ประเทศไทยในภาวะวิกฤติทุกครั้งจะได้การท่องเที่ยว มาช่วยลดภาวะหรือช่วยฟื้นฟูทางเศรษฐกิจได้ดี จนหลายคนเชื่อว่า มีแต่การท่องเที่ยวที่ขยายตัว รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากเท่านั้นที่จะทำให้ เศรษฐกิจมั่นคง แต่มีน้อยคนที่มองการท่องเที่ยวว่า สร้างผลกระทบและเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ อีกมาก เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การทุ่มเทการพัฒนาด้วย การจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก บ่อยครั้งอ้างเพื่อ การท่องเที่ยว ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง นโยบายการพัฒนา การท่องเที่ยวจึงมุ่งที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยว จนช่วงหนึ่งถึงกับเพิ่ม วันหยุดพิเศษ ลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว เพื่อให้ คนได้เที่ยว (แต่ลืมไปว่าได้ลดเวลาทำงานของคนไทย ให้น้อยลง)


การท่องเที่ยวของไทยมีการพัฒนา มานานและขยายตัวอย่างรวดเร็ว สร้าง ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากการพัฒนาในกรุงเทพมหานครแล้ว ได้กระจายตัวไปยังเมืองหลัก และเมือง ท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งด้านจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เพิ่มขึ้นและการบริการการท่องเที่ยวที่ ขยายตัวอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า หลาย พื้นที่ เมืองหลัก เมืองเล็ก เมืองน้อย ได้พัฒนา และประสบปัญหามาถึงจุดที่ควรทบทวนและ เปลี่ยนแปลงแนวความคิดและกระบวนการ พัฒนาใหม่

แต่ก็ใช่ว่าไม่มีใครสนใจเลย ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการวางแผนและ ประเมินความสามารถของการพัฒนาที่จะ รองรับได้ เช่น แหล่งท่องเที่ยวประเภท อุทยานแห่งชาติหลายแห่งสามารถควบคุม ได้ในเวลาปกติ ยกเว้นช่วงเทศกาล ทั้งนี้ พบว่าแนวทางการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หรือเมืองท่องเที่ยว มักสวนทางกับนโยบายการพัฒนาที่ต้องการ เพิ่มปริมาณ (เคยได้ยินบางคนฝันว่าเราจะต้อง ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่าจำนวน ประชากร เช่น ประเทศฝรั่งเศส โดยไม่ดู บริบทที่ต่างกัน) แนวทางเพื่อชะลอหรือ แก้ปัญหาที่พบ ปัจจุบันมีความพยายาม ที่จะกระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวรองอื่นๆ เพื่อให้สามารถขยายตัว นักท่องเที่ยวในภาพรวม ลดการกระจุกตัว (เช่น การส่งเสริม เมืองต้องห้าม...พลาด และนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน) แต่แหล่งท่องเที่ยวหลักที่มีอยู่เดิมยังไม่มีการ ควบคุมหรือจำกัด ปัญหาจึงยังไม่ได้แก้ไขให้ ประสบผลอย่างแท้จริง


ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เกาะสมุย เกาะช้าง เกาะพีพี
Size Doesn’t Matter

ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนที่สำคัญระดับนานาชาติ ยังคง มีการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการกล่าวถึงวิสัยทัศน์ด้านการ พัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวถึงขีดความสามารถในการรองรับ แต่ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไป ตามที่คาดหวังไว้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น พฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นไปตามฤดู หรือเวลา การพัฒนาแบบทุนนิยมที่เน้นการแข่งขันแบบใครดีใครได้ การขาดความเข้าใจ ในการพัฒนา การควบคุมที่ขาดประสิทธิภาพ และการส่งเสริมที่เน้นแต่เป้าหมาย เชิงปริมาณ (จำนวนคนและรายได้) แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นเมืองที่เติบโตขยายตัว สูง จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ทั้งการจัดพื้นที่บริการในเมือง ชายหาด ขยายสู่พื้นที่ เกาะและภูเขา ทำให้พบเห็นอาคารและอาคารสูงรุกไปในพื้นที่ภูเขา ทำให้ทัศนียภาพ หาดทรายขาว สวนสวย และภูเขางามได้เปลี่ยนไป เกิดสิ่งที่เรียกว่าทัศนะอุจาด หรือแผลเป็นบนพื้นที่ธรรมชาติ

บ่อยครั้งที่มีคนพูดถึงขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ซึ่งหมายถึงการที่แหล่งท่องเที่ยวหรือเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เติบโตแต่พอดี มีสภาพ แวดล้อมน่าอยู่ วิถีชีวิตสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน มีน้ำพอใช้ มีไฟเพียงพอ ประชาชน สุขใจ นักท่องเที่ยวสบายใจ ไม่อึดอัดรำคาญ สิ่งแวดล้อมสะอาด และขยะไม่ล้นเมือง ในขณะเดียวกัน ในแต่ละครั้งกลับมีแต่คนเป็นห่วงว่านักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าที่ธุรกิจ ของตนจะได้ประโยชน์ ในขณะที่การเกิดของธุรกิจบริการและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ไม่หยุดอย่างขาดการควบคุม โดยไม่สนใจว่าจะล้นเกินหรือไม่ เพราะต่างคิดแต่เพียงว่า ถ้ามีความสามารถแข่งขันได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร จนหลายพื้นที่มีการขยายตัว ก่อให้เกิด การบุกรุก ล่วงล้ำที่ภูเขา ป่าไม้ และชายหาด ภาครัฐทั้งส่วนกลางส่วนท้องถิ่นต้อง จัดสรรงบประมาณถมเข้าไป หวังเพื่อส่งเสริมการพัฒนา เกิดประโยชน์บ้างไม่เกิดบ้าง

ดังนั้น จึงดูประหนึ่งว่าการพัฒนาที่เหมาะสมกับ Carrying Capacity จึงเป็น เพียงวาทกรรมทางวิชาการ วาทกรรมเชิงนโยบายเท่านั้น การเตรียมการรองรับ มักไม่ได้รับการสนับสนุนจากพื้นที่ เพราะอาจขัดกับความต้องการของนักลงทุนบางส่วน ประชาชนกลัวราคาที่ดินไม่เพิ่ม กลัวบ้านเมืองจะไม่เจริญ แต่พอเกิดปัญหาเดือดร้อน ขึ้นมา การแก้ไขปัญหาจึงมักช้าเกินการแล้ว ซึ่งงบประมาณแก้ปัญหามักสูงกว่า งบป้องกันมากมาย

การป้องกันปัญหาน่าจะเป็นเรื่องง่ายมากกว่าการรอแก้ปัญหา หากภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องมีวิสัยทัศน์ที่ดีต่อภาพรวมของเมืองของแหล่ง เพราะการประเมินขีดความ สามารถในการรองรับเพื่อการวางแผนทำได้ไม่ยาก และสามารถกำหนดมาตรการ เชิงป้องกันปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืนได้


มาทำความเข้าใจเรื่องขีดความสามารถในการรองรับการท่องเที่ยว หรือ CC (Tourism Carrying Capacity) แบบง่ายกันก่อน

การท่องเที่ยวเป็นบริบททางสังคม ที่คนออกจากถิ่นของตัวเองไปยังพื้นที่อื่นเพื่อการแสวงหา ความรู้ ประสบการณ์ และความพึงพอใจในกิจกรรมใหม่ๆ โดยมีการเดินทาง การจับจ่าย และการสื่อสาร กับแหล่งเป้าหมายปลายทางที่มีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมการบริการรองรับ ความสะดวกสบาย ของผู้มาเยือน และรายได้จากการให้บริการนั้นๆ จึงเป็นเป้าหมายของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

เรื่องของขีดความสามารถในการรองรับจึงหมายถึงพื้นที่ปลายทางของเจ้าบ้าน สามารถ รับผู้มาเยือนได้อย่างเหมาะสม นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจ มีความยินดีที่จะจ่าย เจ้าบ้านมีรายได้ จากการให้บริการอย่างเหมาะสม ไม่เกิดการแย่งชิงทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานจนอาจก่อให้เกิด ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ปลายทางนั้น การกำหนดขีดความสามารถ ในการรองรับ จึงต้องมีการประเมินระดับที่รองรับได้ และพิจารณาหยุดการขยายตัวในระดับ ที่เหมาะสม มีการกำกับควบคุมการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวไม่เกินจำนวนที่กำหนด ให้การบริการ สามารถตอบสนองได้อย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดการถดถอยของการท่องเที่ยว หรือการกระทบทำลายพื้นที่ปลายทางนั้นๆ

เมื่อใดที่พื้นที่ปลายทางพบปัญหาจากการท่องเที่ยว แสดงว่าเกิดความไม่สมดุลของอุปทานกับอุปสงค์ ทางการท่องเที่ยวขึ้น การบริหารจัดการของเจ้าบ้านหนึ่งๆ หรือของรัฐ หรือของชุมชนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาคือ แนวทาง แต่หากพื้นที่ใดมีความฉลาด สามารถวางแผนเพื่อป้องกันหรือลดปัญหาดังกล่าวได้ ความเหมาะสม และความยั่งยืนจะอยู่ได้เป็นเวลานาน และเมื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถลดผลเสียที่เกิดขึ้นได้ ย่อม เกิดความพึงพอใจของทุกฝ่าย แต่หากการแก้ไขนั้น ได้ดำเนินการมาจนไม่สามารถที่จะแก้ไขได้แล้ว เนื่องจาก ข้อจำกัดของปัจจัยที่มีอยู่ เมื่อนั้นคือจุดที่เกินขีดความสามารถในการรองรับแล้ว จึงต้องมีมาตรการในการหยุด หรือลดการขยายตัว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของพื้นที่ เฉกเช่นเมื่อน้ำเต็มแก้วแล้ว ย่อมไม่สามารถเติมน้ำได้อีก เว้นแต่จะเปลี่ยนแก้ว หรือเพิ่มแก้วใบใหม่ (คือเปลี่ยนพื้นที่ท่องเที่ยวสำหรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น) การยกตัวอย่างแก้วอาจดูแข็งไปหน่อย แต่หากเรามองลูกโป่งที่เมื่อเติมลมพอดีจะสวยงามตามรูป แต่หาก เติมมากเกินไป รูปร่างอาจเพี้ยนและแตกระเบิดในที่สุด

ณ วันนี้ แหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากมีปัญหาจากการพัฒนาเกินขีดความสามารถในการรองรับของ ตนเอง ทั้งที่เกิดเนื่องจากมีการจัดการไม่เหมาะสม และที่ไม่สามารถจัดการได้ โดยในหลายพื้นที่ได้ขยาย พื้นที่รองรับไปยังพื้นที่ใหม่ บ้างก็เป็นการขยายไม่เหมาะสม บ้างก็เป็นการกระทำผิดกฎหมาย บ้างก็ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายตัวของโรงแรม บ้านพัก และสถานบริการการท่องเที่ยว ขึ้นสู่พื้นที่ภูเขาของภูเก็ต เกาะสมุย เกาะช้าง และเพชรบูรณ์ เป็นต้น


เราจะทำอย่างไรหากต้องการให้เมืองท่องเที่ยวเหมาะสม ควรตอบคำถามเบื้องต้นดังนี้ก่อน

เหมาะสมเพื่อใคร/อย่างไร

  • ชาวเมืองอยู่เป็นสุข มีรายได้ดี เพียงพอค่าใช้จ่าย รักบ้านเกิดไม่ทิ้งถิ่น (ขายที่ดินหรือแบกรับค่าครองชีพ ที่สูงขึ้นไม่ไหว) ไม่เดือดร้อนจากปัญหาน้ำ-ไฟฟ้าขาดแคลน น้ำเน่า ขยะตกค้าง อากาศเป็นพิษ และชีวิต ลำบาก
  • ชุมชนและท้องถิ่นในเมือง สามารถคงอัตลักษณ์และความเป็นอยู่ได้อย่างดี สามารถพัฒนาและ ใช้ประโยชน์ชุมชนเพื่อการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม หรือมีการพัฒนา ที่ยั่งยืนนั่นเอง
  • นักลงทุน ผู้ประกอบการ ปฏิบัติตัวถูกต้องตามกฎหมาย มีธุรกิจและรายได้เหมาะสมเพียงพอกับ การลงทุน ไม่แสวงผลประโยชน์เกินพอดี ไม่บุกรุกทำลายทรัพยากร และไม่มีปัญหาความขาดแคลนและ ล้นเกินของโครงสร้างพื้นฐาน
  • ภาครัฐ มีงบประมาณเพียงพอ และพร้อมลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภายใต้ ขีดความสามารถรองรับที่เหมาะสม
  • นักท่องเที่ยว มีความพึงพอใจ ไม่อึดอัด รำคาญ หรือลำบากในการมาเที่ยว ต่อสภาวะไม่ล้นเกิน ของจำนวนนักท่องเที่ยว


เหมาะสมแค่ไหน อย่างไร

  • นักท่องเที่ยวรวมประชากร มีจำนวนพอเหมาะ ไม่เกินขีดความสามารถในการรองรับของโครงสร้าง พื้นฐานด้านต่างๆ มีบริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่เหมาะสมเพียงพอทุกฤดูตลอดปี โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง วันที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด
  • สถานประกอบการ มีจำนวนไม่เกินการบริการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก มีอัตราการใช้บริการ ไม่ต่ำจนขาดทุน (เป็นบริการที่ถูกต้องในด้านการจดทะเบียน การถือครอง และการใช้ที่ดิน)
  • ภาครัฐ มีความพร้อมในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง สมดุล
  • ชุมชน อยู่อย่างพอเพียง ไม่ประสบปัญหาทางสังคม ทั้งจากภายในและกับผู้มาใหม่
  • สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และที่สาธารณะไม่ถูกบุกรุกทำลาย


ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ควรเป็นเท่าไหร่

การประเมินระดับขีดความสามารถในการรองรับ ดูจากปริมาณนักท่องเที่ยวต่อการบริการด้านต่างๆ อย่างเพียงพอ โดยพิจารณาจาก

  • ปริมาณนักท่องเที่ยวต่อวันที่ใช้บริการ คือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ในวันนั้น รวมนักท่องเที่ยวที่พัก สะสมจากวันก่อนๆ โดยให้ความสำคัญกับปริมาณนักท่องเที่ยวสูงสุดในช่วงฤดูและวันท่องเที่ยวสูงสุด
  • ปริมาณการบริการโครงสร้างพื้นฐาน (น้ำใช้ ไฟฟ้า การเก็บและกำจัดขยะ การบำบัดน้ำเสีย) ที่เพียงพอ ต่อนักท่องเที่ยวสูงสุดต่อวันท่องเที่ยวสูงสุด รวมประชากรในชุมชนและประชากรแฝง
  • ปริมาณสถานบริการการท่องเที่ยว นอกจากต้องสามารถรองรับนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมแล้ว ต้องใช้ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานที่พอดีด้วย รวมถึงอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมตามผังเมือง ผังชุมชน และข้อบัญญัติ การก่อสร้าง
  • ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ประชากร และผู้เกี่ยวข้อง ต่อขนาดของปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งวัดด้วยการสอบถามหรือเกณฑ์การประเมิน

สำหรับการวางแผน หลักการเหล่านี้คือความจำเป็น แต่หากพื้นที่ใดประสบปัญหา นั่นหมายถึงการพัฒนา เกินขีดความสามารถแล้วอย่างแน่นอน


แนวทางสร้างความเหมาะสม จึงอยู่ที่การสร้างความพอดีให้เกิดขึ้น โดยการควบคุมจำนวน หรือเพิ่มการจัดการที่ดี โดย

  • รัฐจะต้องมีนโยบาย วิสัยทัศน์ และแผนพัฒนาที่ถูกต้อง ไม่มุ่ง ในการเพิ่มปริมาณการขยายตัวของการท่องเที่ยวโดยขาดการจัดการที่ดี และไม่มองเป้าหมายเพียงตัวเลขของนักท่องเที่ยวและรายได้ที่เข้ามาเพียง อย่างเดียว จะต้องทำการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดความชัดเจน ไม่ใช่เพียง การสร้างวาทกรรมของคำให้ดูดี
  • กำหนดเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมต่อการรองรับ โดยเฉพาะต่อด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้โดยหลักการคือประเมินว่า ในวันหนึ่งๆ ควรมีนักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่จำนวนเท่าใด ที่สามารถใช้ ทรัพยากรร่วมกับประชาชนและแรงงานที่มีอยู่ประจำ หากช่วงใดมีส่วนเกิน จำเป็นต้องควบคุมให้ลดลง แต่สามารถไปเพิ่มในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวน้อย ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสร้างฤดูกาลการท่องเที่ยวใหม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปียังอาจสามารถเพิ่มได้โดยไม่กระทบ ขีดความสามารถในการรองรับที่กำหนด
  • ควบคุมปริมาณสถานบริการ โรงแรม ที่พัก อสังหาริมทรัพย์ และ สถานบริการ ให้พอดีกับขีดความสามารถในการรองรับที่กำหนด ลดหรือ ห้ามการขยายตัวขนาดใหญ่ ตรวจจับการพัฒนาที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการขยายตัวสู่พื้นที่ป่าเขา การรุกล้ำชายหาดหรือเกาะแก่งต่างๆ
  • ทำความเข้าใจกับคนในชุมชน ผู้ประกอบการ และสังคมโดยรวม ถึงความจำเป็นในการควบคุมกำกับดูแลการขยายตัวของนักท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน โดยคำนึงถึงประโยชน์โดยรวมมากกว่าประโยชน์เฉพาะตน ลดการแข่งขัน หันมาสร้างความร่วมมือระหว่างกันบนความสมดุลและความ พอใจทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้รวมถึงการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและ สังคมมากขึ้น
  • สนับสนุน ส่งเสริม การพัฒนาเป้าหมายปลายทางท่องเที่ยวไปยัง พื้นที่อื่น (เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใหม่) หรือเวลาท่องเที่ยวอื่น (นอกวันหรือ นอกฤดูท่องเที่ยว)
  • ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยในการกำกับดูแล และรักษา สถานภาพของการท่องเที่ยว ให้อยู่ในระดับของความยั่งยืน


กล่าวโดยสรุป จะพัฒนาการท่องเที่ยวแต่ละแหล่ง ท่องเที่ยวให้พอเหมาะ เกิดประโยชน์ต่อทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างพอเพียง สู่การท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน ต้องดูว่าแหล่งท่องเที่ยวนั้นสามารถรองรับการ ท่องเที่ยวได้แค่ไหน โดยวัดว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยว ได้เท่าไหร่ (ทั้งในปัจจุบันและตามแผนการลงทุนสำหรับ อนาคตที่คุ้มค่า) มีการจัดการจุดหมายปลายทาง (Destination Management) นั้นๆ ให้ถูกต้อง สมดุล และ สมบูรณ์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ จะมีพื้นที่ใดสามารถ ทดแทนการท่องเที่ยวในภาวะล้นเกินได้ รวมทั้งปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการ แย่งกันกินแย่งกันใช้ในช่วงวันหยุดระยะยาว เป็นการ กระจายไปในช่วงนักท่องเที่ยวต่ำ (ส่วนนี้จะยังประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจระบบอื่น ที่ไม่ขาดบุคลากรในการทำงาน เป็นเวลานานพร้อมกันด้วย)

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจริงจังกับการวางแผนการจัดการ ที่เหมาะสมเป็นระบบ ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน โดยมอง เป้าหมายระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น

 


เรื่อง : ดร.อนุชา เล็กสกุลดิลก


หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นโดยตระหนักว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากมีการขยายตัวเกินกำลังที่จะรับได้ โดยสะท้อนออกมาในรูปของปัญหา ผลกระทบ ความขาดแคลน ความไม่พึงพอใจ ความเดือดร้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ผ่านมา หลายพื้นที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่มักไม่สนใจเรื่องขีดความสามารถในการรองรับ โดยเน้น เฉพาะด้านที่พยายามจะรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ละเลยผลที่มีต่อการสร้างปัญหาใหม่ หรือผลเสียต่อผู้เกี่ยวข้องบางส่วน แนวความคิดการควบคุมและจำกัด ปริมาณนักท่องเที่ยวมีมานานแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ มีแต่เพียงใช้ได้บางพื้นที่ในเขตอนุรักษ์ที่มีการควบคุมและกฎหมายเฉพาะ แต่ในพื้นที่เมืองที่มีผู้เกี่ยวข้องมาก ผลประโยชน์เยอะ กลับไม่สามารถนำมาปฏิบัติ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องดำเนินการให้ชัดเจนและแน่วแน่ บทความนี้เป็นเพียงการเสนอแนวความคิดเพื่อให้รับรู้และ ตระหนักในวงกว้างมากขึ้น หวังว่าจะไม่มีนโยบาย แนวปฏิบัติ และการพัฒนาที่นำไปสู่ความไม่ยั่งยืนของทุกภาคส่วนในเวลาอันใกล้นี้