ที่มาภาพ : http://enchantingeden.wordpress.com

 

Sonu Shivdasani

ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการใหญ่ Six Senses Resort & Spa
สิ่งสำคัญที่ Six Senses Resort & Spa นำเสนอแก่ลูกค้า คือ วิถีชีวิตเนิบช้า (Slow Life) และการทำให้กลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่า (Rejuvenation) ผ่านการเรียนรู้ (Learning) การเข้าไปสัมผัสกับชุมชนท้องถิ่น (Locality) ประสบการณ์และความสนุกสนาน (Experience & Fun) และการพักผ่อน (Relaxation)

 

Six Senses Resort & Spa พยายามนำเสนอสินค้าหรู (Luxury Product) แก่ผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตประจำวันในป่าคอนกรีต ด้วยอากาศบริสุทธิ์และอบอุ่น ผักและอาหารทะเลสดที่สามารถหาได้ภายในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น Soneva รีสอร์ทระดับ 6 ดาว ในเครือซิกซ์เซนส์ที่เกาะกูด ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์จากการนั่งเรือผ่านป่าชายเลนปากแม่น้ำ จากนั้นจะพบชาวบ้านที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ พร้อมเครื่องปรุงที่ซื้อมาจากตลาดในตอนเช้า และปรุงอาหารให้ลูกค้ารับประทานสดๆ เช่น สลัด และห่อหมกจากปลาสด

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอที่พักด้วยแนวคิดของ “แสงดาว” (Down with the bare feet with stars) ที่เกาะยาวน้อยสำหรับลูกค้าที่อยู่อาศัย ท่ามกลางแสงไฟและมลพิษ

ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอสินค้าและบริการด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น สระว่ายน้ำในก้อนหิน ศาลาไทยที่มีการบริการอาหารในตะกร้าที่ทำจากไม้ไผ่และทางมะพร้าว

สำหรับ Six Senses Resort & Spa จะออกแบบที่พักทุกแห่งให้กลมกลืนกับธรรมชาติ โดยใช้วัสดุภายในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการจ้างพนักงานจากชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย ทั้งนี้ พนักงานของซิกซ์เซนส์จะมีตำแหน่งเป็น “เจ้าของบ้าน” (Host) เพื่อสร้างความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) เนื่องจากวัฒนธรรมของชาวตะวันออกจะถือว่าการได้รับแขกที่บ้านเป็นเกียรติ

กรกต  อารมย์ดี
นักออกแบบและผู้ประกอบการสร้างสรรค์ผู้ให้กำเนิดระบบหัตถอุตสาหกรรม

กรกตสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ที่ใช้เทคนิคโบราณในการทำตัวนักษัตรและว่าวในช่วงสงกรานต์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากวัดและปู่ จากนั้นจึงทดลองกับวัสดุจริง และพบว่าไม้ไผ่สีสุกจากบ้านเกิดที่จังหวัดเพชรบุรีเป็นวัสดุที่สามารถนำมาสร้างสรรค์งานได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังได้ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารโบราณ และนักแข่งว่าว


ที่มาภาพ : www.korakot.net


กรกต อารมย์ดี เป็นนักออกแบบและผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ผู้ให้กำเนิดระบบหัตถอุตสาหกรรมซึ่งเป็นการทำงานรูปแบบใหม่เพื่อผลิตชิ้นงานหัตถกรรมคุณภาพดีในปริมาณมาก สามารถดึงเม็ดเงินจากทั้งในและนอกประเทศเข้ามาจุนเจือรอบรั้วบ้านเกิดของตนในจังหวัดเพชรบุรี กรกตเป็นชาวเพชรบุรีที่เข้ามาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ แต่หลังจากเรียนจบ เขาเลือกที่จะกลับมาเปิดโรงงานผลิตงานฝีมือจากไม้ไผ่สานที่บ้านเกิด ผลิตภัณฑ์ของกรกตมีตั้งแต่โคมไฟชิ้นเล็กไปจนถึงประติมากรรมชิ้นใหญ่ รับออเดอร์จากการออกงานแฟร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ

จุดแข็งที่ทำให้กรกตตีตลาดต่างประเทศได้ คือ ความสามารถในการทำชิ้นงานที่มีความละเอียดประณีตได้ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการกระจายงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยตัวกรกตเป็นคนออกแบบ แล้วส่งงานต่อให้ช่างฝีมือและชาวบ้านในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงที่ว่างจากการทำงานเป็นผู้ผลิตชิ้นงานรวมถึงสร้างและฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นช่างฝีมือด้วย กลายเป็นธุรกิจที่ยกระดับงานฝีมือชาวบ้านให้ออกไปสู่ตลาดนอกประเทศ และยกระดับชีวิตของคนในชุมชนจากการกระจายรายได้กลับสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักออกแบบที่ใช้วิชาด้านศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ติดตัวเลี้ยงชีวิตตนเองและอีกหลายชีวิตในชุมชน เขาเชื่อมโยงจุดแข็งโดยเอา “ฝีมือ” ที่ติดตัวคนไทยอยู่แล้ว มาปรับใช้ให้เข้ากับกระแสโลก เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน (ที่มา: www.tcdc.or.th)

Dr. Chandra K. Katiyar
หัวหน้าการวิจัยด้านศูนย์วิจัยและพัฒนา Dabur Research & Development Center

ศูนย์วิจัยและพัฒนา Dabur ให้ความสำคัญกับ “ความรู้ดั้งเดิม” (Traditional Knowledge) ของอินเดีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกขั้นตอนของชีวิต เพื่อความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดี



ที่มาภาพ : จาก  presentation  ของ Dr. Chandra K. Katiyar

 

ทั้งนี้ “ความรู้ดั้งเดิม” เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพนั้น จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ Achara หรือ แบบแผนด้านพฤติกรรม Aahar หรือ แบบแผนเกี่ยวกับอาหาร และ Dravya หรือแบบแผนเกี่ยวกับการรักษาโรค ซึ่งจะช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย จิตใจ และสังคม

สำหรับยาที่จะใช้รักษาโรคตาม “ความรู้ดั้งเดิม” ที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารโบราณ และภูมิปัญญาจากคนในชุมชนท้องถิ่น จะถูกผลิตจากคนในท้องถิ่น เช่น การเพาะปลูกสมุนไพรในป่าชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง Traditional Medicine Institute เพื่อศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์จาก “ความรู้ดั้งเดิม”

Dr. Mei Song
ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แห่งนครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน



ที่มาภาพ : จาก  presentation  ของ Dr. Mei Song


ปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจในเมืองปักกิ่งได้ถูกเปลี่ยนผ่าน และพึ่งพิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยผู้บริหารของเมืองได้จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 9 แห่ง ดังนี้

♣ Art and Cultural Performance ประกอบไปด้วย โรงละครแห่งชาติ และโรงละครย่อยอีกกว่า 100 แห่ง
♣ Press and Publication ซึ่งสร้างรายได้ โดยครองส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของจีดีพี
♣ Radio, Film and Television ในเมืองปักกิ่งมีบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ถึง 50 แห่ง สูงที่สุดในสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย
♣ Cartoon and Online Games ซึ่งมีการส่งออกไปยัง 40 ประเทศ และสร้างรายได้มากกว่า 20 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
♣ Advertisment and Exhibition โดยมีบริษัทโฆษณาในปักกิ่งกว่า 3,000 แห่ง และเคยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน Beijing International Auto Show ซึ่งถือว่าเป็นงานแสดงรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง
♣ Art Trade ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 15,000 ล้านหยวน
♣ Design Services โดยมีผลงานสำคัญจาก การออกแบบสนามกีฬาโอลิมปิก
♣ Cultural Tourism ซึ่งมีการเติบโตเป็นอย่างมาก โดยในปี 2009 สามารถสร้างรายได้ถึงร้อยละ 6.9 ของจีดีพีของเมืองปักกิ่ง
♣ Culture and Sport โดยอุตสาหกรรมกีฬาของเมืองสามารถสร้างรายได้ร้อยละ 1 ของจีดีพี สูงที่สุดในสาธารณรัฐประชาชนจีน 



เรียบเรียง : ณัฏฐิรา อำพลพรรณ