Feeling) และมีความพึงพอใจเมื่อมีความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)

จากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เห็นว่าชีวิตที่ดี (Good Life) จะต้องมีสุขภาพที่ดีเป็นอันดับแรกเสียก่อน ทั้งนี้ สุขภาพและการออกกำลังกาย (Health & Fitness) ซึ่งนับได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้สุขภาพกายและใจแข็งแรงเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคให้คุณค่าเป็นอันดับสอง

อย่างไรก็ดี ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ (Heath Belief) ยังคงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (Subjective) โดย ขึ้นอยู่กับข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย ความรู้สึก ประสบการณ์ส่วนบุคคลความรู้สึกด้านบวก นอกจากนี้ความเชื่อดังกล่าวยังเปลี่ยนแปลงได้ยาก

เมื่อ พิจารณาถึงความพยายามในการที่จะมีสุขภาพที่ดี เราจะพบว่าผู้บริโภคเพศชายร้อยละ 58.9 เห็นว่าตนเองมีสุขภาพอยู่ในขั้นดีมาก และร้อยละ 77.2 ให้ความสำคัญและพยายามที่จะมีสุขภาพที่ดี ซึ่งมากกว่าเพศหญิง (ที่มา : GfK) สำหรับด้านค่าใช้จ่ายจะพบว่าผู้บริโภคในยุโรปตะวันตกมีการใช้จ่ายที่เกี่ยว ข้องกับสุขภาพมากกว่าผู้บริโภคในยุโรปตะวันออกอย่างเห็นได้ชัด


Where are your customers? Effective Communication Strategies for Spa and wellness Tourism โดย Kevin Turnbull จากบริษัท Spa Finder EMEA

บริษัท Spa Finder เป็นบริษัทด้านการตลาด Spa ที่ ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์แล้วกว่า 6 ล้านครั้ง ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวมีพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นสถานประกอบการสปามากกว่า 6,000 แห่งทั่วโลก

ช่องทางในการสื่อสารของธุรกิจสปาในปัจจุบัน คือ Multi Channel Marketing เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายขึ้น โดยสามารถสรุปลักษณะการบริโภคสื่อของกลุ่มลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Baby Boomer มีลักษณะเป็น Technology Enthusiasts กลุ่ม Generation X ซึ่งรักเทคโนโลยี และกลุ่ม Generation Y ที่มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น Blog MicroBlogs เช่น Twitter และ Social Networks เช่น Facebook

สำหรับแนวโน้มสื่อใหม่ๆ ในอนาคตในตลาด Spa คือ การส่งของขวัญ (Gifting Delivery) โดยอาจมาเป็นรูปของบัตรของขวัญที่เป็นกระดาษ (Paper Voucher) บัตรพลาสติก (Plastic voucher) บัตรอิเลกทรอนิกส์ (e-voucher) และบัตรของขวัญทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M-voucher)

 

เมื่อ พิจารณาถึงโครงสร้างของอุตสาหกรรมสปาจะเห็นได้ว่าในส่วนของธุรกิจหลักจะ ประกอบด้วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ธุรกิจให้คำปรึกษา สถาบันการศึกษา ธุรกิจด้านสื่อ และการจัดกิจกรรมพิเศษ ธุรกิจที่บริหารเรื่องแบรนด์

ในส่วนของอุตสาหกรรมสนับสนุน (Enabled Industries) จะประกอบด้วย ธุรกิจสปาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และ Lifestyle ในขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ธุรกิจด้านความงาม ฟิตเนส การรักษาพยาบาล และอาหารเสริม


จากแผนภาพจะเห็นได้ว่าธุรกิจ Wellness เป็นธุรกิจที่อยู่ในส่วนของเวชศาสตร์ป้องกันมากกว่าในส่วนของการรักษา

โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญแก่ความเป็นอยู่ที่ดี หรือ Wellness ได้แก่

· จำนวน ของประชากรสูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในประเทศกำลังพัฒนามีจำนวนมากกว่าประชากรในวัยเด็กที่มีอายุน้อย กว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 1998

· การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เป็นโรค เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจ

· ความล้มเหลวของระบบการแพทย์แผนปัจจุบันที่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชากรที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น และมีโรคเรื้อรัง

· ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสาร และย้ายถิ่นได้ง่ายขึ้น

จากการวิจัยผู้บริโภคของ SRI พบ ว่าลูกค้ากว่าร้อยละ 81 มีความสนใจเป็นอย่างมากในการที่จะปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีของตนเอง โดยเลือกที่จะทำกิจกรรม 3 ชนิดแรก ได้แก่ การออกกำลังกาย การปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การเข้ารับบริการสปา ทั้งนี้ผู้บริโภคร้อยละ 71 จะเข้ารับบริการสปาหากได้รับข้อมูลว่าบริการสปาที่จะได้รับมีประโยชน์ต่อ สุขภาพ

รูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Models) สปาในปัจจุบัน

· ให้ บริการสปาภายหลังจากเสร็จสิ้นบริการด้านการแพทย์ เช่น เข้ารับบริการสปาที่ชีวาศรมภายหลังจากบริการทางการแพทย์ที่ยังโรงพยาบาล บำรุงราษฎร์

· สถานบริการด้านการแพทย์ที่มีบริการสปาด้วย เช่น Clinique La Prairie ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้เปิดให้บริการสปาด้วย

· สถานบริการสปาที่ให้บริการทางการแพทย์ด้วย เช่น Canyon Ranch Health Resort ในอริโซนาได้ให้บริการโปรแกรม Life Enhancement Program

· สถานบริการให้บริการทั้งด้านการแพทย์และสปาตั้งแต่เริ่มแรก เช่น Malo Clinic Spa at The Venetian Macao Resort Hotel ในประเทศจีน

รูปแบบของการบริหารจัดการธุรกิจด้านสุขภาพ

· การเปิดให้บริการ Destination Spas ทั่วโลก เช่น Six Senses Destination Spa

· สถานบริการทางการแพทย์ที่เปิดขึ้นเพื่อให้บริการด้านการผ่าตัด การทดสอบทางการแพทย์ และการพักฟื้น เช่น Cooper Clinic ในดัลลัส หรือ Kurotel Longevity Center and Spa ในบราซิล

· สถานบริการทางสุขภาพที่ใช้พื้นที่ทั้งเกาะ หรือทั้งเมือง เช่น Dilmunia Health Island ใน Bahrain


NEUE WEGE/Wellness Stars โดย Kathrin Spiller จาก German Task Force Medical Wellness

มาตรฐาน Wellnes Stars หรือ Medical Wellness Star มีจุดเริ่มต้นในประเทศเยอรมนีในปี 2004 โดยความคิดริเริ่มของ State Tourist Board of Baden-Württemberg และ SPA Association of Baden-Württemberg โดย พัฒนามาตรฐานของสปาทั้งในแง่ซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ดังนี้ การเข้ามามีส่วนทั้งในเรื่องของการควบคุมและการจัดการคุณภาพ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และสร้างภาพลักษณ์อันดีของสถานที่ท่องเที่ยว การจัดการอบรมแก่บุคลากรในธุรกิจสปา การรับประกันด้านความโปร่งใสของการดำเนินการความเชื่อมั่น และคุณภาพของสถานประกอบการ และการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าและเพิ่มจำนวนการกลับมาใช้ซ้ำ

มาตรฐาน Medical Wellness Stars เริ่มต้นขึ้นในปี 2004 ด้วยสปาในโรงแรม 24 แห่ง ใน Baden-Württemberg จนในปี 2010 มาตรฐาน Wellness Spa ได้เริ่มเข้าสู่ประเทศอิตาลีทางตอนเหนือ และได้จดทะเบียนการค้าในเยอรมนีและยุโรป

เงื่อนไขสำหรับสถานประกอบการที่จะขอรับมาตรฐาน Medical Wellness Stars ได้แก่

· โรงแรมที่สถานประกอบการสปาตั้งอยู่ต้องได้รับมาตรฐาน 3 หรือ 4 ดาว จาก DEHOGA/IHA

· มีความพร้อมที่จะได้รับการประเมินมาตรฐาน Medical Wellness Spa เป็นประจำทุกปี

· โรงแรม,สถานบริการสปาในน้ำพุร้อน (Thermal) และสถานประกอบการสุขภาพความงาม (Medical Spa) จะได้รับมาตรฐาน 3 ถึง 5 ดาว จาก Wellness Stars

· ประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานมีอายุ 3 ปี และต้องมีการต่ออายุ

ปัจจุบันสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน Wellness Stars แบ่งออกเป็น โรงแรมจำนวน 70 แห่ง ในเยอรมนีและอิตาลีตอนเหนือ สถานบริการสปาในน้ำพุร้อน (Thermal Spas) จำนวน 20 แห่งใน เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ และสถานประกอบการด้านสุขภาพความงาม (Medical Spas) จำนวน 9 แห่ง ในเยอรมนี

สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิก Wellness Stars ได้แก่การให้คำปรึกษา ทั้งในด้านแนวคิด การออกแบบตกแต่ง แนวโน้มตลาด การสร้างเอกลักษณ์ของสถานประกอบการ (Corporate Identity) การส่งเสริมตลาด การควบคุมคุณภาพ โดยในอนาคตจะเพิ่มการอบรมให้แก่บุคลากรในธุรกิจสปาจากหลายสถานประกอบการร่วมกัน


เรียบเรียง : ณัฏฐิรา อำพลพรรณ