โดยความคุ้นเคยทั่วๆ ไป หากจะพูดถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย เราก็มักจะคิดถึง การส่งเสริม การโฆษณา การเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยว ในประเทศไทย และกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากๆ ยิ่งมีคนเดินทาง มาท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ยิ่งดี เพราะนั่นคือความสำเร็จ (Key Success Factor) ของการ พัฒนาการท่องเที่ยว

กรอบความคิด (Mindset) แบบนี้ คือสูตรสำเร็จที่เราเข้าใจกันดี ตั้งแต่เมื่อห้าหกสิบปี ที่แล้ว ซึ่งขณะนั้น ประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในจอเรดาร์ของการท่องเที่ยวโลก และไทยเรา เพิ่งจะเริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว


พัฒนาการท่องเที่ยวไทย
จากอดีตถึงปัจจุบัน

ไทยเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่เห็นศักยภาพของตัวเอง ด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมและเชิญชวนให้ชาวต่างชาติมาเที่ยว เมืองไทยตั้งแต่เมื่อ 57 ปีที่แล้ว ถ้าเราเริ่มนับจากการก่อตั้ง องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ขึ้น เมื่อปี 2503 ซี่งในปีนั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย ราว 81,340 คน

ต่อมาเมื่อรัฐบาลเห็นว่าไทยประสบความสำเร็จด้านการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยดี ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง คนไทยก็เริ่มออกเดินทางเที่ยวกันในประเทศ มากขึ้น การส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นภารกิจเพียงด้านเดียว ในการพัฒนาการท่องเที่ยว น่าจะไม่สามารถตอบรับกับปัญหาที่ ตามมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงยกระดับ อ.ส.ท. ที่ทำหน้าที่ เพียงการส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ ขึ้นมาเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2522 พร้อมกับมอบหมายหน้าที่เพิ่มขึ้น โดยให้รับผิดชอบแทบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทย ทั้งในเรื่องการกำหนดนโยบาย การจัดทำสถิติวิจัย การพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าและบริการ การพัฒนาและ ควบคุมบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เรียกว่า ททท. คือ One Stop Service ของทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทย ในปีนั้น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยราว 1.5 ล้านคน

ต่อมาเมื่อการท่องเที่ยวไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง รวดเร็ว รัฐบาลและนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร หลายยุค มีแนวคิดว่า ททท. มีสถานะเป็นเพียงรัฐวิสาหกิจ เล็กๆ น่าจะไม่สามารถรองรับหรือมีอำนาจในเชิงกำกับ เหมือนราชการได้ ประเทศไทยควรจะมีหน่วยราชการ รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งระบบ แนวความคิดนี้เกิดขึ้นเป็นจริงได้สำเร็จ เมื่อมี การจัดตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขึ้นในปี 2545 โอน ททท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขึ้นอยู่กับสำนักนายก รัฐมนตรีเดิม ให้ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ทำหน้าที่เหลือเพียงด้านเดียว ของเหรียญ คือ การส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ และ การตลาดท่องเที่ยวเหมือนสมัยเป็น อ.ส.ท. ส่วนภาระงาน อีกด้านของเหรียญ คือ การกำหนดนโยบาย จัดทำ สถิติวิจัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการ การกำกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ มอบให้เป็นหน้าที่ ภาคราชการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งก็ได้ มีการจัดตั้ง กรมการท่องเที่ยว ขึ้นมารับผิดชอบ ในปีนั้น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย 10.7 ล้านคน และ มีคนไทยเที่ยวไทยกันเองอีกราว 61.82 ล้านทริป


การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
จากปัจจุบัน ถึง อนาคต

การท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ไทยเป็นอย่างยิ่ง และก็ดูเหมือนความสำคัญด้าน เศรษฐกิจนี้ได้กลบความสำคัญของการท่องเที่ยว ด้านอื่นๆ ไปจนหลายคนนึกไม่ถึงแล้วว่า การ ท่องเที่ยวยังมีประโยชน์ต่อการช่วยฟื้นฟู อนุรักษ์ ศิลปะ วัฒนธรรม สร้างความเข้าใจที่ดีและเรียนรู้ กันระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนท้องถิ่น และเป็น เครื่องมือในการกระจายความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ด้วยเช่นกัน เพราะประโยชน์ด้านอื่นๆ เหล่านี้ ตีค่าออกเป็นตัวเงินไม่ได้นั่นเอง

และเพราะการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยว กันเยอะๆ มีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและใน พี้นที่จังหวัดต่างๆ นี่เอง หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ล้วนช่วยกันส่งเสริม หรือทำการตลาดการท่องเที่ยว กันใหญ่ จะด้วยความเข้าใจหรือไม่ก็ตาม ผลที่ ตามมาคือจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ของประเทศไทย และในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ในปี 2559 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประมาณการว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย 32.59 ล้านคน หรือราวครึ่งหนึ่งของประชากรไทย ทั้งประเทศ และคนไทยเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศอีก 145 ล้านทริป ผู้คนปริมาณมาก ขนาดนี้ ก่อให้เกิดรายได้แก่ประเทศไทยราว 2.52 ล้านล้านบาท...ขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับงบประมาณ รายจ่ายของรัฐบาลทั้งปีเลยทีเดียว

ในขณะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ติดๆ ดับๆ การส่งออกติดลบ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคของประชาชนอ่อนแอ การเติบโต ทางเศรษฐกิจมีเพียงปีละ 3-4% ความสำคัญของ การท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมกลับทวีความสำคัญมากขึ้นจากที่เคย คิดเป็น 9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศเมื่อไม่กี่ปีก่อน ปัจจุบัน กลายเป็น 17% แล้ว

ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มต้นส่งเสริมการท่องเที่ยว เราใช้เวลามากถึง 13 ปี กว่าจะทำการตลาดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยเพิ่มจากปีละ 81,340 คน เป็น 1 ล้านคน แต่ในช่วงหลังๆ มานี้ บางปีชาวต่างชาติมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นถึงมากกว่า 20% ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นในเวลาปีเดียว จำนวน 3-4 ล้านคน ในขณะที่ภูเก็ตมีประชากรเพียง 386,605 คน ในปี 2558 แต่มีนักท่องเที่ยวไปเยือน มากถึง 12.5 ล้านคน...32 เท่าของประชากรภูเก็ต

นั่นย่อมเป็นเรื่องดี สำหรับประเทศไทยหรือแหล่งท่องเที่ยวหลักของไทยแน่นอน ถ้านำกรอบความคิดแบบเดิมๆ มาจับ ยิ่งมีนักท่องเที่ยวมาก คือ ยิ่งดี

แต่ปัจจุบัน บริบทและสถานะการท่องเที่ยวของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เมื่อหลายสิบปีก่อนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง กรอบแนวคิด (Mindset) เดิมยังเหมาะกับ ไทยในขณะนี้อยู่หรือ? เรายังควรยินดีที่จะให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากขึ้นอย่าง ก้าวกระโดดทุกปีต่อไปในอนาคต แน่หรือ? ยิ่งมีนักท่องเที่ยวมามากๆ = ยิ่งดี จริงหรือ ?


Mass Tourism...
ความยินดีที่น่ากังวล

การที่ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นอย่าง ก้าวกระโดด มีหลายปัจจัยสนับสนุน ตั้งแต่

  • การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำที่สามารถขนส่ง นักท่องเที่ยวระยะใกล้ๆ แถบเอเชียเข้ามาได้จำนวนมาก เพราะความสะดวกและประหยัด จนปัจจุบัน Market Share ของ นักท่องเที่ยวเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 71 ของนักท่องเที่ยว ต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาเที่ยวไทย
  • ค่าครองชีพของไทยอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน รวมทั้งรัฐไม่มีมาตรการกวดขัน ควบคุมที่พัก นักท่องเที่ยวให้เป็นไปตามกฎหมายและมีมาตรฐานที่ดี อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวไทยได้ ด้วยค่าใช้จ่ายราคาไม่แพง
  • ผู้ประกอบการภาคเอกชน มุ่งเน้นเรื่องแข่งขันกันที่ เสนอราคาถูกเป็นหัวใจหลัก มากกว่าแข่งขันกันที่คุณภาพ ซึ่งย่อมหมายถึงการมุ่งเน้นให้ได้ลูกค้าจำนวนมากเป็นสำคัญกว่า Yield ต่อคนในการทำธุรกิจ

และที่สำคัญคือ ไทยไม่ได้มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการ ขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ จำนวน นักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากๆ ในแต่ละปี คือดัชนีชี้วัดความ สำเร็จของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในธุรกิจท่องเที่ยว ผลคือการท่องเที่ยวของไทยเติบโตและพัฒนาไปในทิศทาง ตลาด Mass Tourism มากขึ้นเรื่อยๆ

จากการประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 8% (ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) ในช่วง 5 ปีจากนี้ จากนั้นเติบโตปีละ 4% ไปอีก 10 ปี ประเทศไทย จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากถึง 66 ล้านคน ในปี 2573 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง...?


แรงกดดันต่อแหล่ง และทรัพยากรท่องเที่ยว
Truer than True

Mass Tourism ไม่ได้มีอะไรเสียหาย หากไทยสามารถ บริหารจัดการนักท่องเที่ยวจำนวนมากๆ ที่เข้ามาเที่ยวไทยได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับธรรมชาติของสินค้า ท่องเที่ยวที่ไทยมีอยู่

แต่สินค้าท่องเที่ยวของไทยส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับให้ นักท่องเที่ยวเข้าชมในแต่ละครั้งจำนวนไม่มาก นักท่องเที่ยว จะไม่เกิดความประทับใจจากการชื่นชม ดื่มด่ำ กับความประณีต รายละเอียด ความซับซ้อน ความวิจิตรของภาพเขียนฝาผนัง งานสถาปัตยกรรม องค์พระในโบสถ์ วิหารของวัดต่างๆ ได้ หากมีนักท่องเที่ยวคนอื่นเบียด แย่ง บัง ท่ามกลางเสียงพูดคุย หรือเสียงบรรยายที่ดังอยู่รอบตัว จุดชมวิว เส้นทางเดินชม ธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ น้ำตก หาดทราย ชายทะเลของไทย ก็ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางเหมือนแหล่งท่องเที่ยวบางประเทศ

ประกอบกับการวางกฎระเบียบการบริหารจัดการเพื่อให้ นักท่องเที่ยวเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวของไทยส่วนใหญ่ยังขาด ประสิทธิภาพ จึงเกิดปรากฏการณ์ขึ้นให้เห็นในขณะนี้แล้วว่า เกิดความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม เช่น ที่วัดพระแก้ว เกาะพีพี ฯลฯ ปริมาณนักท่องเที่ยวมีมากกว่า สนามบินสุวรรณภูมิหรือภูเก็ตจะรองรับได้ เกิดปัญหารถติด บนเส้นทางขึ้นภูทับเบิก เขาใหญ่ หรือในเมืองพัทยา เชียงใหม่ เกิดปัญหาขยะล้นและน้ำเสียที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เกิดปัญหาจำนวนมัคคุเทศก์ไม่เพียงพอในหลายๆ ภาษา เกิดการร้องเรียนและเสียงสะท้อนว่าการท่องเที่ยวไทยเป็น การค้า (Commercial) มากเกินไป แหล่งท่องเที่ยวเปลี่ยนไป จากเดิมและหมดเสน่ห์ และหากนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มจำนวน มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเหมือนที่ผ่านมา นั่นจะยิ่งเป็นการ ซ้ำเติมความรุนแรงของปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น


Paradigm Shift
ปรับ ขยับ จับประเด็น ‘ยั่งยืน’

หากประเทศไทยยังคงแนวคิดเดิม และกำหนดดัชนีความสำเร็จในการพัฒนาการท่องเที่ยว ไปในรูปแบบเดิม คือต้องการให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นเยอะๆ และคนไทย เที่ยวไทยกันให้มากๆ แนวคิดและมาตรการในการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายก็จะวนเวียนอยู่กับ การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับกับปริมาณนักท่องเที่ยวคราวละมากๆ ในลักษณะ Mass Tourism คือ ยิ่งมาก ยิ่งดี (The more, the better)

แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือเราจะสามารถตอบสนองกับตลาดท่องเที่ยวแบบ Mass Tourism ที่จะเพิ่มขนาดใหญ่โตมากขึ้นทุกปีไปได้อีกกี่ปี เหมาะสมกับธรรมชาติของทรัพยากรท่องเที่ยว ของไทยหรือไม่ และการตอบสนองในแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์คุ้มค่ากับทรัพยากรท่องเที่ยวไทย ที่ลดเสน่ห์ลงในระยะยาวหรือไม่

จะดีกว่าหรือไม่ หากประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนลู่ทางการพัฒนา และเปลี่ยนดัชนีความสำเร็จเป็น ยิ่งเหมือนเดิม ยิ่งดี (The same, the better)

การจะเปลี่ยนลู่การพัฒนาใหม่นี้ คือ Paradigm Shift ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากผู้ที่เกี่ยวข้อง ในวงการท่องเที่ยว ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบายในระดับรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในอุตสาหกรรม หรือแม้แต่คนไทยโดยทั่วไปยังขาดความเข้าใจและเห็นด้วย

การจะเปลี่ยนไปสู่ลู่ทางพัฒนาใหม่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ และประโยชน์จะไม่ได้มาฟรีๆ ผลกระทบที่จะเกิดในระยะสั้นจะมีในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการที่ไทยจะไม่เห็นการเติบโตจำนวน นักท่องเที่ยวในอัตราสูงๆ เหมือนเดิม การเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ อย่างจริงจัง ซึ่งจะนำ ไปสู่การทำธุรกิจที่ไม่สะดวก อะไรก็ได้ ง่ายๆ เหมือนเดิม การจำกัดจำนวนสิ่งอำนวยความสะดวก ในหลายพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึง การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวบางช่วงเวลา หรือการปฏิเสธ การรับนักท่องเที่ยวหากมิได้มีการจองล่วงหน้า ฯลฯ แต่นั่นคือ Switching Cost ที่จำเป็นต้องจ่ายในระยะ เริ่มต้น เพื่อแลกกับการที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากขึ้น ราคาแพ็กเกจทัวร์ หรือราคาห้องพักโรงแรมสูงขึ้น และคุณภาพทรัพยากรท่องเที่ยวไทย ไม่เสื่อมโทรมลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


พลิกฟื้น หาตัวช่วย ด้วย Demarketing

ในสถานการณ์ปกติทั่วไป เราจะคุ้นเคยกับการทำการตลาด (Marketing) คือการส่งเสริมให้ เกิดอุปสงค์เพิ่มขึ้น

แต่ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศในขณะนี้ Demarketing น่าจะเป็นคำตอบหรือตัวช่วย ในการเปลี่ยนลู่การส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวไทยจากเดิมไปสู่ลู่ใหม่

คำจำกัดความของ Demarketing อาจจะมีหลายแบบ แต่โดยรวมแล้วน่าจะอยู่ในแนวทางที่ ใกล้เคียงกัน กับคำจำกัดความของ Businessdictionary.com ที่อธิบายว่า Demarketing คือ การพยายามลดความต้องการทางการตลาดสำหรับสินค้าลง โดยไม่ต้องขายในบางพื้นที่ที่มีต้นทุน ในการกระจายสินค้า หรือมีการส่งเสริมตลาดมากเกินไป ซึ่งมาตรการในการลดความต้องการตลาด เช่น การขึ้นราคา ลดการโฆษณา ปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ

ฉะนั้น สำหรับท่องเที่ยวไทย นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่ควรดำเนินต่อไปหลังจากนี้ ควรจะมิใช่ การมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวมากขึ้นแบบก้าวกระโดด และ ให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยจำนวนสูงขึ้นมากๆ ทุกปี แต่ควรหันมาทำ Demarketing และมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการ ของภาครัฐและเอกชนและผลกำไร จากการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ให้สูงขึ้นแทนต่างหาก เช่น

  • กำหนดความสามารถ ในการรองรับนักท่องเที่ยวของ แต่ละจังหวัด และแต่ละแหล่ง ท่องเที่ยว และบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบ นั้น เพื่อมุ่งสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวสูงสุด มากกว่าการสนองความต้องการมาเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยว ทุกคน ผลสำรวจความประทับใจของนักท่องเที่ยวที่ไม่ลดลง ควรจะเป็น ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
  • ออกมาตรการในการกำกับและยกระดับมาตรฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พัก และบริการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น
  • เร่งปรับโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยว โดยส่งเสริมและร่วมมือภาคเอกชนในการทำการตลาด แบบเฉพาะเจาะจง มุ่งสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลาง-บน มากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มกลาง-ล่าง หรือ การปูพรมในวงกว้าง
  • เร่งส่งเสริมเผยแผร่ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อทดแทนและรองรับความต้องการ ที่จะล้นออกมาจากแหล่งท่องเที่ยวหลัก ในขณะเดียวกันก็ลดการทำการตลาดเมืองท่องเที่ยวหลักลงมา
  • ออกมาตรการทางการเงิน หรือภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนในการปรับปรุง พัฒนา และยกระดับมาตรฐานการบริการให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวรอง เพื่อให้ นักท่องเที่ยวกระจายตัวออกไปจากแหล่งท่องเที่ยวหลักให้ได้มากที่สุด
  • เร่งปรับปรุงมาตรฐานและคุณภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

การทำ Demarketing คือการทำการตลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจจะผิดแผก จากความเข้าใจพื้นฐานหรือความคุ้นเคยทั่วๆ ไป อาจจำเป็นต้องปฏิเสธลูกค้า หรือนักท่องเที่ยวบางส่วน บางพื้นที่ บางช่วงเวลา ซึ่งเป็นผลประโยชน์เฉพาะหน้า ที่จะได้เห็น ซึ่งก็คือเม็ดเงินหรือรายได้ทางเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อแลกกับผลดี ต่อการรักษาพื้นฐานของทรัพยากรท่องเที่ยวให้ยังคงความมีเสน่ห์มิให้เสื่อมทราม ลงในระยะยาว แลกความไม่พอใจของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ไม่สามารถไปเที่ยว อุทยานฯ ในวันนั้นได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เที่ยวอยู่ในอุทยานฯ ขณะนั้น ได้ชื่นชม ดื่มด่ำ และมีความสุขตามความคาดหวังได้เต็มที่

การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน คือ สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวไทยอยากได้ คาดหวัง และพูดกันอย่างกว้างขวางในทุกระดับ หากจะ เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องแปลงความคาดหวังนั้นไปสู่ภาคปฏิบัติ Demarketing คือแนวทางหนึ่งในภาคปฏิบัติที่จำเป็นต้องทำ การยอมสูญเสียผลประโยชน์ ระยะสั้นที่จะได้เฉพาะหน้าแน่ๆ ของปัจเจกบุคคลบางกลุ่มธุรกิจ บางแหล่ง ท่องเที่ยว บางพื้นที่ บางจังหวัด เพื่อแลกกับผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว ของส่วนรวมทุกคน คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ถ้าภาครัฐ ไม่กำหนดแนวนโยบายและมาตรการมากำกับให้ชัดเจน แต่ที่จะไม่ง่ายยิ่งกว่า ก็คือการที่ภาครัฐตัดสินใจว่า เราจะเปลี่ยนลู่การพัฒนาการท่องเที่ยวไทยเดิม และสร้างความเข้าใจทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันเดินไปสู่ลู่ทางใหม่นั้น


 

เรื่อง : สันติ ชุดินธรา
รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ททท.

TAT 3/2017