เมื่อใดที่กล่าวถึง “สุขภาพ” ก็มักจะมีความคิดในเรื่องโรคหรือความเจ็บป่วยเข้ามาเป็นแก่นอยู่ในบรรดาสิ่งทั้งปวงที่นึกถึง   ความปรารถนาของคนส่วนใหญ่ในเรื่องสุขภาพนี้จึงมักเป็นเจตนาเพื่อมุ่งหวังว่าจะหายป่วยหรือไม่ป่วย ดังนั้นจึงไม่เป็นการแปลกที่คนส่วนใหญ่จะเห็นว่า สถานที่ดูแลสุขภาพที่สำคัญก็คือโรงพยาบาล   ทั้ง ๆ ที่โรงพยาบาลเป็นสถานที่สำหรับบำบัดทุกข์ที่เกิดจากโรคหรือความเจ็บป่วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับ “ทุกขภาพ” ทั้งที่เราต่างก็พูดถึงคำว่า “สุขภาพ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายหนึ่งของ “ภาพ” ไว้ว่าภาพคือ “ความ, ความมี, ความเป็น, มักใช้ประกอบท้ายศัพท์ เช่น มรณภาพ ว่า ความตาย” ดังนั้น สุขภาพก็ควรจะแปลในทำนองเดียวกันได้ว่าเป็น “ความสุข”   ผู้เขียนเองก็มีความสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไม เราถึงไม่นำ “ความสุข” มาเป็นแกนหลักเมื่อเรานึกถึงสุขภาพกันบ้าง

เมื่อย้อนมองถึงข้อเท็จจริงที่ว่า หากเราตัดเรื่องโรคออกไป แล้วดูถึงสุขภาพของคนที่ไม่มีโรค เราจะพบว่าคนเหล่านี้ก็ยังมีสถานะสุขภาพไม่เท่ากัน ถ้าแบ่งเป็นชั้นเป็นระดับ ก็จะได้ออกมาเป็นหลายระดับเลยทีเดียว บางคนอาจมีสุขภาพในระดับที่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็มีบางคนที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมถึงที่สุด รอแต่เพียงเวลาที่โรคร้ายจะแสดงตัวออกมาเท่านั้น โรคร้ายที่กำลังจะเข้ามาเยือนนี้อาจทำให้พิการช่วยตัวเองไม่ได้อย่างในกรณีของภาวะอัมพาต หรือถึงขั้นรอวันตายอย่างในกรณีของโรคมะเร็ง ว่ากันไปแล้วคนเหล่านี้อาจมีสถานะสุขภาพอยู่ในระดับที่ย่ำแย่เสียยิ่งกว่าคนป่วยด้วยโรคเรื้อรังบางโรคหรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรงเสียด้วยซ้ำ


ความเป็นอยู่ที่ดีและมีสุขในชีวิตของคนเรานั้นมีอยู่ในหลายมิติ ดังมีคำกล่าวกันอยู่เสมอถึง ความสุขกายสบายใจ การได้ปิติดื่มด่ำในศรัทธาต่อสิ่งที่ยึดเหนี่ยวผูกพัน การที่สามารถควบคุมอารมณ์ให้สงบเยือกเย็นไม่ขึ้นลงไปตามเหตุการณ์ที่เกิดในชีวิตแต่ละวัน และการได้อยู่ในสังคมที่อบอุ่น อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่กันคนละมิติ แต่ก็ล้วนส่งผลถึงกันและกัน และต้องดำเนินไปอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน จึงจะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ไม่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เหมือนอย่างที่มักเป็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้นเมื่อจะใช้ความสุขมาเป็นหลักคิดเกี่ยวกับสุขภาพ แทนที่จะใช้ “โรค” เหมือนอย่างที่เคยใช้กันอยู่เสมอ   ผู้เขียนจึงขอใช้ทับศัพท์คำว่า “Wellness” แทนคำว่า “สุขภาพ”   ใจจริงแล้วผู้เขียนชอบใช้คำว่า “อายุวัฒนะ” เหมือนกับที่ได้ใช้ในบทความก่อน แทนที่จะใช้ทับศัพท์เป็นฝรั่งไปอย่างนี้ แต่โดยความเข้าใจของคนไทยทั่วไปแล้ว “อายุวัฒนะ” จะชวนให้เรานึกไปถึง “ยา” เสียเป็นส่วนใหญ่   สำหรับบทความนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะพูดถึงสุขภาพโดยไม่มีโรคเข้ามาพัวพัน แต่พอนึกไปถึงยาก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะคิดถึงของคู่กันแต่โบราณก็คือ “โรค”   ผู้เขียนจึงเจตนาจะเลี่ยงไปใช้คำอื่นแทน

Wellness ของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน คนที่มี Wellness อยู่ในระดับสูงจะมีความสามารถในการใช้ร่างกายที่แข็งแรงของตนให้เอื้ออำนวยต่อการประกอบกิจวัตรต่าง ๆ ทั้งที่ต้องอาศัยกลไกทางสรีรวิทยาและจิตวิทยาได้อย่างเชื่อมโยงสอดคล้องกันเป็นอย่างดี   คนเหล่านี้สามารถยืนหยัดเผชิญกับสภาพปัญหาที่ยากลำบากได้โดยปลอดโปร่ง และด้วยความพร้อมสมบูรณ์ที่มีอยู่ทำให้เขาเหล่านั้นมีเวลาให้กับสังคมและการพักผ่อนหย่อนใจ จึงส่งผลดีไปถึงคนรอบตัวที่คบหากันอีกด้วย



สมาคม Wellness ของเยอรมัน ได้กล่าวว่าการจะก้าวไปสู่ Wellness ในระดับสูงได้นั้น ต้องอาศัยกุญแจสำคัญอยู่หลายดอก เป็นต้นว่า วิถีชีวิตของคนผู้นั้น ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเอง การใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน   การให้บริการ Wellness Services จึงเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้กุญแจเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น และทำได้ดีขึ้น   เป็นที่ยอมรับกันว่าการให้บริการ Wellness Services แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก คือ ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย ด้านการผ่อนคลาย และด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันมีโรงแรมระดับ 3 -5 ดาวในสวิตเซอร์แลนด์หลายแห่งที่จัดให้มี Wellness Facilities ไว้ให้บริการแก่แขกที่มาพัก โดยร้อยละ 40 ของโรงแรมเหล่านี้ เปิดเผยว่า Wellness Facilities มีความสำคัญต่อพวกเขาทีเดียว

Wellness Facilities ที่พบได้ในโรงแรมเหล่านี้ พอจะจัดเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เป็น Wellness Facilities ที่พบได้มากกว่าครึ่งของโรงแรมที่กล่าวถึง ได้แก่ ห้องอบซาวน่า ห้องอบผิวสีแทน ห้องออกกำลังกาย และบริการนวด

กลุ่มที่ 2 เป็น Wellness Facilities ที่พบได้ ประมาณหนึ่งในสามของโรงแรมที่กล่าวถึง ได้แก่ อ่างน้ำวน ห้องอบไอน้ำ และสระว่ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรงแรมจะจัดให้มี Wellness Facilities แต่ Facility เหล่านี้ อาจมีลักษณะเป็นเพียงอุปกรณ์หรือสถานที่ที่เปิดให้แขกผู้มาเยือนสามารถเข้าไปใช้ได้ โดยไม่มีการจัดบริการให้อย่างเป็นระบบ โดยมีเพียงประมาณ 1 ใน 7 ของโรงแรมระดับ 3-5 ดาวในสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้นที่เปิดให้บริการ Wellness Services ครบทั้งสี่ด้าน

การให้บริการ Wellness Service หรือการมี Wellness Facility อยู่ในโรงแรมนั้นจึงไม่เหมือนกัน แม้แต่โรงแรมประเภท Wellness Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีความพิเศษเฉพาะตัวซึ่งมีบริการ Wellness Services ควบคู่ไปกับบริการด้านที่พักและอาหารซึ่งเป็นบริการปกติของโรงแรมทั่ว ๆ ไป นั้น ก็อาจมี Wellness Facilities ไม่ครบไปทุกอย่าง ในทางกลับกันโรงแรมหลายแห่งที่มี Wellness Facility ก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็น Wellness Hotel   ทั้งนี้ก็เพราะ Wellness Facility เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ Wellness Hotel เท่านั้น


องค์ประกอบของ Wellness Hotel ประกอบด้วย

1. Know-how
หรือ ความรู้ความชำนาญ/ประสบการณ์ในวิธีการหรือเทคนิคการให้บริการ

2. Medical supervision
หรือ การให้บริการนั้นได้รับการควบคุมดูแลโดยทางการแพทย์

3. Individualised care
หรือ การให้บริการมีการเตรียมหรือเฉพาะสำหรับผู้รับบริการแต่ละราย

4. Informatation
หรือ การมีแหล่งให้ข้อมูลข่าวสารด้าน Wellness โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริการที่จัดไว้และการนำไปใช้ปฏิบัติต่อเมื่อกลับไปบ้านแล้ว รวมถึงคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนเข้าใช้บริการเพื่อให้ได้ประโยชน์หรือความพอใจจากการใช้บริการสูงสุด

5. Relaxation
หมายถึง การสร้างความผ่อนคลาย สบายใจให้กับแขกที่มาพัก ได้แก่สถานที่ตั้ง ตลอดจนสภาพแวดล้อมรอบๆ โรงแรม และการจัดบรรยากาศภายในโรงแรม ทั้งนี้ยังรวมถึงบริการที่อาจมีไว้เพื่อประโยชน์ในการเสริมให้แขกที่เข้าพักในโรงแรมได้รับความผ่อนคลาย และคลายความตึงเครียด เช่น การนวด

6. Beauty ซึ่งในที่นี้มิได้หมายถึงการเสริมสวยแต่งหน้าทำผม แต่เป็นการดูแลสุขภาพผิวกาย ใบหน้า ผม ตลอดไปจนถึงเล็บ อาจด้วยการชำระล้างทำความสะอาด หรือบำรุงสภาพด้วยวิธีการต่างๆ

7. Courses
หมายถึง โปรแกรมที่มีองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้ได้ผลต่อสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น โปรแกรมลดน้ำหนัก โปรแกรมล้างพิษ หรือแม้แต่การฝึกสอนโยคะ ไท่ชิ ชี่กง หรือการทำสมาธิ
8. Wellness facilities โดย Wellness Facilities ที่พบใน Wellness Hotels เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ สระว่ายน้ำ (ร้อยละ 95) ห้องอบซาวน่า (ร้อยละ 90) ห้องอบผิวสีแทน (ร้อยละ 85)ห้องออกกำลังกาย (ร้อยละ 80) ห้องอบไอน้ำ (ร้อยละ 70) อ่างน้ำวน (ร้อยละ 65) และศูนย์การแพทย์ (ร้อยละ 50)

หากปรับเปลี่ยนมุมมองจากผู้ให้บริการไปยังผู้ใช้บริการแทนแล้ว พบว่าผู้ใช้บริการ Wellness Hotel ถึง 2 ใน 3 เป็นหญิง มีอายุเฉลี่ยประมาณ 53 ปี ส่วนใหญ่มีการศึกษาสูง โดยเฉลี่ยแล้วจะเข้าพักอยู่ในโรงแรมนาน 8 วัน ปัจจัยสำคัญที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญ คือ สถานที่ตั้ง ตลอดจนสภาพแวดล้อมรอบ ๆ โรงแรม และการจัดบรรยากาศภายในโรงแรม   ทั้งนี้ การจัดให้มีสระว่ายน้ำก็เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ผู้บริการมองข้ามไปจนทำให้ผู้ใช้บริการขาดสิ่งที่ต้องการไป ได้แก่ การไม่มีสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ การจัดให้ผู้ใช้บริการได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์น้อยเกินไป

ผู้ที่นิยมเข้าใช้บริการใน Wellness Hotel ก็มิได้เหมือนกันไปทั้งหมด แต่ก็ยังพอจะจัดแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ 4 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่ต้องการใช้บริการ Wellness Services เป็นหลัก
2. กลุ่มที่ต้องการใช้ Wellness Facility โดยไม่ต้องการคนมาคอยดูแล
3. กลุ่มที่มาด้วยวัตถุประสงค์ต้องการเข้ารับการดูแลปัญหาสุขภาพ
4. กลุ่มที่ต้องการมาพักผ่อนหย่อนใจเป็นหลัก

ประมาณง่าย ๆ ว่า หากเราไปสัมภาษณ์ผู้นิยมใช้ Wellness Hotel จำนวน 10 ราย จะพบว่า
- 4 ราย อยู่ในกลุ่มที่ต้องการใช้บริการ Wellness Services เป็นหลัก
- 3 ราย อยู่ในกลุ่มที่ต้องการใช้ Wellness Facility โดยไม่ต้องการคนมาคอยดูแล
- 2 ราย อยู่ในกลุ่มที่มาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเข้ารับการดูแลปัญหาสุขภาพ
- 1 ราย อยู่ในกลุ่มที่ต้องการมาพักผ่อนหย่อนใจเป็นหลัก


กลุ่มที่ต้องการใช้บริการ Wellness Services เป็นหลักนั้น ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารตลอดจนคำแนะนำ การดูแลเป็นรายบุคคลไม่ใช่เป็นกลุ่ม ความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการ และการมี Wellness Services ที่หลากหลายครบถ้วนบริบูรณ์ให้เลือกใช้   สามในสี่ของคนกลุ่มนี้เป็นหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 48 ปี ขึ้นไป และส่วนใหญ่จะมาโดยลำพังคนเดียวไม่ได้มาเป็นคู่

กลุ่มที่ต้องการใช้ Wellness Facility โดยไม่ต้องการคนมาคอยดูแลนั้น มีลักษณะเหมือนกลุ่มที่ต้องการมาพักผ่อนหย่อนใจเป็นหลัก ในแง่ที่ว่าส่วนใหญ่เป็นชายและมักไม่ค่อยมาคนเดียว แต่ก็ต่างกันตรงที่กลุ่มแรกมีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า คือ ประมาณ 49 ปี มีการศึกษาสูง และถึงแม้จะไม่ต้องการอะไรเหมือนกัน แต่กลุ่มแรกมีความต้องการ Wellness Facility ที่หลากหลายและเปิดให้เข้าไปใช้ได้โดยอิสระเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนกลุ่มที่มาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเข้ารับการดูแลปัญหาสุขภาพนั้น หกในสิบรายเป็นหญิงมักอยู่คนเดียว หากไม่เป็นโสด ก็อาจหย่าร้าง หรือแยกกันอยู่ อายุเฉลี่ยประมาณ 53 ปี กลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญในทางการแพทย์ การให้คำแนะนำ และการดูแลเอาใจใส่ ในขณะที่แทบจะไม่สนใจกับ Wellness Facility เลย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีวันพักยาวนานที่สุด คือ มักจะนานกว่า 10 วัน

ในสภาวะที่ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันสูงยิ่งอย่างในปัจจุบัน การสร้างความพิเศษให้กับโรงแรมโดยอาศัยความตื่นตัวและใส่ใจด้านสุขภาพของกลุ่มประชากรรุ่น Baby Boomer มาเป็นจุดสำคัญ ผนวกกับมุมมองใหม่ทางสุขภาพในเชิงบวก มองถึงความสุขและสุขภาพ แทนที่จะมีทัศนะในทางลบคือมุ่งกำจัดโรคให้พ้นไปอย่างที่ทำกันมาในโรงพยาบาล ซึ่งอาจได้สุขภาพกายที่ดีขึ้น แต่ไม่แน่นักว่าเจ้าของกายนั้นจะเป็นสุขหรือทุกข์   Wellness Hotel เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงแรมขนาดเล็กในประเทศไทย


เรื่อง : นพ.ธานินทร์ สนะรักษ์ - แพทย์เชี่ยวชาญ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข