ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis


จากการเข้าร่วมสัมมนาในงาน Thailand International Creative Economy Forum (TICEF) ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นการสัมมนาที่จัดขึ้นโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกระทรวงพาณิชย์ มีสาระสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ หัวข้อเมืองและชุมชนสร้างสรรค์ (Creative City and Community - Improving our way of living) ซึ่งมีวิทยากร 3 ท่านได้แก่

1. พลเรือเอกฐนิธ  กิตติอำพน ประธานสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

2. Prof. Shin Nakagawa, Urban Research  Plaza, Osaka City University ประเทศญี่ปุ่น
3. Mr.John  Hartley, ARC Centre of Excellence for Creative Industries & Innovation, Queensland  University of Technology ประเทศออสเตรเลีย

 

 

พลเรือเอกฐนิธ  กิตติอำพน นำเสนอประเด็นของเมืองสร้างสรรค์โดยสรุป ดังนี้ 

ความสำเร็จของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นอยู่กับความสามารถในเชิงสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ แต่การพัฒนาทั้งสองอย่างนี้ต้องใช้เวลานาน และการลงทุนมาก ส่วนการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ก็เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการ และผู้มีความคิดสร้างสรรค์จากที่อื่นๆ เข้ามา เนื่องจากทุกวันนี้ 64% ของประชากรวัยทำงานเลือกเมืองก่อนเลือกงาน

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้เปิดตัวเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา โดยมีเมืองสร้างสรรค์ในสาขาต่างๆ ได้แก่ City of Literature, City of Film, City of Music, City of Design, City of Crafts & Arts, City of Gastronomy, City of Media Arts.

เมืองต่างๆ ในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มีดังนี้

City of Design (เมืองแห่งการออกแบบ): เบอร์ลิน,บัวโนสไอเรส, มอนทรีอัล, โกเบ, นาโกยา, เสิ่นเจิ้น, เซี่ยงไฮ้, กรุงโซล



ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis



ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis

 

City of Gastronomy (เมืองแห่งอาหาร): โปปายัน (โคลัมเบีย), เฉิงตู (จีน), ออสเตอร์ซุนด์ (สวีเดน)


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis

City of Media Arts (เมืองแห่งสื่อศิลปะ): ลียง (ฝรั่งเศส)
City of Film (เมืองแห่งภาพยนตร์): แบรดฟอร์ด (อังกฤษ)


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis

City of Literature (เมืองแห่งวรรณกรรม): เอดินเบิร์ก (สก๊อตแลนด์) ไอโอวาซิตี้ (สหรัฐอเมริกา) เมลเบิร์น (ออสเตรเลีย)  ดับลิน (ไอร์แลนด์)


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis


City of Music (เมืองแห่งดนตรี): โบโลนญา (อิตาลี), เกนท์ (เบลเยียม), เซบียา (สเปน) กลาสโกว์ (สก๊อตแลนด์)


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis


City of Crafts & Folk Arts (เมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน): อัสวาน (อียิปต์), คานาซาวา (ญี่ปุ่น), ซานตาเฟ (สหรัฐอเมริกา), อินชอน (เกาหลีใต้)


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis



ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis

การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ มีแนวทางดังนี้
1. สร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้แก่เมือง
2. ส่งเสริมความหลากหลาย และการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง
3. เป็นที่รวมของผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ และนักคิด
4. สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่ที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ
5. มีวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกันในการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ผ่านนโยบาย กลไกต่างๆ และธรรมาภิบาลที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์

ตัวอย่างการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์
เบอร์มิงแฮม (อังกฤษ) กำหนดเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางของการเดินทางเพื่อธุรกิจ และอุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มต้นจากการลงทุนบูรณะสถาปัตยกรรมของเมือง

สิงคโปร์ ลดกระบวนการในการตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดึงดูดผู้มีความคิดสร้างสรรค์ เช่น มีโครงการ “ Contact Singapore” และโครงการ Renaissance City” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่สิงคโปร์




เบอร์ลิน มีอินเซนทีพด้านภาษีเพื่อลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้าน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ความทันสมัย และความน่าอยู่ของเบอร์ลิน

โปปายัน (โคลัมเบีย) เป็นเจ้าภาพจัดตั้งศูนย์วิจัย และห้องสมุดเกี่ยวกับอาหาร โดยใช้ชื่อว่า “Gastronomy Corporation of Popayan” เพื่อรับผิดชอบการจัดประชุมด้านอาหารแห่งชาติ (National Gastronomy Congress)


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis


สาธารณรัฐประชาชนจีน นครเซี่ยงไฮ้มีนิคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 75 แห่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทงานสร้างสรรค์กว่า 3,000 บริษัทจากกว่า 30 ประเทศ ในขณะที่กรุงปักกิ่งมีนิคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 12 แห่ง รวมทั้ง “Factory 798” ส่วนเสิ่นเจิ้นเป็นเมืองแรกของจีนที่ได้รับการคัดเลือกจากยูเนสโกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์


ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis



ที่มาภาพ : จาก presentation ของ Tim Curtis

สำหรับโซนศิลปะใน Factory 798 ที่เดิมเคยเป็นโรงงานผลิตอาวุธเก่าได้กลายเป็นแกลเลอรีแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน และจากสถิติเมื่อไม่นานนี้ระบุว่าจีนอยู่ในอันดับ 3 ของประเทศที่มีการค้าขายงานศิลปะมากที่สุดของโลกรองจาก ฝรั่งเศสและอิตาลี

สาธารณรัฐเกาหลี อิทธิพลจากวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ซีรีส์ทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ อาหาร ดนตรี แฟชั่น การท่องเที่ยวก่อให้เกิดกระแสเกาหลี หรือ “Korean Wave” ในหลายประเทศของเอเชีย




โครงการฟื้นฟูคลองชองเกชอนในกรุงโซล ซึ่งใช้เวลาถึง 2 ปี 8 เดือน โดยรวมถึงการรื้อถอนทางด่วนที่ถูกสร้างคร่อมคลองนี้ออกไป ปัจจุบันคลองแห่งนี้มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ส่วนของการอนุรักษ์ ส่วนของศิลปะ และส่วนของธรรมชาติ และมันยังเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงโซล

 

การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์จะมีผลอย่างไรต่อวิถีการดำเนินชีวิต และประเทศไทยจะหาประโยชน์จากเมืองสร้างสรรค์ได้อย่างไร

ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ จะเป็นการดึงดูดการลงทุน สร้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการขยายขอบเขตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว และการบริการ และยังเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เช่น การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา, การสร้างระบบทางการเงิน

ประโยชน์ในเชิงสังคม เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ (เช่น ห้องสมุด, ศูนย์การเรียนรู้, พิพิธภัณฑ์) มีการจัดตั้งเครือข่ายธุรกิจสร้างสรรค์ เกิดการฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาของสังคมที่สามารถนำมาประยุกต์เพื่อสร้างมูลค่า และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์

ประโยชน์ในเชิงสิ่งแวดล้อม เกิดการพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของเมือง ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงภูมิทัศน์ และเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมแผนบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเมือง อย่างไรก็ดีอาจเกิดผลกระทบเชิงลบได้ เช่น ความขัดแย้งกับประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หากไม่มีการสื่อสารที่เหมาะสม และเพียงพอกับบุคคลเหล่านั้น วิถีการดำเนินชีวิตถูกกระทบ เช่น ค่าครองชีพสูงขึ้น และการเวนคืนที่ดิน ปัญหาการจราจรติดขัดเป็นคอขวด และมลพิษ เป็นต้น

 

ประเทศไทย : ศักยภาพในการเป็นเมืองสร้างสรรค์
เมืองสร้างสรรค์ในประเทศไทย มีโอกาสที่จะพัฒนาได้เนื่องจากมีปัจจัยดังต่อไปนี้
- ความโดดเด่นทางกายภาพ เช่น ภูมิทัศน์ที่สวยงาม โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ
- ทำเลที่ตั้งอยู่ในใจกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานในแต่ละพื้นที่
- มีผู้ประกอบการที่มีทักษะเชิงสร้างสรรค์

โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ดำเนินการโดยสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
- โครงการฝึกอบรมผู้บริหาร เศรษฐกิจสร้างสรรค์
- โครงการ Thailand.com
- โครงการ “Thai Creative Awards“
- โครงการ “Creative Mobile”
- โครงการ “Skill Mapping”
- โครงการ “Bangkok Music Showcase”
- การสัมมนา “Creative Unfold Symposium”

เมืองสร้างสรรค์ของไทย
สำนักงานบริหารและพัฒนาความรู้ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร จัดประชาพิจารณ์ในหัวข้อ “กรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองสร้างสรรค์อย่างไร” เมื่อเดือน กรกฎาคม 2552 โดยได้ข้อสรุปจากการประชุมกล่าวคือ

- มุ่งเน้นสหสาขาเนื่องจากกรุงเทพฯ มีดีในเรื่องความหลากหลาย
- ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของกรุงเทพฯ
- ควรเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน
- โซนที่ควรพัฒนาสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์คือ ย่านเมืองประวัติศาสตร์รอบพระบรมมหาราชวัง เยาวราช และพื้นที่สมัยใหม่ เช่น สุขุมวิท และสยาม



เชียงใหม่ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความเป็นเมืองสร้างสรรค์ เนื่องจากมีความพร้อมในแง่ของความงดงามทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ มีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และมีภูมิประเทศที่สวยงาม มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ การคมนาคม การศึกษา และยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง  สำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในเชียงใหม่ได้แก่ ศิลปวัฒนธรรม สื่อสารมวลชน, การออกแบบ, สารสนเทศ เช่น ซอฟต์แวร์ มัลติมีเดีย และอนิเมชั่น

เพชรบุรี เป็นเมืองที่ได้รับการเสนอให้อยู่ในจังหวัดนำร่องเพื่อพัฒนาเป็นเมืองสร้างสรรค์ในโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากมีสถานที่น่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์ เช่น พระราชวังต่างๆ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นการทำขนมหวาน และอาหารท้องถิ่นต่างๆ

ที่มาภาพ : http://travel.mthai.com/travel-news/41370.html

สำหรับกรณีศึกษาที่วิทยากรยกมานำเสนอเป็นตัวอย่างการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์โดยชุมชนเองได้แก่ ตลาดน้ำอัมพวา โดยมีการพัฒนาเนื่องมาจาก เกิดการอิ่มตัวของเมือง เพราะการสัญจรทางน้ำลดความสำคัญลง เนื่องจากการพัฒนาถนนหนทาง คนหนุ่มสาววัยทำงานอพยพออกจากพื้นที่เหลือแต่ประชากรสูงอายุและเด็ก จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้นำชุมชนเกิดวิสัยทัศน์ที่จะ “นำอัมพวากลับสู่การเป็นศูนย์กลางของการสัญจรทางน้ำ เช่นในอดีต โดยใช้ชุมชนเป็นพลังขับเคลื่อน” และในปัจจุบันอัมพวาก็มี “ตลาดน้ำตอนเย็น” (Evening Floating Market) เกิดขึ้นโดยมีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและการท่องเที่ยว



ลักษณะเด่นทางภูมิศาสตร์ + ทุนทางสังคม      →  ตลาดน้ำอัมพวา
(Geographic Attributes)  (Social Capital)       (Amphawa Model)

 


เทคนิคในการสร้างตลาดน้ำอัมพวา ได้แก่ การกำหนดอัตลักษณ์เพื่อสร้างเศรษฐกิจของชุมชน การดึงแรงงานวัยหนุ่มสาวกลับมาในชุมชน และการใช้ชุมชนเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน



แผนภาพการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์