Fiona Jeffery ได้นำเสนอผลการสำรวจของคณะผู้จัด World Travel Market ที่จัดทำขึ้นในช่วงเดือนกันยายน 2553 เกี่ยวกับปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในช่วงปี 2554-2558 สรุปได้ดังนี้

 

1. ภาษี
รัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะปรับมาตรการด้านภาษีและคิดภาษีจากธุรกิจท่องเที่ยวสูงขึ้น โดยจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารขององค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 1,257 คน พบว่า ร้อยละ 41.5
คิดว่า ภาษีเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะต้องเผชิญไปอีก 5 ปีข้างหน้า และบางคนให้ความเห็นว่าประเด็นนี้มีแนวโน้มจะสำคัญมากต่อไปจนกระทั่งปี 2558 นอกจากนี้กลุ่มผู้ให้ความคิดเห็นถึง 2 ใน 3 ยังเห็นว่าภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยลบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำหรับในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาด้วย

ในปี 2552 รัฐบาลชุดก่อนที่มาจากพรรคแรงงาน ออกมาตรการภาษีที่เรียกเก็บจากผู้โดยสารเครื่องบินแต่ละคน หรือ Air Passenger Duty (APD) และมีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีอีกครั้งในเดือน พฤศจิกายน 2553 ซึ่งรัฐบาลผสมพรรคประชาธิปไตยและพรรคอนุรักษ์นิยมชุดปัจจุบันได้นำมาบังคับใช้ โดยมีการปรับเพิ่มภาษีจากผู้เดินทางเที่ยวบินระยะไกล(Long Haul) เกือบ 2 เท่าจากอัตราเดิม(อัตราสูงสุดที่ 170 ปอนด์) และเรียกเก็บจากผู้เดินทางเที่ยวบินระยะกลางเพิ่มอีกมากกว่าร้อยละ 50 จากอัตราเดิม(อัตราสูงสุดที่ 120 ปอนด์)

รัฐบาลสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า จะสามารถเรียกเก็บภาษีผู้โดยสารขาออก (APD) ในช่วง 5 ปี ต่อไปได้สูงถึง 3.8 ล้านล้านปอนด์ โดยคาดว่าจะสามารถเรียกเก็บได้ 1.9 ล้านล้านปอนด์ ในปี 2553 และเพิ่มเป็น 2.3 ล้านล้านปอนด์ ในปี 2554 และจะเรียกเก็บได้เพิ่มขึ้นทุกๆปี จนกระทั่งถึง 3.87 ล้านล้านปอนด์ ในปี 2558/59

จากการสำรวจของ WTM กับกลุ่มผู้เดินทางชาวสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้ระบบภาษีแบบ APD ต่อการตัดสินใจเดินทาง พบว่า ร้อยละ 37 ของกลุ่มตัวอย่าง จะลดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศลงและร้อยละ 8 วางแผนว่าจะหยุดเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ หากมีการเพิ่มภาษี APD


นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผยว่า รัฐบาลมีแผนที่จะออกมาตรการภาษีใหม่ทดแทนระบบภาษีผู้โดยสารขาออก หรือ APD ที่เรียกเก็บจากผู้โดยสารขาออกแต่ละคน คือ จะใช้ระบบภาษีเที่ยวบินขาออก หรือ Per Plane Tax (PPT) ที่เรียกเก็บจากสายการบินโดยคิดแบบเหมาลำแทน อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะใช้ PPT แทน APD แต่เป็นที่เชื่อกันว่า ราคาบัตรโดยสารเครื่องบินขาออกจากสหราชอาณาจักรจะยังคงสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากสายการบินต่างมีแนวโน้มที่จะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ให้กับผู้โดยสารเช่นที่แล้วมา

จากการสำรวจของ WTM พบว่า 4 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้เดินทางชาวสหราชอาณาจักร จะลดการดินทางลง และ 1 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่างจะหยุดการเดินทาง ในกรณีที่มีการนำภาษีแบบ PPT มาใช้



ที่มา : จากการสำรวจกลุ่มคนสหราชอาณาจักรที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนปี 2553 จำนวน 1,000 คน


ภาษีผู้โดยสารเที่ยวบินขาออก (APD)

กลุ่ม
(แบ่งตามระยะห่างจากกรุงลอนดอน)
ภาษี (ปอนด์)
ชั้นประหยัด Premium eco/ธุรกิจ
Band A : ระยะทางน้อยกว่า 2,000 ไมล์จากกรุงลอนดอน
(รวมถึงเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก)
1£ 12£ (+1£) 24£ (+2£)
Band B : ระยะทาง 2,000 - 4,000 ไมล์จากกรุงลอนดอน
(รวมถึงอียิปต์และสหรัฐอเมริกา)
60£ (+15£) 120£ (+30£)
Band C : ระยะทาง 4,000 - 6,000 ไมล์จากกรุงลอนดอน
(รวมถึงแคริบเบียน)
75£ (+25£) 150£ (+50£)
Band D : ระยะทางมากกว่า 6,000 ไมล์จากกรุงลอนดอน
(รวมถึงสิงคโปร์และประเทศที่ไกลกว่านี้)
85£ (+30£) 170£ (+60£)


2. ตลาดเกิดใหม่

ปัจจัยหลักปัจจัยที่ 2 คือ ตลาดที่กำลังเกิดใหม่ จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้บริหารขององค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงาน WTM จำนวน 1,257 คน เกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจของตนในช่วง 5 ปีต่อไป พบว่า เกือบครึ่ง (ร้อยละ 47)ของผู้ตอบ เห็นว่า ตลาดที่กำลังเกิดใหม่ที่รวมถึง กลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) เป็นหนึ่งในโอกาสที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจตนในช่วงอีก 5 ปีต่อจากนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ตอบร้อยละ 28.6 ยังเห็นว่า ตลาดที่กำลังเกิดใหม่นี้เป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดเพียงสิ่งเดียวในช่วง 5 ปีต่อไป นอกจากนี้ ร้อยละ 55 ของผู้ตอบยังเห็นว่าตลาดที่กำลังเกิดใหม่นี้ เป็นปัจจัยบวกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำหรับช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอย่างไรก็ดี มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 9.2 ที่เห็นว่าตลาดใหม่ดังกล่าวจะส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรม


ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นโดยลำดับของตลาดที่กำลังเติบโตดังกล่าว ยังแสดงหลักฐานให้เห็นอย่างชัดเจนในการดำเนินการของบริษัทนำเที่ยวระดับโลก อาทิ TUI บริษัทนำเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของโลก ได้ปรับโครงสร้างบริษัทเมื่อเดือนกันยายน 2553 โดยจัดตั้งแผนกตลาดกำลังเติบโต (Emerging Markets Division) เพื่อดูแลตลาดกลุ่ม BRIC โดยเฉพาะ หรือ แม้กระทั่ง Thomas Cook บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป ยังแสวงหาโอกาสที่จะเข้าถือครองบริษัทนำเที่ยวท้องถิ่นในรัสเซีย และได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกันยายน 2553 ว่าจะเข้าซื้อบริษัทนำเที่ยวของรัสเซียสำเร็จภายในอนาคตอันใกล้นี้

โอกาสที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วง ปี 2554 – 2558

ที่มา : จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวที่ร่วมงาน WTM จำนวน 1,257 คน

3. Social Media

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ประยุกต์ใช้ Social Media ได้อย่างก้าวหน้าที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งของโลก จากรายงานของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวใช้ Social Media เพื่อสร้างความภักดีในกลุ่มลูกค้าของบริษัท (Brand Loyalty) และจากรายงานของ Yankee Group บริษัทโทรคมนาคม ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงนวัตกรรมของการประยุกต์ใช้ Social Media ของธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ ลูกค้าของสายการบิน Delta สามารถที่จะซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินผ่านทางหน้า Facebook รวมทั้ง มีอีกหลายสายการบิน อาทิ Virgin America, Southwest Airlines และ United Airlines ยังใช้ Twitter เพื่อส่งข้อเสนอพิเศษช่วงนาทีสุดท้าย (last-minute offers) ให้กับลูกค้า (followers) ของสายการบินด้วย

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงาน WTM จำนวน 1,257 คน พบว่า ร้อยละ 40 เห็นว่า Social Media เป็นโอกาสสำคัญอันหนึ่งในช่วง 5 ปีจากนี้ไป และร้อยละ 20 กล่าวว่า Social Media เป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว



อย่างไรก็ดี สำหรับนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรโดยทั่วไปแล้ว กลับไม่เห็นว่า Social Media จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว จากการสำรวจกลุ่มคนสหราชอาณาจักรจำนวน 1,000 คน พบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ใช้ Social Media ในการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว และมีเพียงร้อยละ 24 เท่านั้น ที่คาดว่าจะใช้ Social Media ช่วงวางแผนการท่องเที่ยวของเขาในปี 2554

สัดส่วนจำนวนคนที่ใช้ Social Media ช่วยค้นหาข้อมูลและ/ หรือวางแผนท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา



สัดส่วนจำนวนคนที่ใช้ Social Media ช่วยค้นหาข้อมูลและ/ หรือวางแผนท่องเที่ยวในปีต่อไป

ที่มา : จากการสำรวจความคิดเห็นของคนสหราชอาณาจักรที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจำนวน 1,000 คน

สำหรับ อิทธิพลของ Social Media ต่อแผนการท่องเที่ยวนั้น จากการสำรวจดังกล่าว พบว่า ร้อยละ 36 ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ Social Media เห็นว่า Social Media ช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น และในอีกหลายๆกรณีที่ Social Media มีอิทธิพลถึงขนาดทำให้เปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังพบว่า ร้อยละ 42 ของผู้ใช้ Social Media หลังจากได้เข้าไปค้นหาข้อมูลหรือวางแผนการท่องเที่ยวโดยใช้ Social Media แล้ว ตัดสินใจจอง/ซื้อ/ใช้แผนการเดินทางเดิม แต่อีกร้อยละ 58 จะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของแผนการท่องเที่ยวส่วนใดส่วนหนึ่ง โดย ร้อยละ 35 จะเปลี่ยนโรงแรมที่พัก ร้อยละ 15 เปลี่ยนสายการบินที่ใช้เดินทาง สกีรีสอร์ท หรือแม้กระทั่งบริษัทนำเที่ยวที่จะใช้บริการ และร้อยละ 12 เปลี่ยนประเทศที่จะเดินทางไปเที่ยว

จากการสำรวจดังกล่าวพบว่า Tripadvisor จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจอง/ซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวของกลุ่มผู้หญิงมากกว่ากลุ่มผู้ชายที่จะได้รับอิทธิพลจาก Facebook มากกว่า นอกจากนี้ Tripadvisor ยังมีอิทธิพลกับกลุ่มอายุ 55-64 ปี มากที่สุด ในขณะที่ Facebook มีอิทธิพลต่อการเลือกจอง/ซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวของกลุ่มอายุ 25-34 ปีมากที่สุด

อิทธิพลของ Social Media ต่อแผนการเดินทางท่องเที่ยว (หลังจากค้นหาข้อมูลใน Social Media site แล้ว)



ที่มา : จากการสำรวจความคิดเห็นของคนสหราชอาณาจักรที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจำนวน 1,000 คน

4. ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงาน WTM จำนวน 1,257 คน พบว่า ร้อยละ 31 เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ด้านการท่องเที่ยว และร้อยละ 25 เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาและผลกำไรของกิจการ 

กล่าวโดยสรุปแล้วธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงมีความหวาดวิตกกับผลกระทบระยะยาวจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และเชื่อกันว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่การเติบโตในระดับก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยได้จนกระทั่งถึงปี 2558

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวในช่วง 5 ปีต่อไป (2554-2558)

ที่มา : จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงาน WTM จำนวน 1,257 คน


5. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเมื่อไม่นานมานี้ เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวที่อุตสาหกรรมนี้ใช้ คือ ระบบ CRS (Computerized Reservation System) ของสายการบินและระบบการดูข้อมูลการจองรายการท่องเที่ยวของบริษัทนำเที่ยว ซึ่งทั้งสองระบบนี้รวมกันเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า Ceefax แต่ในปัจจุบันธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับพูดกันถึงช่องทางการขายที่หลากหลายบน Internet search engine เช่น Google ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ในอนาคตโทรศัพท์เคลื่อนที่จะกลายมาเป็นช่องทางส่งเสริมการตลาดที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแทน search engine และจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 1,257 คน พบว่า ร้อยละ 65 คิดว่าแนวโน้มที่สำคัญที่สุดของผู้บริโภคในอีก 5 ปีต่อไป คือ การจอง/ซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

และจากการสำรวจชุดเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร้อยละ 25 ยังมองว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียวในช่วงอีก 5 ปีต่อจากนี้ไป ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นมากกว่าแค่แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค

แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่สำคัญที่สุดในช่วง ปี 2554 – 2558



โอกาสที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วง ปี 2554-2558

 


ที่มา : จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรท่องเที่ยวแห่งชาติและธุรกิจท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงาน WTM จำนวน 1,257 คน

เรียบเรียง : ยลรวี สิทธิชัย