ที่มาภาพ : จาก  presentation  ของ Kofi Ansah

Kofi Ansah นักออกแบบชาวแอฟริกา ได้แสดงความเห็นว่า “แฟชั่น” ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการ ทั้งนี้ การย้อนกลับมาใช้ “ความดั้งเดิม” เป็นจุดขายของสินค้าและบริการจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับ “แบรนด์” โดยยกตัวอย่างแฟชั่นของ Cartier ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวกานา

เช่น ภาชนะใส่น้ำบนศีรษะ เนื่องจาก “ความดั้งเดิม” และ “ความเป็นของแท้” (Authentic) จะสะท้อนถึงผู้คน วิถีชีวิต วัฒนธรรม แนวคิด และระบบการให้คุณค่าของผู้คนในสังคมหนึ่งๆ

นอกจากนี้ Kofi ยังเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมแอฟริกันที่ถูกนำเสนอรวมกันแบบ “African Culture” นั้นไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากวัฒนธรรมของชาวแอฟริกันจริงๆ แล้วมีความหลากหลายมาก เช่น วัฒนธรรมมาไซ



ที่มาภาพ : จาก  presentation  ของ Sean Freeman


Sean Freeman ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์จากประเทศอังกฤษ เห็นว่า การออกแบบที่สร้างสรรค์ควรเริ่มต้นจากการใช้วัตถุดิบที่แตกต่าง ทั้งนี้ การสร้างสรรค์ผลงานด้วย “มือ” และการทดลองด้วยเทคนิคที่หลากหลายนอกเหนือไปจากการใช้โปรแกรมด้านกราฟฟิค ก็จะช่วยสร้างผลงานที่โดดเด่น

ทั้งนี้ ผู้ที่สื่อสารผ่านทางภาพ (Illustrator) จะทำหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้สื่อสารระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

ที่มาภาพ : จาก  presentation  ของ Pomme Chan


Pomme Chan ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในอังกฤษ ซึ่งมีผลงานผ่านสื่อเคลื่อนที่ เช่น รถตู้ สเก็ตบอร์ด สโนว์บอร์ด และเคยได้รับการตีพิมพ์ผลงานในหนังสือพิมพ์ New York Times

ทั้งนี้ การสร้างสรรค์ผลงานในครั้งแรกจะเป็นการวาดด้วย “มือ” จากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนการทำงานด้วย คอมพิวเตอร์กราฟฟิค

ส่วนสำคัญของการทำงานด้านศิลปะให้กับแบรนด์ทั้งหลาย คือการเข้าใจถึงรายละเอียดความต้องการของลูกค้าอย่างถูกต้อง

ดร.ศิริกุล  เลากัยกุล นักวางแผนกลยุทธ์และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด กล่าวว่าในปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคที่เรียกว่า Conceptual Age ซึ่งให้ความหมายกับการสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ยังคงมีความสับสนว่าแบรนด์คืออะไร โดยยังมีความสับสนระหว่างแบรนด์ โลโก้ เครื่องหมายการค้า (Trademark) และตัวสินค้า

แบรนด์ คือ “ประสบการณ์ทั้งหมด” (Total Experience) และ “ชื่อเสียง” (Reputation) ของสินค้าและบริการ
กรณีตัวอย่างของแบรนด์ที่จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ Starbucks ที่เป็น “สถานที่ที่สาม” (Third Place) ที่สามารถไปได้ทุกที่และทุกเวลา (wherever and whenever to go)

ทั้งนี้ องค์ประกอบของแบรนด์ในส่วนที่เป็น “ประสบการณ์ทั้งหมด” (Total Experience) มีดังนี้
- Performance หมายรวมถึง สินค้าและบริการ และสมรรถนะหลัก (Core Competency)
- Behavior แบ่งออกเป็นวัฒนธรรมของการให้บริการและคุณภาพของการบริการ
- Identity รวมถึง การเป็นที่จดจำ (Recognition) และความเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการ (Association)

ตัวอย่างของแบรนด์ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์

โมเดลของแบรนด์


กรณีศึกษาของ iPod

Q&A
Q :  ทำอย่างไรแบรนด์จึงจะประสบความสำเร็จ
Kofi  :  เรียนรู้จากความสำเร็จ และสร้างสรรค์จากทุกอย่างที่มีความเป็นไปได้
Sean   :  ฝันที่จะปรับปรุงผลงานตลอดเวลา อย่ายอมแพ้ก่อนประสบความสำเร็จ พยายาม
สร้างสรรค์ ชิ้นงานจากการเล่นและหาหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา ไม่ควรกังวลถึง “เวลา” ที่จะต้องใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นหนึ่ง ควรให้เวลากับการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

Q  :  ผลงานการสร้างสรรค์จะเหมือนเดิมหรือไม่ เนื่องจากเมื่อศิลปินสร้างงานออกมาระยะหนึ่งแล้ว การถ่ายทอดประสบการณ์ (Experience) ในชิ้นงานก็จะไม่มีความแปลกใหม่อีกต่อไป
Pomme :  ศิลปินจะต้องคงแนวคิด (Theme) และรูปแบบของงาน (Style) แล้วเปลี่ยนส่วนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ (Experience) และ สิ่งแวดล้อม (Environment) ในขณะนั้น

Q  :  มูลค่าของแบรนด์สามารถคิดออกมาเป็นตัวเงินได้หรือไม่
A  :  แบรนด์มีมูลค่าอยู่ในตัวเอง หากแต่เจ้าของแบรนด์จะไม่สามารถคิดราคาแบรนด์สูงกว่า สิ่งที่แบรนด์มีอยู่


 

เรียบเรียง : ณัฏฐิรา อำพลพรรณ