ที่มาภาพ : www.pagef30.com

หัวข้อ Shaping the E-Tourism Paradigm : Revolution of Technology and its impact on Tourism โดยมีวิทยากร 3 ท่านได้แก่

1. Hyun-young Kim (Chief Business officer, Daum Communications Corp)
2. Janghyuk Lee (Associate Professor, Korea University)
3. Jens Thraenhart (Global Tourism and Hospitality Strategist, Chameleon Strategies)

4. Jo-young Kim (Executive Director, Korea Tourism Organization)

ผู้ดำเนินรายการคือ Chulwon Kim (Dean, College of Hotel & Tourism Management มหาวิทยาลัย Kyung Hee

Roadview and The New E-Tourism นำเสนอโดย Hyun-young Kim
Roadview เป็นบริการด้านแผนที่ออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่มีภาพมุมกว้างของสถานที่ เพื่อให้ทราบถึงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ที่เราต้องการหาข้อมูล พร้อมทั้งมีที่อยู่ของสถานที่นั้นกำกับอยู่ด้วย เทคโนโลยีที่ใช้ได้แก่ Capture, Moving, DB Process, Image Process

1. การให้บริการ Roadview ของบริษัท Daum มีพื้นที่ครอบคลุมกว้างขวางที่สุดถึง 120,000 กม. มีข้อมูลภาพถึง 13 ล้านภาพ และเป็นบริการแผนที่ที่แสดงภาพมุมกว้างที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของเกาหลี และเป็นรายเดียวที่การบริการเปิดให้ API (Application Programming Interface) สำหรับเว็บ และโทรศัพท์มือถือในเกาหลี จุดให้บริการครอบคลุมสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงโซล 120 สถานี และยังสามารถหาข้อมูลสถานที่ / กิจกรรมทางวัฒนธรรมและบันเทิงในพื้นที่ใกล้เคียงได้โดยดูจากแผนที่ของ Daum 

2. ธุรกิจ Roadview มีหลายรูปแบบเช่น Roadview สำหรับ F1 Korean Grand Prix ที่เปิดตัวเมื่อเดือน ตุลาคม 2010 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งหย่อนใจ ธุรกิจ และสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังใช้บอกตำแหน่งที่ตั้งของสถานีรถใต้ดิน ตลาด สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ และสวนสาธารณะเป็นต้น

3. ขณะนี้  Roadview อยู่ในระหว่างเตรียมการสำหรับให้บริการแก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวบนเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย สำหรับคุณค่าที่ลูกค้าได้รับคือ Roadview เป็นมัคคุเทศก์ที่ชาญฉลาด (smart guide) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้ภาพของการใช้เวลาพักผ่อน ที่พักและการทำกิจกรรมระหว่างพักผ่อน อีกทั้งเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ และอีเมล และยังเป็นการเก็บความทรงจำที่ดี ที่เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของคนกับสถานการณ์ที่ที่ได้ไปเยือน

4. คุณสมบัติของ Roadview for E-tourism คือ
• เป็น Online Ad ที่มีอำนาจ สามารถให้ข้อมูลที่มีเนื้อหามาก ซึ่งสามารถขับเคลื่อนการตลาดบน Search Engine ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• เป็นการเก็บข้อมูลของมรดกทางวัฒนธรรม และข้อมูลทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ไว้ในรูปแบบดิจิตอลที่มีคุณค่าสูง
• เป็นการนำเนื้อหาที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์
• เป็นพื้นฐานสำหรับการขยายตัวในระบบโทรศัพท์มือถือ IPTV, PC และอื่นๆ
• มีเนื้อหาที่ครอบคลุมทั่วโลก สามารถให้บริการได้ทั้งผู้ใช้ภายในประเทศและต่างประเทศ
• เป็นบริการที่ใช้งานง่ายเนื่องจากเป็น location-based ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ และมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากกว่าตัวหนังสือและภาพนิ่ง

Mobile Internet & Tourism นำเสนอโดย Jaughyuk  Lee


ที่มาภาพ : www.mba2010.wikidot.com


มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือการเปรียบเทียบการดำเนินการด้านการตลาดแบบเดิมกับการดำเนินการผ่านอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันได้รับความสนใจจากผู้บริโภคแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งสรุปได้ว่า อินเตอร์เน็ตมีข้อได้เปรียบ คือ
• เป็นการสื่อสาร 2 ทาง
• มีเนื้อหาที่หลากหลายรูปแบบ (ตัวหนังสือ, เสียง, วีดีโอ)
• ผู้ใช้มีส่วนร่วม (เช่น community forum)
• การส่งผ่านข้อมูลทำได้ง่าย (เช่น post scrap)

การใช้อินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือมีประสิทธิภาพมากกว่าอินเตอร์เน็ตบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เพราะ
• สามารถใช้งานได้ทุกขณะ
• การบริการเน้นความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
• ครอบคลุมทุกพื้นที่

การเจาะตลาดของสมาร์ทโฟนที่รวดเร็ว
• สหรัฐอเมริกาและแคนาดา : 33%
• ยุโรปตะวันออก 28%
• ญี่ปุ่น 22.6%
• เกาหลีใต้ 15%
• จีน 12%

อินเตอร์เน็ตไร้สายถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการท่องเที่ยวโดยการ
• อัพโหลด เพื่อแบ่งปันข้อมูล เป็นเครื่องมือในการให้บริการ Social network เช่น Facebook, Twitter, Foursquare และการแบ่งปันข้อมูล (Content Sharing) เช่น Flickr, Picasa, Youtube
• ดาวน์โหลด เช่นการสืบค้นข้อมูลเพื่อใช้งาน การหาข้อมูลนำเที่ยวที่ต่างๆ

สิ่งที่ควรทำสำหรับผู้ให้บริการรายสำคัญ
• ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งข้อมูลแบบเปิดมีทั้งข้อความ เสียง และภาพเคลื่อนไหว สามารถดาวน์โหลดได้ง่าย และผู้ใช้สามารถส่งต่อข้อมูลได้
• การเข้าถึงเครือข่ายต้องไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีในอัตราที่ไม่สูง และจ่ายได้ง่ายมีจุดบริการ wifi hot spots
• พันธมิตร มีการจำหน่ายสินค้าผ่าน etailers และ E-ticket ที่สามารถซื้อล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องต่อคิว

Chameleon Strategies การใช้กลยุทธ์การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง นำเสนอโดย Jens Thraenhart

การตลาดที่ใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงกันผ่านสื่อที่เหมาะสม เราต้องพิจารณาตนเองว่าเราก้าวตามประเทศอื่นๆ ทันหรือไม่ และเรามีความเกี่ยวข้องในเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ทำหรือไม่ โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศต่างๆ ดังนี้
จีน: มีจำนวนผู้ใช้ออนไลน์มากที่สุดในโลก โดยมี blogging community ที่ใหญ่ที่สุด
อินเดีย: การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตต่ำ แต่มีฐานผู้ใช้งานที่เติบโตเร็ว โดยการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ มี 50% ของรายได้จาก e-commerce ทั้งหมด
อินโดนีเซีย: การเติบโตของอินเตอร์เน็ตสูงถึง 900% ตั้งแต่ปี 2000 โดยการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์สูงถึง 75% ต่อปี
ญี่ปุ่น: เป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับโมบาย วีดีโอของโลก โดยครึ่งหนึ่งของสินค้าที่ซื้อออนไลน์ทำผ่านโทรศัพท์มือถือ
มาเลเซีย: เป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นในดิจิตอลแบรนด์สูงที่สุดในเอเชีย โดย 70% ของชาวมาเลเซียทำการซื้อสินค้าออนไลน์
สิงคโปร์: เป็นประเทศที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก โดยมีอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือถึง 125% ในปี 2009
เกาหลีใต้: มีอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิกโดย 99% ของชาวเกาหลีทำการซื้อออนไลน์
ประเทศไทย: 60% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยซื้อสินค้าออนไลน์ โดย
50%ของนักชอปออนไลน์มีความภักดีต่อเว็บไซต์เดิมที่เขาใช้บริการ
เวียดนาม: มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 20% โดยมีอัตราการเติบโตปีละ 30% และมีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวออนไลน์ (online travel) จะเติบโตถึง 200% ต่อปี    

ปริมาณการใช้ blog ของเอเชียสูงที่สุด โดยมีจีนเป็นผู้นำ มีปริมาณถึง 43 ล้าน อันดับสองคือ สหรัฐอเมริกามีจำนวน 26.4 ล้าน และอันดับที่ 3-5 ก็เป็นประเทศในเอเชียทั้งสิ้น คือ ญี่ปุ่น 14 ล้าน อินเดีย และเกาหลีใต้ 8.7 ล้าน

 

ที่มาภาพ : www.newsodrome.com


ดิจิตอลมีเดียของประเทศจีน มีผู้ครองตลาดเป็นเว็บไซต์ท้องถิ่น เนื่องจากเว็บไซต์จากต่างประเทศหลายเว็บถูกรัฐบาลเซ็นเซอร์ เช่น Facebook, Twitter, YouTube สำหรับเว็บที่ชาวจีนนิยมใช้ได้แก่ sina.com.cn, youku.com, kaixin.com, Tudou.com, renren    

เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการสร้าง และการแชร์ข้อมูลของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในจีนกับในสหรัฐอเมริกาพบว่าชาวจีนสร้างข้อมูลในบล็อคถึง 40% ขณะที่ชาวอเมริกันสร้างบล็อกเพียง 21%

Social Media เป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของชาวจีนยุคใหม่

Digital Story telling & The Future of Tourism นำเสนอโดย Jo Young Kim

วิวัฒนาการของเว็บ ในช่วงแรกเป็นการขยายตัวของข้อมูลที่พกพาไปได้ง่าย จากเดิมเป็นลักษณะสิ่งพิมพ์มาสู่คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ / มัลติมีเดีย และปัจจุบันวิวัฒนาการมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน และเริ่มมีเว็บ 2.0 ตั้งแต่ปี 2004 ที่นับเป็นคลื่นลูกแรก ส่วนคลื่นลูกที่ 2 คือ web2 เริ่มขึ้นเมื่อเดือน มิถุนายน 2009 โดยสมาร์ทโฟนและเว็บ2 มีวิวัฒนาการร่วมกันในปี 2010 เมื่อมีเว็บ 2 ทำให้สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ตลอด 24 ชม. และเกิดการเติบโตของข้อมูลในเว็บ2 อย่างมหาศาล


ที่มาภาพ : www.insynrg.com

การปฏิวัติของสมาร์ทโฟน ทำให้ชีวิตของผู้ใช้สมาร์ทโฟนสะดวกสบายขึ้น โดยสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย ฟังเพลง อ่านข่าว เช็คสภาพการจราจร เช็คอีเมล ดูวิดีโอ ซื้อของ เล่นเกมส์ เปิดเว็บไซต์ รวมทั้งตั้งนาฬิกาปลุก และอื่นๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลาดของสมาร์ทโฟนทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าในปี 2013 จะมีส่วนแบ่งในตลาดถึง 38.5% และสามารถให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวได้หลายรูปแบบ (ตัวอักษร, รูปภาพ, เสียง, วิดีโอ) หลายช่องทาง (เว็บไซต์, โทรศัพท์มือถือ / สมาร์ทโฟน, สมาร์ททีวี, Kiosk, MP3, Navigation) และข้อมูล

การท่องเที่ยวกับการเล่าเรื่องราว อาจเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งแต่ยุคสังคมเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรม สังคมข้อมูลข่าวสาร การปฏิวัติของดิจิตอล และการก้าวสู่สังคมในฝัน ซึ่งเน้นระบบการสร้างความมั่งคั่งผ่านการสร้างสรรค์จินตนาการ และสามารถเชื่อมโยงกับการเล่าเรื่องราวในอนาคตที่จะต้องรวมเอาความสนุกสนาน เนื้อหาสาระ และความเห็นอกเห็นใจเข้าไว้ด้วยกัน โดยปัจจุบันเป็นการเล่าเรื่องราวผ่านดิจิตอลเทคโนโลยีต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน MP3 การเล่าเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวผ่านสื่อ หรือโดยการบอกเล่าปากต่อปากสู่นักท่องเที่ยวจะนำไปสู่การสร้างชุมชนของนักท่องเที่ยวที่จะทำให้เรื่องราวเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือ หรืออาจทำให้เรื่องราวนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้

Digital Story telling หรือการเล่าเรื่องราวผ่านสื่อดิจิตอลอาจเป็นเรื่องราวของสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์แสดงวัฒนธรรมและความเป็นมาของเมือง / ชุมชน และอนาคตของการท่องเที่ยวในสังคมในฝันจะต้องมีการสร้างเรื่องราวที่มีคุณภาพ

ช่วงที่ 2 เป็นการสัมมนาในหัวข้อ E-Tourism : Contributing to Sustainable and Responsible Growth มีวิทยากรได้แก่

1. Prof. Dimitrios Buhalis (Professor, ICTHR, Bournemouth University, UK)
2. Si joong Kim (Professor, Woosong University)
3. Liz Ward (CEO, Australian Tourism Data Warehouse)
4. Javier Gonzalez-Soria (Managing Director, Google Travel Spain)
ดำเนินรายการโดย ดร.วไลลักษณ์  น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงโซล

e-Tourism FUTURES นำเสนอโดย Prof Dimitrios Buhalis

ประเด็นที่น่าสนใจคือ e-Tourism จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอนาคต และผู้คนทุกวัยจะสามารถเข้าถึงได้ วิวัฒนาการทางภูมิศาสตร์ของการท่องเที่ยวเป็นไปตามการพัฒนาของการกระจายของดิจิตอล ประเทศที่มีการใช้จ่ายในด้านการท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นกลุ่มเดียวกับประเทศที่มีการบันทึกว่ามีดัชนีความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบดิจิตอลสูงที่สุด

การคาดการณ์อนาคตใน 20 ปีข้างหน้า : ปี 2010-2030
• เทคโนโลยีที่เรียกว่า Convergence, Ambient Intelligence และความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างกันจะเกิดขึ้น
• ICT ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันและโครงสร้างของอุตสาหกรรม
• eTourism ให้อำนาจกับประสบการณ์ในการท่องเที่ยว
• การบริการมีพื้นฐานจากข้อมูลแวดล้อม (สถานที่ / อารมณ์ / จุดประสงค์ / ความรู้สึก)
• มีความเป็นส่วนตัวและการสร้างความแตกต่าง
• มีข้อมูลที่เกิดจากผู้ใช้งานเว็บ 2.0 และ Travel 2.0
• เทคโนโลยีทำให้เกิดการรวมตัวของการแพร่หลายของระบบดิจิตอล ความสามารถในการเข้าถึง และผู้ที่มีข้อจำกัด
• เกิดการเรียกคืนทรัพยากรที่เราได้ใช้ไป
• สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง และความจริงเรื่องภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
• การแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวเชิงกลยุทธ์ การวางแผน นโยบาย การพัฒนา จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มาภาพ : www.ehow.com


วิทยากรได้ระบุถึงวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตด้าน e-Toursim สู่ปี 2020 ไว้ 6 ประการคือ
1. นักท่องเที่ยวจะสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อสัปดาห์
2. เกิดประสบการณ์ และแรงบันดาลใจ
3. เกิดสังคมของโลก และ Web 2.0
4. ข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถานที่ และองค์ประกอบแวดล้อมจะหาได้ง่ายขึ้น
5. ความสมจริงที่เพิ่มขึ้นในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
6. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ตลาดผู้พิการ (Disability Market) มีหลายประเภท เช่น
• บกพร่องทางการเคลื่อนไหว
• บกพร่องทางการมองเห็น
• บกพร่องทางการได้ยิน
• บกพร่องทางการพูด
• บกพร่องทางจิต / สติปัญญา
• มีความบกพร่องที่ซ่อนเร้น
• ประชากรผู้สูงอายุ

The Impact of Cultural & Historical Events on Tourism นำเสนอโดย Prof Dr. Si Jaong Kim

อิทธิพลของนิทรรศการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่อการท่องเที่ยว : กรณีศึกษา 2010 ”Great Baekje World Festival” มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้


ที่มาภาพ : www.jo-hyun-jae.com


การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ มีความต้องการด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มความเข้มแข็งในนโยบาย เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลก (WTO) ระบุว่า 37% ของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มีกรณีศึกษาของประเทศสเปน ที่นักท่องเที่ยว 60.6% ที่เดินทางเยือนสเปนเดินทางมาเพื่อความสนใจด้านวัฒนธรรม และ 23.8% เดินทางมาเพราะแรงจูงใจทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว จึงมีการกำหนดนโยบายเพื่อเสริมความเข้มแข็งแก่ภาพลักษณ์ของสเปนด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ทางการท่องเที่ยวหลัก ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ปี 2010-2012

กรณีศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การเยี่ยมเยือนสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเป็นแรงจูงใจในการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของนักท่องเที่ยวกว่า 50%


ที่มาภาพ : www.10magazine.asia


กรณีของเกาหลีแนวโน้มการเข้าร่วมกิจกรรม และเทศกาลทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น เทศกาล "2010 Great Baekje World Festival” โดยเทศกาลนี้เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 1955 และเริ่มขยายขนาดของงานหลังจากปี 1980 ในฐานะตัวแทนของเทศกาลทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเกาหลี จากนั้นในปี 2007-2008 มีการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อพัฒนาในฐานะเทศกาลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนานาชาติ ผ่านการเป็นเจ้าภาพร่วมของเมืองต่างๆ ได้แก่ Buyeo-gun และ Gongju-si ในเขต Chungcheongnam-do

ทิศทางพื้นฐานของงานเทศกาล 2010 Great Baekje World Festival ได้แก่
1. การสร้างแบรนด์ให้ Baekje มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
2. การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Baekje และการรับรู้ของคนเกาหลี
3. ก้าวกระโดดสู่การเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเกาหลี จีน และญี่ปุ่นในปี 2010

กำหนดการต่างๆ ในงานประกอบด้วย นิทรรศการที่เป็นทางการ การแสดงผ่านม่านน้ำ นิทรรศการ และกิจกรรมเชิงวิชาการ การสร้างประสบการณ์และการสร้างสถานที่จำลอง คอนเสิร์ตและการแสดงต่างๆ นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการถาวร

ผลจากการจัดงาน 2010 Great Baekje World Festival ต่อการท่องเที่ยวในเชิงของปริมาณนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาเยี่ยมชมงาน คาดว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวภายในประเทศ 2,420,845 คน (92.09%) นักท่องเที่ยวต่างประเทศ 208,039 คน (7.91%)

ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจทางตรงจะเกิดจากค่าบัตรเข้าชมนิทรรศการ บัตรเข้าชมการแสดง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าสินค้าที่ขายในงาน รวม 8,846 ล้านวอน ทางอ้อมจะเกิดจากรายได้ทางตรงจากสปอนเซอร์ รายได้ของบัตรเครดิต รายได้จากการตั้งกองทุนธุรกิจ รวม 5,760 ล้านวอน

จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่คาดว่าจะมาเยี่ยมชมงาน 2,628,884 คน ค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณ 65,377 วอน และเกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ 71,868 ล้านวอน ส่วนการจ้างงานคาดว่ามีจำนวน 724 คน

ผลกระทบในเชิงสังคม และวัฒนธรรมได้แก่ การสร้างคุณค่าของอุตสาหกรรมโดยการพัฒนาเนื้อหาเชิงวัฒนธรรมของ Backje การให้บทบาทที่สำคัญของ Chungcheongnam-do ในการเป็นจุดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศเกาหลี จีน และญี่ปุ่น การโฆษณาประวัติศาสตร์ของ Baekje ที่นำเสนอใหม่ การขยายและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการรับรู้ของประชาชนในท้องถิ่น

แนวโน้มด้านการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปจะเกิดกระแสใหม่ๆ เช่น
• การกระจายของการบริโภคการท่องเที่ยวที่มีหลายวัฒนธรรม
• ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มหลักที่เดินทางท่องเที่ยว
• การขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และความอยู่ดีกินดี
• เป็นยุคของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่นำโดยผู้บริโภค
• การแสวงหาประสบการณ์และการเกิดขึ้นของ trytoursumer
• ยุคของการท่องเที่ยวที่นำโดยสังคมเครือข่าย (social network)
• การขยายตัวของการบริโภคการท่องเที่ยวแบบหรูหรายุคใหม่ (neo-luxury tourism)
• ยุคของการกระตุ้นการพักผ่อนหย่อนใจ
• การขยายตัวของการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคม

โดยสรุปคือ มีการเปลี่ยนแปลงจากเทศกาลที่เป็นลักษณะของการบริโภคไปสู่เทศกาลในเชิงการสร้างผลผลิต มีการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและพื้นที่ของ Baekje เพื่อสร้างแบรนด์ของเมืองผ่านเครือข่ายเมืองใกล้เคียง เช่น Gongju และ Buyeo  มีการพัฒนา Baekje ให้เป็นเทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับโลกที่สำคัญ โดยผสมผสานสิ่งที่เป็นขนบประเพณีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นการซ่อมแซมพื้นที่ทางวัฒนธรรมด้วยระบบดิจิตอล มีการแสดงด้วยมัลติมิเดีย 4D Arts

การใช้ E-Tourism ในการจัดการ และการทำตลาดให้กับงานเทศกาลจะต้องก้าวไปสู่การใช้ Network Media ที่มีทั้งการสื่อสารแบบ 2 ทาง และหลายทาง ตัวอย่างของ Network Media เช่น Twitter, Facebook, Cyworkd, Nateon, Skype, SMS Marketing (Ticketing)

Putting some Fat in the tail นำเสนอโดย Liz Ward



ที่มาภาพ : www.atdw.com.au




เทคโนโลยีสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในการเชื่อมต่อระหว่างบุคคล โดยอินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนช่องทางในการสื่อสาร และกระจายข้อมูล เป้าหมายการดำเนินงานของคลังข้อมูลการท่องเที่ยวออสเตรเลีย (Australian Tourism Data Warehouse) ก็คือการช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวรายย่อยของออสเตรเลีย ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 90% สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล และเครือข่ายที่มีอยู่ได้ โดยผลิตภัณฑ์และเนื้อหาที่มีอยู่ลิสต์ของ ATDW ได้แก่ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว 2,600 แห่ง เทศกาล 2,200 เทศกาล การบริการข้อมูล 680 เรื่อง การเช่า 550 ราย รายการทัวร์ 1,800  รายการ การขนส่ง 140 ราย สถานที่ท่องเที่ยว 8,400 แห่ง ที่พักแรม 9,700 แห่ง ข้อมูลที่มีอยู่ลิสต์ 26,000 รายการ และรูปภาพ  80,000 รูป



 
ที่มาภาพ : www.australia.com


การส่งต่อข้อมูลจาก ATDW ไปยังผู้บริโภคจะเป็นข้อมูลตั้งต้นมาจากหน่วยงานการท่องเที่ยวของภาครัฐ ผู้ประกอบการนำเที่ยว บริษัทรับจัดงาน (event organizers) ส่งให้ ATDW จากนั้น ATDW จะส่งต่อไปไว้ในเว็บไซต์ Australia.com ที่เป็นเว็บไซต์ของรัฐบาล Google, OTAS และเว็บไซต์อื่นๆ กว่า 150 เว็บไซต์รวมทั้ง mobile apps ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้

ธุรกิจขนาดเล็กในออสเตรเลียเป็นจำนวนมากที่ยังไม่มีบริการจอง online แต่ก็สามารถจองผ่านช่องทางอื่นๆ หรือผ่านเว็บไซต์สำหรับการจองเช่น check-in , Yes Bookit, Escape Travel และอื่นๆ อีกมาก

สถานะในอนาคตมีแนวโน้มว่าการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคต่อสินค้าทางการท่องเที่ยวจะเป็นไปในลักษณะที่การเดินทางตลอดทริปจะเป็นประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล มีเทคโนโลยีที่เป็นการรวมศูนย์ และจะมีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ของโทรศัพท์มือถือที่ใช้เพื่อการเดินทาง และการหาตำแหน่งของสถานที่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง Semantic Technology และ Semantic web จะขับเคลื่อนคลื่นลูกต่อไปของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต



ที่มาภาพ : www.atdw.com.au

ATDW ได้จัดทำ Tourism e-kit เพื่อให้ธุรกิจรายย่อยได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ โดยในช่วง 2 ปีที่ดำเนินการมามีการดาวน์โหลด 200,000 ครั้ง และเปิดให้ใช้ข้อมูลได้ฟรี สำหรับอุตสาหกรรมในออสเตรเลีย การออกแบบก็เหมาะสมกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง และให้ความรู้ด้านการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

สิ่งที่ ATDW มุ่งเน้นในขั้นต่อไปคือ การศึกษา (Education) การเสริมสร้างความสามารถ (Enablement) และการมีส่วนร่วม (Engagement)

E-tourism : Contributing to sustainable and responsible growth นำเสนอโดย Javier Gonzalez-Soria

E-tourism มีส่วนสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ มีสาระสำคัญดังนี้



 

ที่มาภาพ : www.iphonebuzz.com


• ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อการสืบค้นข้อมูล และการซื้อสินค้าด้วยนอกเหนือจากการเป็นโทรศัพท์ โดยมีการเติบโตของการสอบถามข้อมูลในการช้อปปิ้งผ่านโทรศัพท์มือถือสูงถึง 30 เท่า เว็บกลายเป็นสังคมของกลุ่มคนที่ใช้งาน และคนใช้เวลาในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยม เช่น Myspace, Youtube

• มีการผสมผสานการใช้งานระหว่าง Video+Community+Creativity = Engagement (การมีส่วนร่วม) สิ่งที่ได้คือความบันเทิง ข้อมูลข่าวสาร และชุมชนที่เป็นเครือข่าย

• เว็บมีลักษณะที่เป็นของบุคคล มีความเป็นท้องถิ่น ผู้ทำเว็บจะต้องทำให้เว็บของตนเอง หาได้ง่ายมีการโฆษณาที่เป็นประโยชน์เพื่อช่วยในการตัดสินใจ

• คุณค่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการขายในยุคของ neo-frugal chic หรือยุคใหม่ที่ความเก๋ไก๋ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง

• ความพึงพอใจของลูกค้า คือ หัวใจของการทำให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักในตลาด

• ในการทำเว็บไซต์จะต้องทำให้มันมีพลังดึงดูดและให้ความบันเทิงในขณะเดียวกัน


 

เรื่อง : โศรยา หอมชื่น

Login Tourism ตอนที่ 1 คลิกอ่านที่นี่