การประชุมนานาชาติครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยว T20 ใน พิธีเปิดการประชุมมีบุคคลสำคัญที่มาร่วมงานได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวเกาหลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลก ผู้ว่าการเมือง Buyeo ผู้ว่าการแคว้น Chungcheng Nam Do ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีด้านการท่องเที่ยว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวเกาหลี ซึ่งเป็นประธานเปิดงานได้เล่าถึงผลสำเร็จของการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยว T.20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปและสรุปสาระหลักจากการประชุมดังกล่าวว่าประเทศสมาชิก T.20 มุ่งหวังจะใช้การท่องเที่ยวเป็นยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และการสร้าง Green Economy ผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นอกจากนี้ได้กล่าวในช่วงท้ายว่ากิจกรรมที่เรียกว่า E-Tourism จะเปลี่ยนโฉมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุคใหม่

 

 


Mr.Taleb Rilfai เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลกได้กล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยว T20 ที่ เพิ่งจบลงและกล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวของโลกในช่วงปี 2010 ว่าในช่วง 9 เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยในเอเชียแปซิฟิกนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 4 แต่สาธารณรัฐเกาหลีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14 นับเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากประเทศหนึ่งในเอเชีย ในขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวอย่างยุโรป และอเมริกาเหนือประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้การท่องเที่ยวเติบโตได้ยาก อินเตอร์เน็ตและ E-Tourism ที่ เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาการท่องเที่ยวทั้งการซื้อขายรายการ ท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนข้อมูลในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคแห่งการปฏิวัติด้านข้อมูลข่าวสาร และเราจะก้าวไปสู่การปฏิวัติด้านการเดินทางต่อไป

Mr.Hee Jung Ahn ผู้ว่าการแคว้น Chungcheng Nam Do ได้กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุม และกล่าวว่าในอดีตคนเดินทางต้องอาศัยกล้องส่องทางไกล และเข็มทิศแต่ปัจจุบันคนเดินทางอาศัยข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากในการทำให้ผู้เข้าประชุมได้รู้เท่าทัน วิวัฒนาการของการท่องเที่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประโยชน์ทางการ ตลาด

Mr.Charm Lee ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) กล่าวต้อนรับผู้เข้าประชุม และชี้แจงว่าการประชุม Login Tourism เคย มีการจัดมาก่อนหน้านี้ แต่ในครั้งนี้เป็นการจัดประชุมนานาชาติ และกล่าวเสริมว่าเขาเห็นด้วยกับการทำให้เกิดการปฏิวัติด้านการเดินทาง โดยอินเตอร์เน็ตจะเป็นพลังขับเคลื่อน สำหรับประเทศเกาหลีใต้เองมีทรัพยากรมากมายที่สมควรนำเสนอ และเป็นแรงบันดาลใจ มีพลังงานรูปแบบต่างๆ ในเกาหลีเช่น Energy และ Spirit of Korea โดยเกาหลีใต้เริ่มมีอุตสาหกรรม IT เมื่อ 15 ปีก่อนแต่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้นำอันดับต้นของโลก

หลังจากพิธีเปิดเป็นช่วง Keynote Session โดยมีวิทยากรได้แก่

1. Mr.Ian Yeoman จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียแห่งเวลลิงตันประเทศนิวซีแลนด์

2. Mr.Geoffrey Lipman ที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลก ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

3. Mr.Charm Lee ประธานเจ้าหน้าที่บริการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี

4. Mr.Matthew Miszewski ผู้จัดการทั่วไปสำหรับภาครัฐบริษัทไมโครซอฟท์

ใน ช่วงแรกผู้ดำเนินรายการได้นำเสนอข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในโลกใน ช่วงของการเคลื่อนจากปี 2010 สู่ปี 2050 ซึ่งจะต้องเกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากรทั้งน้ำ อาหาร พลังงาน การบรรเทาปัญหาดังกล่าวจะต้องสร้างการเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Growth) ซึ่งมีส่วนที่ต้องทำให้เกิดความสมดุลกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ ความยากจน คน อาหาร น้ำ เมื่อเราพูดถึง Tourism E-Paradigm ก็ จะต้องนึกถึงเรื่องที่กล่าวมาเป็นพื้นฐาน และต้องทำให้การท่องเที่ยวในอนาคตเกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีจริยธรรม

Mr.Ian Yeoman อาจารย์จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียแห่งเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ได้แสดงปาฐกถาในหัวข้อก้าวสู่ปี 2050 ลำดับเวลาของการเปลี่ยนแปลง (Towards 2050 :A Timeline of Change)


โดยมีสาระสำคัญคือ เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลกตั้งแต่ปี 1950-2050 โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสาร และเป็นสิ่งที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่จาก สิ่งที่เล็กลงเรื่อยๆ เช่น Smart Phone นับเป็นสิ่งที่ปฏิวัติเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (IT) และ ขณะนี้ร้อยละ 1 ของการใช้อินเตอร์เน็ตมาจากโทรศัพท์มือถือและร้อยละ 99 มาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรุงโตเกียวมีการใช้บริการจองห้องพักโรงแรมผ่านตัวแทนนำเที่ยวออนไลน์ถึง ร้อยละ 30 และเป็นการจองโดยใช้โทรศัพท์มือถือในวันที่เดินทางถึงกรุงโตเกียว

บรรทัดฐาน 8 ประการของคนรุ่น Net Gen

- ต้องการอิสระในทุกสิ่งที่ทำตั้งแต่อิสระในการเลือกจนถึงอิสระในการแสดงความคิดเห็น

- ชอบทำในสิ่งที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล (customize, personalize)

- เป็นนักพินิจพิเคราะห์รุ่นใหม่

- มองหาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์กร และความเปิดเผยเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร หรือจะทำงานที่ไหน

- คนรุ่น Net Gen ต้องการความบันเทิงและได้ผ่อนคลายไปด้วยขณะที่ทำงาน เรียน และใช้ชีวิตในสังคม

- เป็นคนรุ่นที่มีความร่วมมือ และสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน

- เป็นคนรุ่นที่ต้องการความเร็ว และไม่ใช่เพียงแต่ในวิดีโอเกมส์

- เป็นนักสร้างนวัตกรรม

จากการพยากรณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของ GDP โลก ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และภูมิภาคละตินอเมริกา เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา และบราซิล จะมีอัตราการเติบโตของ GDP สูง กว่าประเทศในยุโรป หรือประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม และอัตราส่วนของประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีของประเทศเหล่านั้นก็สูงกว่าด้วยเช่นกัน เช่น อินเดีย เม็กซิโก บราซิล

ภายในปี 2015 อิริคสัน คาดการณ์ว่า mobile broad band จะ ก้าวกระโดดจากผู้ใช้งานจำนวน 400 ล้านคน ในปี 2010 เป็น 3.5 พันล้านคน (ประมาณร้อยละ 50 ของโลก) และเพิ่มเป็น 9 พันล้านคนภายในปี 2020 โดยเทคโนโลยีบรอดแบรนด์จะวิวัฒนาการให้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงถึง 4 เมกะไบต์ต่อวินาที และ Intelligent web มี แนวโน้มที่จะวิวัฒนาการไปถึงการสามารถเข้าใจคำถามที่เป็นภาษาพูด การเก็บข้อมูลและสร้างคำตอบที่มีความหมาย และทำให้เป็นรูปเป็นร่างจากการจดจำคำพูด การแปลภาษา การจดจำอารมณ์ โลกเสมือนจริง และการคำนวณ


ในปี 2020 Biometric จะ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เป็นการรวมเอาวิธีการจดจำเอกลักษณ์บุคคล โดยมีพื้นฐานจากลักษณะพฤติกรรมหรือลักษณะทางกายภาพที่แท้จริงอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือมากกว่านั้น เช่น ในวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ Biometrics ถูกนำมาใช้ในการจัดการและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของบุคคล และยังใช้เพื่อระบุเอกลักษณ์บุคคลในกลุ่มที่ถูกติดตามความเคลื่อนไหว

ลักษณะทางกายภาพ (Physiological) ของ biometrics เกี่ยวข้องกับรูปลักษณะของร่างกายตัวอย่างเช่น ลายนิ้วมือ การจำโครงหน้า ดีเอ็นเอ ลายฝ่ามือ มือ ม่านตา และกลิ่น

ลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioral) biometrics เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคล เช่น การพิมพ์ จังหวะ ท่าเดิน เสียง

Virtual Realty (VR) เป็นศูนย์กลางของสังคมข้อมูลข่าวสาร เป็นความสามารถในการฝังตัวอยู่ในโลกเสมือนที่กระตุ้นความรู้สึกมีประสบการณ์ ในการค้า การทำสงคราม การศึกษา และความบันเทิง ตัวอย่างเว็บเหล่านี้ เช่น Second Life, Google Earth และ 3D virtual worlds ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่คลุมเครือระหว่างนิยายแนววิทยาศาสตร์กับความเป็นจริง


ในปี 2025 ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นและชาวจีนคาดการณ์ว่าทุกครัวเรือนจะมีหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือนคน Artificial intelligence หรือ การสร้างสมองกลได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นการพยากรณ์ทางเทคโนโลยีที่ ศักดิ์สิทธิ์ และในวันหนึ่งเราก็ไปถึงจุดที่ความสามารถของคอมพิวเตอร์แซงหน้าสมองของ มนุษย์

ในปี 2030 จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

1. Optical Computing ที่ ใช้ลำแสงเพื่อเก็บข้อมูลและทำการคำนวณ ขณะที่กระบวนการไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่เป็นซิลิคอน-เบส ที่กำลังจะถึงจุดอิ่มตัวด้านทฤษฎี ออพติคอลคอมพิวเตอร์นำเสนอแนวทางเลือกที่ดึงดูดใจ เพราะความเร็วสูงกว่า และมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน

2. Photonic processors คาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนปี 2020 โดยบริษัทอินเทลคาดหมายว่าภายในทศวรรษหน้า silicon-based photonic processors ที่มีต้นทุนต่ำจะนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อความรวดเร็วที่สูงขึ้นในการส่งข้อมูลและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น




3. Avatar : ร่างสมมุติที่ปฏิบัติการโดยอุปกรณ์ไร้สายที่ควบคุมด้วยความคิด อุปกรณ์ที่เรียกว่า brain computer interface (BCI) หรือบางครั้งเรียกว่า direct neutral interface หรือ brain-machine interface เป็นอุปกรณ์ในการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองและอุปกรณ์ภายนอก โดย BCI มักจะมีเป้าหมายในการช่วยเพิ่มหรือซ่อมแซมความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ หรือการทำหน้าที่ของกลไกเกี่ยวกับประสาท มีการคิดโปรแกรม Silent Talk ที่ ใช้ในสนามรบ ซึ่งผู้ใช้โปรแกรมสามารถสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดหรือเสียงแต่เป็น การสื่อสารผ่านสัญญาณของระบบประสาท หรือโทรจิต และมีการใช้หุ่นยนต์ในสนามรบแทนทหารที่เป็นผู้ควบคุมและสั่งการเป็นรูปแบบ ที่เรียกว่า Telepresence

ในปี 2050 อาจเกิดปรากฏการณ์ที่มนุษย์จะถูกนำไปโชว์อยู่ในสวนสัตว์แทน เพื่อให้หุ่นยนต์มาเยี่ยมชม และเป็นยุคสมัยของความเป็นเอกเทศเฉพาะตัว

สำหรับการคาดการณ์ห้วงเวลาของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ Dr.lan Yeoman นำเสนอมีดังนี้

ค.ศ. 2012 : Space Tourism

ค.ศ. 2014 : Intelligent Cars

ค.ศ. 2015 : Telemedicine

ค.ศ. 2020 : Thought Power

ค.ศ. 2022 : Artificial Intelligence, Smart Robots

ค.ศ. 2050 : The robots go on holiday as singularity has arrived

Mr.Charm Lee ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Korea Tourism Organization นำเสนอหัวข้อการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นด้วยโครงการท่องเที่ยวเกาหลีอย่างชาญฉลาด (Attracting More Tourists with Smart Travel Korea)

อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวของเกาหลีในปัจจุบันนี้ในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวจัดเป็นอันดับ ที่ 29 ของโลก มีนักท่องเที่ยว 7.8 ล้านคนเมื่อปี 2009 ส่วนในเชิงเศรษฐกิจประเทศเกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 12 ในแง่ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเกาหลีมีปัจจัย เช่น พลังและแรงบันดาลใจ (Inspiration & Energy) แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จัดเป็นธีมเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยวัฒนธรรม

Smart Travel Korea มีลักษณะของการเป็น One-Stop Tour Information Service ที่ ใช้บริการผ่านระบบสารสนเทศได้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการค้นหาข้อมูล ขึ้นตอนการเดินทางจริง เช่นการจองที่พัก หาเส้นทาง จองร้านอาหาร เช็คสภาพอากาศ ช้อปปิ้ง มี Smart Tour เป็น Application ใน สมาร์ทโฟนเพื่อใช้หาข้อมูลท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ โดยดูได้ทั้งหมดว่าจะเดินทางด้วยวิธีใดได้บ้างอย่างไร และภายหลังการเดินทางก็สามารถแชร์ข้อมูลกับชุมชนออนไลน์ ใช้ SNS(Social Network Service) และเขียนรีวิว เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับบุคคลอื่นได้ใช้ประโยชน์

การท่องเที่ยวเกาหลีใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแบบผสมผสานผ่านทางอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ Social media และทำ SNS Marketing นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวหนังโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตบนเว็บไซต์ www.haru2010.com ที่สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ที่ KTO จัด ทำขึ้นเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวของเกาหลี และมีแคมเปญให้ผู้สนใจร่วมผลิตภาพยนตร์ของตนเองเข้าร่วมประกวดเพื่อชิงรางวัล ทริปท่องเที่ยวเกาหลีอีกด้วย ภาพยนต์โฆษณาดังกล่าวใช้ดาราเกาหลีที่มีชื่อเสียง อาทิ Kim Bum, Lee Da-Hae และนักร้องวง Big Bang เป็น สิ่งดึงดูดผู้ชม ขณะเดียวกันก็นำเสนอสินค้าท่องเที่ยว ทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ ตลอดจนสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ที่เป็นแบรนด์ของเกาหลีนำมาทำเป็น interactive campaign ในเว็บไซต์ให้สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์โฆษณาที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนในการผลิตเป็นภาพยนตร์ของตนเองได้เพื่อร่วมส่งเข้าประกวด



อนาคต ของการท่องเที่ยวเกาหลี วิทยากรแสดงความเชื่อมั่นว่า เกาหลีมีศักยภาพในฐานะของจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวค้นหา มีขุนเขาและสายน้ำที่งามสง่าและเป็นคาบสมุทรที่ขนาบด้วยทะเล รวมทั้งยังมีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการรองรับกลุ่ม MICE

สิ่งที่ต้องดำเนินการในอนาคตคือการใช้แคมเปญ Smart Travel Korea เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นโดยมีเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2010 จำนวน 8.5 ล้านคน และตั้งเป้าให้อยู่อันดับ Top 20 ในแง่จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าเทียบประเทศต่างๆ โดยตั้งเป้าปี 2012 ได้รับนักท่องเที่ยว 10 ล้านคน และปี 2014 ตั้งเป้านักท่องเที่ยวขาเข้า 12 ล้านคน

Mr.Matthew Miszewski ผู้จัดการทั่วไปสำหรับภาครัฐ, Microsoft Corporation นำเสนอในหัวข้อ Tourism 2.0 with Microsoft

ภายในปี 2020 จะมีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ 1,600 ล้านคน และมีแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาทิ

1. มี การเข้าถึงและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมีความคาดหวังสูงขึ้น นักท่องเที่ยวเสาะหาข้อมูลผ่านออนไลน์มากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการ และเมื่อปีที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกามีการซื้อขายด้านการเดินทางผ่านออนไลน์ สูงกว่าการซื้อขายอ๊อฟไลน์

2. Web 2.0 → Interactive/User Generated Content

- ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตให้ข้อมูลเรื่องความคิดเห็นและประสบการณ์ของตน

- มีการโชว์รูปถ่ายและวีดีโอ

- Interactive Mapping หรือการทำแผนที่แบบอินเตอร์แอคทีฟ

- การให้บริการแบบใช้พื้นที่ตั้งเป็นฐาน ซึ่งใช้ Mobile Technologies ที่มีทั้งการสืบค้น การทำแผนที่ และการตอบสนองด้วยเสียง (interactive voice response)

- Podcasts, mobile access, online/offline content

3. ความต้องการ “Actionable Information” หรือ ข้อมูลที่ใช้ในทางปฏิบัติได้เพื่อให้ข้อมูลได้เร็วกว่า และตัดสินใจได้ดีกว่า เนื่องจากมีข้อมูลที่เผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมากแต่ยากที่จะวิเคราะห์ และยากที่จะประสานระหว่างการเก็บข้อมูลและการแชร์ข้อมูล

4. การเผยแพร่ข้อมูลหลายช่องทาง (Multi-Channel Distribution) หลาย ช่องทางเป็นคู่แข่งกัน และจำเป็นต้องขายสินค้าด้านการเดินทาง ความท้าทายก็คือการทำให้ช่องทางเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้ (หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการทำงานกันเอง)

 



เป้าหมาย / วัตถุประสงค์สำหรับองค์กรการท่องเที่ยวภาครัฐ

· การอำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์เชิงบวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งช่วงก่อนเดินทาง ระหว่างการเดินทางและภายหลังการเดินทาง

· การ ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวและการจัดการสินค้า จะต้องมีการทำการตลาดให้กับเมือง / ภูมิภาค / ประเทศในฐานะของการเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสร้างแบรนด์ให้กับสถานที่นั้น รวมทั้งต้องผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือน เพิ่มจำนวนเข้าพักแรม และจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และเป้าหมายสูงสุดคือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของพื้นที่และรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้น (เช่นการจ้างงาน การลงทุน เป็นต้น)

· การ ให้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งมอบคุณค่าแก่ผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (โรงแรม, ภัตตาคาร, แหล่งท่องเที่ยว, มัคคุเทศก์, ฯลฯ) ในพื้นที่ท่องเที่ยว และกระจายคู่ค้าที่ขายสินค้าทางการท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบของตน รวมทั้งการสร้างขีดความสามารถและศักยภาพแก่ผู้ใช้บริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่เป็นเอกเทศ

· ความ ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลและพันธมิตรทางการท่องเที่ยว เช่นการร่วมมือกับองค์กรการท่องเที่ยวระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศอื่นๆ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐ

บริษัทไมโครซอฟท์ได้จัดทำ Tourism Web Platform ขึ้นมาโดยมีขีดความสามารถใน 4 ด้าน คือ

1. Internet (General Public) บุคคลทั่วไปใช้สร้างบล็อก, USC, การจองผ่านศูนย์, แผนที่

2.Training & Enablement (internal staff, or external stakeholders) ใช้สำหรับการฝึกอบรม และให้ข้อมูลทางการตลาดแก่ซัพพลายเออร์


3.Communication & Collaboration การ สื่อสาร การสร้างความร่วมมือภายในองค์กร ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและคู่ค้า โดยให้มีการแชร์ข้อมูล และกระจายให้สำนักงานสาขาเข้าถึงได้สะดวก

4.Business Intelligence ในระบบ Online เป็นลักษณะของ Portal Metrics; site traffic, page views, top pages, search results, และในระบบ offline เป็นลักษณะของค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

 

กล่าวโดยสรุป Microsoft Tourism Web Platform มีเป้าหมายเพื่อ

- ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย

- ให้บริการหน่วยงานภายในองค์กรหลายหน่วย/ภารกิจ

- สามารถช่วยส่งมอบคุณค่า แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

- เพิ่มประสิทธิภาพ

- ลดต้นทุน

 

 

 

ประเด็นคำถามจากผู้ร่วมสัมมนา

 

 

Q. อะไรสำคัญที่สุดในการทำตลาดยุค E-Tourism

A. คุณภาพของการบริการ เพราะหากนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีก็จะบอกต่อๆ กันผ่าน Viral ไปทั่วโลกได้ง่าย รัฐบาล ต้องพยายามทำให้คนที่ได้รับรู้ข้อมูล หรือประสบการณ์ที่ไม่ดีนั้น เข้าใจว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และต้องสร้างความเข้าใจกับผู้รับสารคนอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ กุญแจสำคัญที่จะพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า คือการใช้ e-Technology ซึ่งอาจยังไม่พร้อมทุกด้านสำหรับรัฐบาล

 

 

Q. การทำตลาดออนไลน์ในบางพื้นที่อาจมีปัญหา เช่น จีน เนื่องจากเว็บไซต์บางเว็บถูกบล็อคจะแก้ปัญหาอย่างไร

A. ในตลาดจีนจะต้องหาทางใช้เว็บอื่นๆ ที่คนจีนสามารถเข้าถึงได้ในการทำการตลาด และถ้าสามารถทำเป็นภาษาท้องถิ่นโดยใช้เว็บไซต์ที่เป็น Search engine ยอดนิยมของแต่ละพื้นที่/ประเทศได้จะเกิดประโยชน์มาก

การใช้ดาราที่มีชื่อเสียง (Celebrity Marketing) ในหลายตลาดมีความจำเป็น แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณสูง และต้องใช้บุคคลให้เหมาะสมกับแต่ละตลาด




Multi-Cultural Marketing จำเป็นต้องทำควบคู่ไปด้วย ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร หรือ เพิ่มความสามารถให้กับพนักงาน (reempower staff)

 

ต้อง สร้างความร่วมมือให้เป็นระบบให้เกิดอำนาจร่วมกัน โดยยกตัวอย่างการดำเนินการของประเทศเกาหลีที่สร้างความร่วมมือ ทั้งในด้านสินค้าและบริการ ซึ่งเน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภาพลักษณ์สินค้า และใช้ E-marketing ช่วยสร้างพลังอำนาจร่วมระหว่างภาคส่วนต่างๆ

Q. ในตลาดที่การเข้าถึงและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไม่มากเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว (เช่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา ฯลฯ) จะใช้วิธีการทำตลาด E-Tourism ได้หรือไม่อย่างไร

A. ใช้ SMSในการทำการตลาด การใช้มอเตอร์ไซค์วิ่งไปโดยมีป้ายโฆษณาติดไปด้วย พยายามผลักดันให้ broad band เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่จะเข้าถึงได้ และใช้โทรศัพท์มือถือในการทำการตลาด

Q.ความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีที่ได้กล่าวมาจะนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวันมีมากน้อยเพียงใด และต้องใช้เวลานานเพียงใด

A.เทคโนโลยี Telepresence จะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจการเดินทางมากนัก เพราะการท่องเที่ยว และการเดินทางมุ่งขายประสบการณ์จริง เป็น actual experience นักท่องเที่ยวต้องการประสบการณ์ที่เป็นจริง ส่วนเทคโนโลยี augmented reality ทำให้คนรู้สึกไม่เหมือนกับการได้สัมผัสประสบการณ์จริง


Q.มีประเด็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของลูกค้า เพราะการใช้ E-marketing ลูกค้าจะเสียความ เป็นส่วนตัว

A.วิทยากรให้คำตอบว่าเป็นเรื่องการจัดกลุ่มลูกค้า (Segmentation)


Q.สิ่งสำคัญที่ ICT จะมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต

A. - การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalized experience) เพราะ ICT ทำให้สามารถรู้จักพฤติกรรมความชอบไม่ชอบของผู้บริโภคได้ละเอียดมากขึ้น

- ถ้า มีปัญหาด้านภาษาจะยาก แต่ถ้าใช้โทรศัพท์มือถือที่มีโปรแกรมแปลภาษาให้นักท่องเที่ยวสามารถสื่อสาร กับคนท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น ก็จะทำให้ประสบการณ์ในการท่องเที่ยวสะดวกสบายยิ่งขึ้น


เรื่อง : โศรยา หอมชื่น

อ่านตอนที่ 2 (ในฉบับที่ 2/2554) คลิกที่นี่