1. R.A.K. (Random Acts of Kindness)

เมื่อกระแสของ Generation G หรือ Generosity ซึ่งหมายความถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ถูกนำมาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าและสร้างการบอกต่อ ทั้งนี้ การส่งของขวัญเพื่อสร้างความแปลกใจให้แก่ลูกค้า ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการติดต่อ (connect) กับลูกค้าที่ต้องการจับต้องในส่วนที่เป็นรูปธรรมของแบรนด์


ทั้งนี้ พลังการขับเคลื่อน R.A.K. คือความสามารถของแบรนด์ที่จะติดตามว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในชีวิตของผู้บริโภค ในขณะเดียวกันกับที่ผู้บริโภคเองก็เปิดเผยความเป็นไปเกี่ยวกับชีวิตให้กับคนอื่น ๆ ได้รับทราบ ตลอดจนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้นผ่าน Facebook และ Twitter

ตัวอย่าง

สายการบิน KLM ออกแคมเปญ ‘How Happiness Spreads’ โดยใช้ประโยชน์จาก Foursquare และจ้างทีมงานที่ตั้งชื่อว่า “Surprise Team” เพื่อส่งมอบของขวัญที่ออกแบบเป็นพิเศษเหนือความคาดหวังแก่ผู้โดยสารที่สนามบิน

เมื่อผู้โดยสารของ KLM ทำการเช็คอินใน Foursquare บริเวณสนามบิน Surprise Team จะเริ่มทำการสืบค้นข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับผู้โดยสารคนดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อหาของขวัญที่เหมาะสมที่จะมอบให้ก่อนผู้โดยสารจะขึ้นเครื่องบิน เช่น ผู้โดยสารคนหนึ่ง tweet ข้อความว่า “เขาจะพลาดชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลของทีม PSV Eindhoven” ในขณะที่ท่องเที่ยวในนิวยอร์ก เมื่อได้รับข้อมูลเช่นนี้ Surprise Team ก็ได้มอบของขวัญให้กับผู้โดยสารคนดังกล่าวเป็นหนังสือ Lonely Planet ของนิวยอร์กที่มีเครื่องหมายไฮไลท์ชื่อ “บาร์” ทั่วเมืองที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล

2. Urbanomics

ปัจจุบันประชากรเกินครึ่งของโลก หรือกว่า 3 พันล้านคนอาศัยอยู่ในเมือง และทุกวันมีผู้คนเกือบ 180,000 คนที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งทำให้มีประชากรเมืองเพิ่มขึ้นถึง 60 ล้านคนในแต่ละปี

ทั้งนี้ ประชากรเมืองมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมในเชิงท้าทายมากขึ้น อิสระมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นจากผู้อื่นมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ตลอดจนมีแนวโน้มที่จะทดลองใช้สินค้าและบริการใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากระยะห่างที่เพิ่มขึ้นจากประเพณีดั้งเดิม และโครงสร้างครอบครัว

มูลค่าเศรษฐกิจในเมืองใหญ่กว่า 100 เมืองเช่น ลอนดอน นิวยอร์ก และปารีส ครอบครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 30 ของระบบเศรษฐกิจของโลกมาเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษ นอกจากนี้ เมืองใหญ่เช่น ฮ่องกง ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ทั้งประเทศอินเดียได้รับ (ที่มา : Foreign Policy, สิงหาคม 2010) นอกจากนี้ มหานครอื่น ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ เซา เปาโล และอิสตันบูลก็กำลังจะเข้ามาอยู่ในกลุ่มเมืองใหญ่ที่มีบทบาทในการกุมเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มของสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่จะเสนอแก่ผู้บริโภคเมืองในปี 2011 จะต้องถูกออกแบบให้มีความเฉพาะเจาะจง อีกทั้งสามารถตอบสนองความต้องการของคนเมืองได้ในระดับโลก และต้องไม่ลืมที่จะสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการเป็นคนเมือง หรือ “Urban Pride”

ตัวอย่าง


 

ตัวอย่างของสินค้าและบริการที่สื่อความภาคภูมิใจต่อการเป็นคนเมือง ได้แก่ Smirnoff’s Absolut Cities และ BMW’s Megacity Vehicle

3. Pricing Pandemonium


เป็นที่ทราบกันดีว่าลูกค้ามักมองหาข้อเสนอพิเศษ และการลดราคาอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการที่ลูกค้าจำนวนมากจะออนไลน์ตลอดเวลา และเมื่อพวกเขาได้ยินว่ามีข้อเสนอพิเศษออนไลน์ พวกเขาก็จะเผยแพร่ข่าวดังกล่าวอย่างรวดเร็วผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ บางครั้งจะมีการเชิญลูกค้าเข้าไปอยู่ในกลุ่มของลูกค้าพิเศษ (Exclusive Group) เพื่อที่จะได้รับข้อเสนอพิเศษ

 

โทรศัพท์เคลื่อนที่จะเพิ่มบทบาทในการส่งข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้า ณ จุดที่ทำการซื้อขาย หรืออำนวยความสะดวกในการเปรียบเทียบราคา ตัวอย่างเช่น Amazon.com ได้เปิดตัว iPhone app ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาผ่านการสแกนบาร์โค้ด การถ่ายภาพ หรือการเปล่งเสียงพูดชื่อผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ความนิยมในการทำ Flash Sale หรือการเสนอราคาพิเศษแก่สมาชิก และประชากรออนไลน์ในชุมชนในระยะเวลาจำกัดเพื่อเพิ่มยอดขายอย่างรวดเร็วก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ตัวอย่าง

ห้าง Walmart ใช้ Fan Page ใน Facebook เพื่อทดลองข้อเสนอพิเศษเฉพาะกลุ่มซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า 5,000 ราย ผ่านการกดปุ่ม “like” จากนั้นจึงทำข้อเสนอดังกล่าวจริงภายใน 24 ชั่วโมง


4. Made for China (if not BRIC)


เป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2011 แบรนด์ดังในฝั่งตะวันตกจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือแบรนด์ใหม่สำหรับผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทั้งนี้ ผู้บริโภคในตลาดจีน อินเดีย และบราซิล มีความชื่นชอบและพึงพอใจต่อสินค้าที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปทรง ขนาด และประโยชน์ใช้สอย ตลอดจนความต้องการภายในจิตใจ เช่น ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และรูปแบบการใช้ชีวิต

กระแส Made for China (if not BRIC) เกิดขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคในตลาดเกิดใหม่ซึ่งจะเห็นได้จาก
• ยอดขายปลีกในประเทศจีนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18.7 จนมีมูลค่าถึง 183 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา (ที่มา: Chinese National Bureau of Statistic, มิถุนายน 2010)

• ยอดขายปลีกในจีนจะเพิ่มขึ้นจนแซงหน้าสหรัฐอเมริกาจนมีมูลค่า 5 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2016 (ที่มา: Chinese People’s Political Consultative Conference, กันยายน 2010)

• ผู้บริโภคชาวจีนร้อยละ 52 ที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 250,000 RMB หรือ 36,765 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ชื่นชอบสินค้าแบรนด์นอก และเชื่อมั่นในสินค้าแบรนด์นอกมากกว่าสินค้าจีน (ที่มา: McKinsey, กันยายน 2010)

ตัวอย่าง
ยีนส์ Levi’s ได้เปิดตัว Levi’s Denizen ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาว เอเชีย และชาวจีน ด้วยขนาดที่เล็กลง

แบรนด์หรู Hermès ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่สัญชาติจีน ชื่อ Shang Xia ในรูปแบบของร้านหรูที่ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป และเครื่องประดับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมจีน

แบรนด์ Chloé เปิดตัวกระเป๋าถือรุ่น Marcie ที่มีจำนวนจำกัดเพื่อฉลองครบ 5 ปี ของการเปิดตัวในจีน

รถยี่ห้อ BMW เปิดตัว M3 Tiger ซึ่งมีสีส้มเมทัลลิคที่ออกแบบเพื่อฉลองครบ 25 ปี ของรถรุ่น M3 ในประเทศจีน และในวาระปีเสือทองตามปฏิทินจันทรคติ

ร้าน Apple ในเมืองเซี่ยงไฮ้ให้พนักงานสวมเสื้อยืดสีแดงที่มีข้อความว่า “Designed in California, Made for China” ในภาษาจีนกลาง ซึ่งเป็นการเล่นคำจากข้อความหลัง iPhone ที่เขียนว่า “Designed by Apple in California, assembled in China”

5. Online Status Symbols

 

อีกหนึ่งเทรนด์สำหรับปี 2011 คือ Status Symbols ซึ่งจะเป็นการรวมโลกจริงและโลกออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้บริโภคจะมองหาสิ่งของที่จับต้องได้ที่จะแสดงสถานภาพออนไลน์ นอกเหนือไปจากการโชว์สถานะ (Status) บน Facebook หรือการ tweet ข้อความใน Twitter และการแสดงกิจกรรมและสถานที่ที่ทำผ่านการเช็คอิน

ตัวอย่าง



Twournal เปิดบริการให้ผู้ใช้ Twitter สามารถนำข้อความที่ได้ tweet และรูปภาพมาทำเป็นนิตยสารส่วนตัว ทั้งนี้ วารสารส่วนตัวดังกล่าวสามารถทำการซื้อขายระหว่างกันได้อีกด้วย

Crowdedink เปิดบริการให้ผู้ใช้ Facebook และ Twitter สามารถสร้างแก้วกาแฟที่มีรูปเพื่อน หรือผู้ตาม (Follower) โดยใช้ Username จากนั้นแก้วกาแฟ (Mug) ก็จะถูกสร้างขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที

6. Wealthy

 

การมีสุขภาพที่ดีกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคบางราย เช่นเดียวกับการ update สถานะในสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีประสบการณ์ใช้สินค้าและบริการที่ใหญ่กว่า หรือใหม่กว่า โดยในปี 2011ผู้บริโภคคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพจะช่วยปรับปรุงคุณภาพความเป็นอยู่มากกว่ารักษาอาการเจ็บป่วย

ทั้งนี้ ผู้บริโภคอเมริกันร้อยละ 73 เห็นว่าการมีสุขภาพกายที่แข็งแรงมีส่วนสำคัญต่อ “ความเป็นอยู่ที่ดี” (Well-being) และร้อยละ 74 เห็นว่าความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นอยู่ที่ดี” เช่นกัน (ที่มา: The Hartman Group, สิงหาคม 2010)

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2015 ผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคนจะใช้บริการเกี่ยวกับสุขภาพผ่านสื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile healthcare app) (ที่มา: Research2Guidance, พฤศจิกายน 2010)

โดยในเดือนพฤศจิกายน 2010 ที่ผ่านมามี app เกี่ยวกับสุขภาพมากกว่า 17,000 รายการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคทั่วไปมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์ (ที่มา: Research2Guidance, พฤศจิกายน 2010) และเมื่อพิจารณาถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ app ด้านสุขภาพพบว่าส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานตอนต้น (อายุ 18-29 ปี ) ถึงร้อยละ 15 และวัยทำงานตอนกลาง (อายุ 30-49 ปี) ร้อยละ 8

ตัวอย่าง

ตัวอย่าง app เกี่ยวกับสุขภาพได้แก่ Sleep On It ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถติดตามรูปแบบการนอนหลับของตนเองได้ โดย app จะช่วยระบุถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการนอนหลับ และคำนวณระยะเวลาของการนอนหลับที่เหมาะสมที่จะทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังจะติดตามระยะเวลาและคุณภาพของการนอน ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตจากการนอน

7. Social-Lites and Twinsummers

 

Twinsummers หมายถึง ผู้บริโภคที่มีรูปแบบการบริโภคคล้ายคลึงกัน มีความชอบ และไม่ชอบที่เหมือนกัน ในขณะที่ Social-Lite หมายถึง การที่ผู้บริโภคกลายเป็นผู้ค้นพบ หรือผู้นำทางความคิด โดยทำกิจกรรม เช่น เผยแพร่ แสดงความเห็น รวบรวม ผสม และแบ่งปันข้อมูลของสินค้าและบริการ การซื้อ และประสบการณ์แก่เพื่อนและประชากรออนไลน์ในวงกว้าง

ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคอยากเป็นผู้นำทางความคิด เนื่องจากพวกเขาต้องทุ่มเทเวลาในการสร้างแบรนด์ตัวเองผ่านหน้า Profile ใน Facebook หรือสื่อออนไลน์อื่น ๆ ซึ่งจะมีการบันทึกข้อความและความคิดเห็นต่าง ๆ เอาไว้

สำหรับระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ให้คุณค่าแก่ข้อมูลและความรู้ ผู้บริโภคที่เข้ามาบริโภคข้อมูลจะมอบสถานะพิเศษให้กับผู้ที่แบ่งปันความรู้นั้น

ตัวอย่าง

The STRP Art and Technology Festival ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-28 พฤศจิกายน 2010 ในเมือง Eindhoven ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ใช้อุปกรณ์ RFID (Radio-frequency Identification) ซึ่งติดตั้งบนสายรัดข้อมือที่จะทำให้ผู้เข้าชมงานศิลปะในส่วนของพิพิธภัณฑ์ และแกลลอรี่สามารถให้คะแนน (rate) แก่ผลงานศิลปะที่ตนชื่นชอบผ่านสัญญาณ RFID ที่ข้อมือ โดยวิธีดังกล่าวจะทำให้สามารถติดตามความนิยมในงานศิลปะ และนิทรรศการที่จัดแสดงได้ทันที

Gogobot เป็นสังคมการท่องเที่ยวออนไลน์ โดยผู้ใช้จะตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานที่ เช่น บาร์ที่สนุกสนานในปารีสอยู่ที่ไหน จากนั้นผู้ใช้บริการคนอื่น ๆ ก็จะเข้ามาตอบคำถามในรูปแบบของข้อความ รูป วิดีโอ หรือลิงค์ ทั้งนี้ Gogobot จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการ Facebook และ Twitter ก็สามารถนำข้อมูลและความเห็นข้างต้นไปโพสต์ในหน้า Profile ของตนเองได้เช่นกัน

Mombo เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อความจากผู้ใช้ Twitter ที่ทำการ tweet ข้อความเกี่ยวกับภาพยนตร์จากผู้ใช้ทั่วโลก จากนั้นเมื่อผู้ใช้ Twitter ทำการ log-in ก็จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ที่มีข้อมูลมาจากเพื่อนในสังคมออนไลน์

8. Emerging Generosity

นับว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่เหล่าเซเลบและแบรนด์ดังจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะหันมาทำกิจกรรมตอบแทนสังคมมากขึ้นผ่านการบริจาค การให้ ความเอาใจใส่ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แทนที่การ “รับ” และ”ยอดขาย” เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ “การให้” ดังกล่าวไม่ได้หมายรวมเฉพาะ “การให้” ในประเทศของตนเท่านั้น แต่เป็นการ “ให้” ในระดับโลก โดยมีสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระแส Generosity ดังนี้

• ผู้บริโภคทั่วโลกถึงร้อยละ 86 เชื่อว่าผู้ประกอบการควรสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรของบริษัท และการตอบแทนสังคม
• ผู้บริโภคชาวอินเดียร้อยละ 78 ชาวจีนร้อยละ 77 และชาวบราซิลร้อยละ 80 ชื่นชอบสินค้าที่มีการตอบแทนสังคม ในขณะที่ ภาพรวมของผู้บริโภคทั่วโลกร้อยละ 62 ชื่นชอบสินค้าข้างต้น
• ผู้บริโภค 8 ใน 10 ในอินเดีย จีน เม็กซิโก และบราซิลคาดหวังว่าผู้ประกอบการจะแบ่งส่วนหนึ่งของผลกำไรกลับคืนสู่สังคม (ที่มา: Edelman, พฤศจิกายน 2010)
• นาย Yu Pengnian วัย 88 ปี ถือได้ว่าเป็นเศรษฐีใจบุญชาวจีนคนแรก โดยก่อตั้งมูลนิธิ The Yu Pengnian ที่มีเงินทุนถึง 260 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือสังคม  (ที่มา: Hurun Rich List, ตุลาคม 2010 ) 
• Bill Gate และ Warren Buffett ได้จัดงานเลี้ยงสำหรับ
อภิมหาเศรษฐกิจชาวจีนขึ้นในเดือนกันยายน 2010 เพื่อเชิญชวนให้บริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง เพื่อกิจการสาธารณกุศลเช่นเดียวกันกับที่เคยจัดงานเลี้ยงในลักษณะเดียวกันสำหรับอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันมาแล้ว (ที่มา: Washington Post, ตุลาคม 2010)


9. Planned Spontaneity

ในปี 2011 ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้บริการออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้สามารถนัดหมายเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งเพื่อนทางออนไลน์ที่เพิ่งรู้จักกันออกมาร่วมกันทำกิจกรรมในลักษณะของ Mass Mingling

ทั้งนี้ บริการดังกล่าว ทั้งบน Facebook’s Places, Twitter’s Locator, Google’s Hotspot, Foursquare,  Gowalla, BrightKite และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ (Location) ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรม และบริการที่จะสามารถหาได้ใน “สถานที่” นั้น ๆ ตลอดจนหาเพื่อนร่วมกิจกรรมจากรายชื่อเพื่อน (Friend List) ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ Jeff Jonas แห่ง IBM กล่าวว่าในแต่ละวันมีการส่งผ่านข้อมูลเกี่ยวกับ “สถานที่ “ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้บริโภคชาวอเมริกันกว่า 600,000 ล้านครั้ง

ตัวอย่าง

Geomium ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น (Review) ของสินค้า และบริการจากเว็บไซต์ท้องถิ่น เช่น Yelp และ Qype จากนั้นจึงทำการรวมข้อมูลที่ได้กับข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการได้ทราบข้อมูลว่ามีเพื่อนคนไหนอยู่บริเวณใกล้เคียง ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรม สถานที่ และข้อเสนอพิเศษที่จะได้รับในบริเวณนั้น ๆ ด้วย

Like Our Selves ให้ผู้ใช้ที่แบ่งปัน (Share) ข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจส่วนตัว (Interest) สามารถสร้างกลุ่มตามความสนใจผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยกลุ่มที่สร้างขึ้นจะสามารถรวบรวมสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกันได้ในรัศมี 20 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะทางที่สามารถเดินทางมาจัดกิจกรรมร่วมกันได้

10. Eco-Superior

รัฐบาล ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงสังคม และธุรกิจ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่านอกจาก “การบริโภคสีเขียว” (Green Consumption) จะอยู่ในกระแส สินค้าประเภท Eco-Superior ซึ่งจะต้องมีความสามารถในการลดการสร้างมลภาวะ นอกเหนือไปจากการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมไปด้วย

ทั้งนี้ สินค้าประเภท ECO-Superior จะต้องลดมลภาวะที่เกิดขึ้นจากการผลิต และการใช้งาน ทั้งในแง่ของการใช้งาน การออกแบบ และยังต้องประหยัดพลังงานด้วย

เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคสีเขียวจะพบว่า มีผู้บริโภคถึงร้อยละ 40 ที่ยินดีที่จะซื้อสินค้าสีเขียว แต่ผู้บริโภคเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่ซื้อสินค้าสีเขียวจริง (ที่มา: Journal of Marketing, กันยายน 2010)

ผู้บริโภคร้อยละ 58 เห็นว่าสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีราคาแพงเกินไป และร้อยละ 33 เห็นว่าสินค้าดังกล่าวไม่ดีเท่าที่ควร

ผลิตภัณฑ์สีเขียวในตลาดอเมริกันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73 ระหว่างปี 2009 และ 2010 ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ “ฟอกเขียว” (Green Washing) หรือ “การตลาดเขียวปลอม” ที่ใช้ข้อมูลเพื่อปกปิด ปลอมแปลง หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างภาพว่าเป็น “บริษัทสีเขียว” ในสายตาผู้บริโภค

ตัวอย่าง

อุทยานแห่งชาติ Cinque Terre ในอิตาลีได้ประกาศในเดือนกันยายน 2010 ห้ามนำขวดพลาสติกเข้ามายังบริเวณอุทยานแห่งชาติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อขวดโลหะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และสามารถเติมน้ำดื่มได้จากก๊อกน้ำสาธารณะ


11. Owner-Less

ความสำเร็จของ Rent the Runway ที่ให้เช่าสินค้าแฟชั่น Avelle ที่ให้เช่ากระเป๋าแบรนด์เนม และ P1 ที่ให้เช่ารถหรู เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สำหรับลูกค้าแล้ว “การเข้าถึง” (access) สำคัญกว่า “การเป็นเจ้าของ” (ownership)

สำหรับผู้บริโภค “การเป็นเจ้าของ” หมายถึง ความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และการผูกมัด ในขณะที่ปัจจุบัน ผู้บริโภคเองมองหาความสะดวกสบาย รวมทั้งต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด

โดยธุรกิจเกี่ยวกับการเช่า (Leasing) ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและบริการใหม่ล่าสุด และดีที่สุดตลอดจนสร้างความสามารถในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังทำให้สามารถ “เข้าถึง”ความหรูหราที่เกินเอื้อมอีกด้วย


ตัวอย่าง
ตัวอย่างของ Owner-Less ได้แก่ ธุรกิจการให้เช่ารถของหลายบริษัท เช่น Zipcar ที่ให้บริการเช่ารถที่ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้บริการได้จากตั้งแต่ฝั่งแปซิฟิกในออสเตรเลียจนถึงบราซิล

Zipcar บริหารจัดการรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเพื่อให้บริการแก่สมาชิกทุกเวลาที่ต้องการ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งชั่วโมง ประเภทของสมาชิกมีทั้งแบบบุคคล และธุรกิจ โดยสมาชิกสามารถจองรถที่ต้องการในทำเลที่ต้องการทั้งทางออนไลน์และโทรศัพท์ รถแต่ละคันจะมีที่จอดรถโดยเฉพาะ ซึ่งปรกติแล้วจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านของสมาชิกนักเพื่อให้สามารถเดินไปรับรถได้

เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว บริษัทจะออกบัตรที่เรียกว่า Zipcard ให้ เมื่อสมาชิกจองใช้รถ บริษัทจะส่งสัญญาณแบบไร้สายไปที่รถเพื่อควบคุมให้รถเปิดให้กับคนที่จองในเวลาที่จองเท่านั้น

เทคโนโลยีของ Zipcar ช่วยให้บริษัททราบว่าสมาชิกล็อค และเปิดล็อคประตูรถในเวลาใด รวมทั้งขับไปไกลกี่ไมล์จึงไม่จำเป็นต้องใช้เอกสาร ทั้งนี้ บริษัทเป็นผู้จ่ายค่าน้ำมัน แต่สมาชิกเป็นคนรับผิดชอบการเติมเมื่อน้ำมันเหลือถึงหนึ่งในสี่โดยใช้บัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันที่บริษัทเตรียมไว้ให้

โดยสมาชิกจะจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้รถตามชั่วโมงการใช้งาน และระยะทางที่ใช้ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายจะรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกัน และค่าจอดรถ อัตราต่อชั่วโมงจะขึ้นอยู่กับทำเลและรถที่เลือก

ปัจจุบัน Zipcar มีสมาชิกประมาณ 225,000 คน มีเครือข่ายอยู่ใน 50 เมืองใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา และมีรถพร้อมให้บริการคนอเมริกัน 13 ล้านคัน ซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลเกินการเดิน 10 นาที นอกจากนี้ ยังได้ขยายเครือข่ายไปยังประเทศแคนาดา และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (ที่มา: www.tcdc.or.th)

ในขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ เช่น Hertz, Austin และ Mu ของค่าย Peugeot ก็ได้หันมาสนใจในตลาดนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mu ที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวในฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักร ที่ลูกค้าสามารถเลือกเช่าได้ตั้งแต่ รถยนต์ รถตู้ รถสกู๊ตเตอร์ และจักรยาน

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นเองก็ให้ความสนใจต่อการขยายบริการรถสาธารณะเช่นกัน โดยโครงการ “จักรยานสาธารณะ” ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหลายเมือง เช่น มินเนโซตา ลอนดอน เม็กซิโกซิตี้ และรูห์ โดยล่าสุด มหานครปารีสได้ขยายบริการไปยังรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Autolib ในขณะที่ผู้บริหารนิวยอร์กเองก็ได้ประกาศความร่วมมือกับ Zipcar



ณัฏฐิรา อำพลพรรณ - แปล