เมื่อวันที่ 3-4 เมษายน 2560 ที่กรุงเทพฯ มีงานชุมนุมความคิด ด้านกีฬามวลชน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Mass Participation Asia Conference 2017’ งานนี้รวมบรรดาผู้จัดกีฬา ผู้สร้างสรรค์อีเวนต์ชั้นนำ ระดับเอเชียมาบรรยายแลกเปลี่ยนข้อมูล ว่ากันว่า Mass Participation กำลังเป็นเรื่องร้อนแรง ถูกจับตามอง เพราะสร้างดีมานด์ในเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็วและมหาศาล

“ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีให้จัดกีฬา และถ้าเศรษฐกิจ ดีแล้ว ยิ่งต้องจัดกีฬา”

ผมโน้ตข้อความนี้จากสปีกเกอร์ชาวออสเตรเลียที่อย่เู บื้องหลัง การ ปลุกปั้นรายการเทนนิสมหาอำนาจอย่าง Australian Open ที่มีมูลค่า หลายหมื่นล้านเหรียญในปัจจุบัน ตอนหนึ่งของการบรรยาย เขาอธิบาย เรื่องนี้ไว้น่าคิดตามว่า หากเศรษฐกิจไม่ดี ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือ กันสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมา ที่ได้ผลที่สุด คือ กีฬา

เพราะกีฬาไม่ได้มีแค่วันเดียวจบ แต่มี 100-200 วันของการเตรียมงาน กีฬากระจาย ‘ความหวัง-ความต้องการ-การจับจ่าย’ ไปยังผู้มีส่วนร่วมต่างๆ อาหาร การเดินทาง เสื้อผ้า ใครๆ ก็รู้ว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษขายเสื้อนักฟุตบอล ขายของที่ระลึกได้รายได้มากกว่า ราคาตั๋วทั้งฤดูกาลรวมกัน เพราะคนซื้อตั๋วได้แค่คนละใบต่อแมตช์ แต่ของที่มีตราสโมสร ซื้อหาเก็บสะสมกันคนละหลายชิ้น

อีกอย่างถ้าเศรษฐกิจดีแล้ว มหกรรมกีฬาจะยิ่งมีส่วนทำให้คนสนใจสุขภาพ ดูกีฬา ผ่อนคลายเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ ทำกิจกรรมด้านกีฬาร่วมกันสร้างความสุขให้คนจำนวนมาก เป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว

ส่วนสปีกเกอร์อีกท่านให้รายละเอียดของ Mass Participation ในมุมของการทำให้เป็น กีฬามวลชนถูกยกระดับเป็น ‘Superstar’ โดยอาศัยพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กยุคปัจจุบันว่า เขาทำให้เกมการต่อสู้ที่มีผู้เล่นบนเวที 2 คน 2 ฝ่ายอย่าง ONE Championship กลายเป็น สังเวียนที่เกี่ยวข้องกับผู้คนนับล้านอย่างน่าอัศจรรย์ จากเดิมเป็นกีฬาที่ไม่เคยมีใครรู้จัก เมื่อ 6 ปีก่อน แต่วันนี้แค่ผู้ชมเห็นภาพโปสเตอร์ถูกโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์กลับเรียก อำนาจความสนใจอย่างถล่มทลาย พร้อมกับร่ายมนต์เรียกสปอนเซอร์ให้จองกันข้ามซีซั่นทีเดียว

เทนนิสจากออสเตรเลีย คอมแบตสปอร์ตจากสิงคโปร์ ‘ฮิต’ คนทั่วโลกอย่างไร 2 ครีเอเตอร์ ได้บรรยายบนเวทีนี้อย่างออกรส การขึ้นเป็น ‘กีฬามหาอำนาจ’ ที่มีมูลค่าทางธุรกิจระดับ พันล้านเหรียญ นั่นมีเรื่องหนึ่งที่เหมือนกัน คือ การบริหารที่ ‘เล่น’ กับคนหมู่มากอย่างมี ชั้นเชิง พวกเขาเป็นผู้เล่นในเกม Mass Participation กันอย่างไร ถึงทุบสกอร์ทั้งเรื่องรายได้ และความนิยม บทความนี้มีคำตอบ

 

Australian Open ดูแลแฟนเก่า และหาแฟนใหม่

เบน สแล็ค (Ben Slack) สวมหมวกเป็น Head of International Business, Tennis Australia เขาเริ่มต้นด้วยสไลด์บนจอด้วยตัวอักษร AO-Australian Open บนพื้นสีฟ้า แหงละ…คุณเคยได้ยินรายการแข่งขันนี้ใช่ไหม? ไม่น่าเชื่อว่างานนี้จะจัดขึ้นมานานถึง 112 ปี แล้ว (เริ่มในปี 1905) งานที่จัดต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมผ่านปัญหามาอย่างมากมาย

AO เคยมีปัญหาที่ต้องแก้ไขมาตลอด เช่น เรื่องการจัดแข่งเทนนิสในทวีปออสเตรเลีย บรรดามือวางอันดับต้นๆ ของโลกมักเป็นนักกีฬาจากยุโรปหรืออเมริกา พวกเขาไม่ค่อยอยาก เสียเวลาบินอ้อมโลกมาแข่งขันรายการนี้ เพราะเป็นทวีปที่อยู่ห่างไกล มีเรื่องการปรับตัว ที่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่น แต่ปัจจุบันปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้ว ที่นี่เป็นรายการเมเจอร์ของโลก มีผลเรื่องการจัดอันดับฝีมือนักเทนนิสอาชีพ มีเงินรางวัลมูลค่ารวมทุกประเภทสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (1,280 ล้านบาทโดยประมาณ)

“พูดง่ายๆ ว่า เราแก้ปัญหาเรื่องของนักกีฬาจบแล้ว แต่ AO ยังต้องมาทำความเข้าใจ กับผู้ชมเทนนิสในปัจจุบัน ที่มีทั้งคอเทนนิสที่เป็นแฟนเก่า ผู้หลงใหลกีฬาเทนนิสเพียวๆ ดูการหวดลูกสักหลาดไป-มา เข้าใจกฎกติกากว่า 20 ข้อบนกรอบสี่เหลี่ยมสีเขียว กับแฟนใหม่ที่สนใจความสนุกของกีฬา การจัดงาน มาเพื่อกินบรรยากาศ ข้อหลังนี้ เป็นเรื่องที่ทีมเราให้ความสนใจ ลองคิดดูสิครับ ตำแหน่งนั่งชมบนสเตเดียมต่อให้มี ขนาดใหญ่แค่ไหน ก็จุได้แค่หลักหมื่น แต่เราต้องการให้คนมาร่วมงานเพื่อให้เป็นเทศกาล ทำให้เมืองเมลเบิร์นคึกคัก เราต้องทำอย่างไร?”

เบนพูดเรื่องนี้กับหัวข้อ ‘A Grand Slam Case Study: Increasing Your Non-Core Fan Base and Engaging Better with Them’ การทำให้คนที่ไม่ใช่แฟน กีฬา มีความสุขกับอีเวนต์กีฬาไปด้วย เบนยืนยันว่าจะเป็นหนทางของการจัดกีฬา อย่างยั่งยืนและชื่นมื่นทุกฝ่าย บิสเนสแมเนเจอร์ชาวออสซี่ กดสไลด์ให้ดูหลายภาพ ติดต่อกัน ออสเตรเลียน โอเพ่น มีทั้งการขยายพื้นที่จัดงาน สร้างอาคารแสดงสินค้า ภาพเวทีคอนเสิร์ต กิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย สนามเด็กเล่น ลานกินดื่ม ห้องทำครัว เคลื่อนที่ สตรีทอาร์ต และอะไรต่ออะไรอีกสารพัดที่บรรจุอยู่ในเทศกาล 14 วัน

ทีมรีเสิร์ชคอยเก็บข้อมูลและสังเกตพฤติกรรมพบว่า ‘กลุ่ม None-Core’ จะมีเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ การเอนเตอร์เทนคนที่ไม่ใช่แฟนเทนนิส เขาพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้เทนนิส เป็นตัวไดรฟ์ คุณต้องทำความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมงานกลุ่มต่างๆ อย่างแท้จริงว่า พวกเขา สนใจอะไร แล้วนำสิ่งเหล่านั้นไปบริหารจัดการ เพิ่มเติมสร้างสรรค์ในงาน ฟังดูเหมือนง่าย แต่เป็นเรื่องที่ท้าทายความกล้าหาญในการลงทุน

ทว่าผลลัพธ์กลับออกมาดีเกินคาด เขาทำให้จำนวนผู้เข้าชมรายการออสเตรเลียน โอเพ่นสูงขึ้นทุกปี เป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย โดยหัวใจของความสำเร็จนี้ ไม่ได้ใช้เทนนิส เป็นแม่เหล็กหลักอย่างเดียว ยังมีแม่เหล็กรองในส่วนอื่นๆ เป็นความบันเทิงที่ถูกใจชาวเมือง เมลเบิร์นและนักท่องเที่ยวแฟนเทนนิสจากทั่วโลกที่ใจจดใจจ่อรอชมทัวร์นาเมนต์นี้

 

AO วางแผน พลิกแพลง พลิกโฉม

AO มีจุดเด่นเป็นการดวลแร็กเก็ตของนักเทนนิสมือวางอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว พวกเขาเป็นแม่เหล็กที่มีพลังมหาศาล ผู้ชนะงานนี้บางปีถึงกับได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมา เป็นมือหนึ่งของโลก ในขณะที่อีกฝ่ายก็มาเพื่อป้องกันตำแหน่งของตัวเอง ใช่, เป็นงาน ที่ดูสนุกและมีประวัติศาสตร์ แต่ออสเตรเลียน โอเพ่นจัดติดต่อกัน 14 วัน ไม่ใช่แค่เรื่อง ของนักกีฬาชิงชัยกัน นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชมมีส่วนร่วมได้น้อยนิด

การบริหารจัดการของเบน สแล็ค และทีมมีรายละเอียดที่น่าคิดตามว่า พวกเขามอง อะไรที่มากกว่าทัวร์นาเมนต์เทนนิส แต่ทำให้รายการนี้เป็น ‘Sport City Destination’ สามารถ Integrate รวบรวมความบันเทิงต่างๆ มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มวลชนที่มาดู เทนนิส หรือผู้ติดตามมาดูเทนนิส เบนเล่าต่อว่า “เราต้องสร้างคุณค่าการมีส่วนร่วม มากถึงมากที่สุด”

ภาพมุมสูงที่เบนแสดงให้เห็นถึง ‘เมลเบิร์นพาร์ค’ (Melbourne Park) ขณะที่มี การจัดออสเตรเลียน โอเพ่น เต็มไปด้วยอาคาร การจัดงาน เต็นท์สีฟ้า ผู้คนขวักไขว่ พูดง่ายๆ ว่าคณะผู้จัดได้ทำให้ที่นี่เป็น ‘เมืองออสเตรเลียน โอเพ่น’ ที่มีชีวิตชีวา เกิดกิจกรรมต่างๆ คู่ขนาน ไปกับการแข่งขันเทนนิส ทำให้เทนนิสรายการนี้ มีความแตกต่างจากสนาม Grand Slam อื่นๆ ทิ้งห่างเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ชมไปหลาย ช่วงตัว นั่นมาจากการวางแผนพลิกแพลงและ พลิกโฉมของผู้จัดกลุ่มนี้

งาน AO มีสเตทโชว์ดนตรีจากศิลปินดัง มีร้านชิมอาหาร มีเลานจ์ให้นั่งดื่มไวน์ มีเพลย์กราวนด์สนามเด็กเล่น มีบริการรับฝาก ดูแลเด็กๆ ให้พ่อแม่ได้รื่นเริงกับงานได้อย่างไม่ ต้องกังวลกลัวเด็กหาย เบนให้แนวคิดข้อหนึ่งว่า ‘Mass Participation’ หัวใจความสำเร็จ คือ การบริหารความพึงพอใจที่หลากหลายของ ผู้เข้าร่วมให้ได้

ในช่วงพักเบรก ผมมีโอกาสสนทนากับเบน ผู้เข้าร่วมสัมมนา หลายท่านสนใจถามเขาด้วยคำถามทำนองเดียวกันว่า “นำกิจกรรม มากมายมาเสริมเทนนิสทัวร์นาเมนต์นี้ จะมาแย่งซีนให้งานเทนนิส เสียสมดุลไหม” ผู้บริหารหัวก้าวหน้าตอบได้คมคายว่า

“คุณลองคิดดูสิ อาจจะมีแค่คนราว 10% เท่านั้นที่เห็นฟอร์มการเล่น ที่ร้อนแรงของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ กับ ราฟาเอล นาดาล ตั๋วการแข่งขัน ของทุกคู่ Sold Out ก่อนถึงวันแข่งด้วยซ้ำ ผู้ชมที่พลาดโอกาสดูสด จากขอบสนาม พวกเขาสามารถดูผ่านช่องทางอื่นได้ หากคิดแค่ว่า เราทำสำเร็จแล้วที่ทัวร์นาเมนต์นี้ Full Booking มูลค่าอื่นๆ ที่เพิ่มพูน จากเทนนิสจะไม่เกิดขึ้นเลย มันเป็นวงจำกัดมาก การทำให้ผู้คนออกมา จอยอีเวนต์ ออกมารับบรรยากาศ ความสนุกสนานของงานโดยที่พวกเขา อาจจะไม่ใช่ Core เทนนิส จะทำให้งานนี้มี Dynamic พอจะขับเคลื่อน เมืองทั้งเมืองได้ ตอนนี้พวกเราคิดถึงการจัดงานในปี 2018, 2019 หรือ 2020 ไว้แล้วว่าจะต้องทำให้งานสนุกมากขึ้นอีก”

 


ONE Championship ไม่มีกำแพงเรื่องการชมกีฬา

ซีอีโอหน่มุของวันแชมเปี้ยนชิพ ขึ้นเวทีมาพูดด้วยความกระฉับกระเฉง เขาคือ วิคเตอร์ ชุย (Victor Cui) สไลด์ของเขาเต็มไปด้วยสถิติตัวเลข ที่บันทึกความสำเร็จของสังเวียนการต่อสู้ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในปี 2011 วิคเตอร์เริ่มต้นเล่าแบ็คกราวนด์ชีวิตตัวเองว่า ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ในสิงคโปร์ มีเชื้อสายจีน คลุกคลีอยู่ในแวดวงกีฬามามากกว่า 15 ปี เคยทำงานบริหารงานให้เครือข่ายช่องกีฬา ESPN-Star Sport และ PGA Tour

วิคเตอร์เล่าว่า เขามักได้รับโจทย์สุดหินที่ต้องนำกีฬาชนิดใหม่ วัฒนธรรมใหม่ไปเผยแพร่ในที่ใหม่ หาผู้ชมกลุ่มใหม่ นั่นคือ ภารกิจหลักของช่องเคเบิลกีฬาในยุค 1990-2000 ความบันเทิง ในยุคโลกาภิวัตน์ทำงานอย่างนี้ ฟังดูเหมือนเป็นงานที่ยากและ น่าปวดตัว วิคเตอร์แสดงภาพสไลด์ผลงานว่า เขาเคยนำ X-Games กีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ผาดโผน อย่างสเก็ตบอร์ดและ มอเตอร์ครอส ไปเผยแพร่ให้ผู้ชมชาวจีนติดตาม ต้องข้ามกรอบ ความคิดว่าชาวจีนคือผู้ชมอนุรักษนิยมที่ไม่รับอะไรง่ายๆ เคร่งขรึม ไม่ชอบความเสี่ยง ในขณะที่หัวใจของ X-Games มันคือความเสี่ยงแบบสุดขั้ว จากโปรเจกต์นั้น เขาเริ่มเรียนรู้ว่าการสื่อสารแบบ Cross Culture เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อความสนุกของกีฬาอยู่นอกเหนือเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรม กำแพงภาษา แต่เป็นเรื่องที่พูดกับ ‘สัญชาตญาณ’ ของผู้ชม

ในปี 2011 ที่สิงคโปร์ วิคเตอร์ผุดไอเดียแปลกใหม่พับแขนเสื้อ ทำรายการสังเวียนการต่อสู้ชื่อว่า ‘ONE Championship’

ธุรกิจใหม่ที่เขาอยากบุกเบิกเป็นออร์แกไนเซอร์ โปรโมเตอร์ คือ Mixed Martial Arts (MMA) กีฬาที่เปิดกว้างต้อนรับศิลปะ การต่อสู้ด้วยมือเปล่าทุกรูปแบบที่อยู่ในรากวัฒนธรรมของแต่ละชาติ กังฟู เทควันโด ยูโด คาราเต้ ยูยิตสู (jiu-jitsu คือ ศิลปะการต่อสู้ สมัยใหม่ที่มีจุดเด่นด้านการล็อกจับ และการต่อสู้บนพื้น) มวยปล้ำ รวมถึงแม่ไม้มวยไทย ให้นักกีฬามาประชันความสามารถภายใต้กติกาที่เคร่งครัดรัดกุม แพ้คัดออก

การมาถึงของศึกเพื่อชิงความเป็นหนึ่งครั้งนี้ เริ่มถูกจับตา มองจากสื่อฯ ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยวิธีคิดของวิคเตอร์ ชุย ที่เฉียบคม เมื่อวิเคราะห์ว่าสิงคโปร์เป็นเกาะขนาดเล็ก ไม่มีมรดก ทางศิลปะการต่อสู้ให้สืบสาน แต่คงไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าเมือง มีความพร้อม มี Facility สิ่งอำนวยความสะดวก มีสเตเดียมและการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมสู่การเป็น ‘Hub’ ของ Mixed Martial Arts ในเอเชีย ตามวิสัยทัศน์ของวิคเตอร์ ชุย ตอนหนึ่ง เขาบรรยายว่า

“เราถามกันมานานเหลือเกินว่า ศิลปะการต่อสู้แต่ละชาติ ในตะวันออกที่มีอายุราว 5,000 ปีที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ตกลง ในที่สุดแล้ว ศิลปะการต่อสู้แขนงไหนเป็นที่ 1 นั่นคือ Core Idea ของ ‘ONE Championship’ นักสู้แต่ละชาติ พวกเขาขึ้นสู้ด้วย ความภาคภูมิใจและกระหาย ผู้ชมต่างรับรู้ถึงจิตวิญญาณของนักสู้คนโปรดของเขาได้”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Respect การเคารพนับถือกันระหว่างคู่ต่อสู้ด้วยกันเอง หลังสิ้นเสียงระฆัง นักสู้คือเพื่อนกัน หรือเรื่อง ความกล้าหาญ ความอ่อนน้อมถ่อมตน การต่อสู้เพื่อความฝัน อดทน ฝึกซ้อมอย่างมีวินัย คอนเทนต์เหล่านี้เป็นเรื่องเชิงสัญชาตญาณ ที่จับจิตจับใจผู้ชมทุกชาติทุกภาษา

 

มหาอำนาจ 1 พันล้านวิว

วันแชมเปี้ยนชิพ แสดงให้เห็นว่ามีมวลชนมหาศาลที่ติดตาม การแข่งขันนี้ โดยถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นอีเวนต์กีฬาที่อายุน้อย ที่สุดในประวัติศาสตร์ และแตะตัวเลขผู้ชมที่ 1,000 ล้านวิวเวอร์ ในเร็วๆ นี้ วิคเตอร์ทำให้แบรนด์ของ ONE Championship เป็น World Class Brand ที่มีสปอนเซอร์เบอร์ใหญ่ของโลก อาทิ LG, Disney, Casio, Havoline, Universal Music มาจับมือร่วมเป็น พันธมิตรทางธุรกิจ เขาอธิบายว่าสิ่งที่บริหารจัดการนั้นเรียกว่า ‘Sport Media Property’ วงการกีฬาสมัยใหม่ต่างให้ความสนใจ เรื่องนี้อย่างยิ่งยวด เพราะทุกๆ อย่างมีเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ โยงใยมูลค่าให้เกิดขึ้นทั้งการแข่งขัน ตัวนักกีฬา ที่ต้องให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือโซเซียลเน็ตเวิร์ก

เจ้าตัวกลั้วเสียงหัวเราะแล้วบอกว่าตลอด 5 ปีมานี้ เขาต้องมา เรียนรู้ยังกับเด็กๆ ว่าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เล่นอย่างไร ทำงานอย่างไร โดยที่ปัจจุบันหน้าแฟนเพจ Victor Cui บนเฟซบุ๊ก มีผู้ติดตาม 1.2 ล้านสกอร์ไลค์ ส่วน ONE Championship มีแฟนอยู่ 3.5 ล้านสกอร์ไลค์ ทุกๆ อย่างเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป การเล่นกับอารมณ์ร่วม ของผู้ชมเป็นเรื่องที่ต้องประเมินอย่างสม่ำเสมอ วิคเตอร์จะโพสต์ อะไรเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ ONE Championship อยู่ตลอดเวลา เขาเล่าว่าไม่เคยหายไปจากหน้าจอ

ซีอีโอที่มีความไฮเปอร์แอคทีฟ โชว์ให้ดูว่า เมื่อคุณทำอีเวนต์ ที่ประสบความสำเร็จในวันงานอย่างท่วมท้น ทั้งหมดจะถูกสะท้อน ไปยังโซเชียลเน็ตเวิร์ก ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีสถิติพบว่ายอดการ Reach เข้าถึงข้อมูลของเพจ ONE Championship ประเมิน เปรียบเทียบจากปี 2014 กับปี 2016 พบว่าโตขึ้น 1,134% โตชนิดที่ รายการกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการกีฬาโลก รวมยอดแชร์ คอนเทนต์ตลอดปีมีทั้งสิ้นกว่า 454,000 แชร์ บนช่อง YouTube มีผู้ติดตามกว่า 6.8 ล้านคน วิคเตอร์เชื่อว่า มันเป็นเพียงการเริ่มต้น นี่เป็นปีที่ 7 ของ ONE Championship เท่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ ใหม่ๆ ของสังเวียนผืนผ้าใบและโลกออนไลน์ที่รอเซอร์ไพรส์ผู้ชม ผู้ติดตามรายการนี้

 

สรุปโอกาสของ Mass Participation ในมุมท่องเที่ยว

สังเกตเห็นอะไรไหมครับว่า วันนี้ทุกๆ กีฬาล้วนมีแฟนประจำ ความรักความสนใจความคลั่งไคล้ ไม่ใช่แค่รักชอบธรรมดา แต่ยังแทรกซึมเข้ามาเป็นไลฟ์สไตล์ เป็น ‘ชีวิตที่สอง’ หรือ ‘Second Life’ ในชีวิตผู้คน กีฬาได้เข้ามาให้จุดหมายในการเดินทาง ให้ชุดยูนิฟอร์มแฟชั่นสวมใส่ ให้สังคม ให้ภาษาใหม่ๆ ในการพูดคุย กีฬา เป็นมหาอำนาจที่ให้อัตลักษณ์ความคิดรูปร่างใหม่แก่ผู้คนนับล้าน

เมื่อกีฬาทรงพลังเป็นมหาอำนาจถึงเพียงนี้ แน่นอนว่า สเตเดียมไม่ได้วางอยู่หน้ารั้วบ้าน การเดินทาง การออกท่องไป เพื่อจะให้ถึง ‘วิหารแห่งความสุขของชีวิตที่สอง’ นี้ คือโอกาส ที่ท้าทายความเข้าใจใหม่ๆ ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวนี้ คุณต้อง ‘เล่น’ กับพวกเขาให้เป็น จะด้วยวิธีการไหนนั้น ทั้ง เบน สแล็ค และ วิคเตอร์ ชุย เฉลยไว้แล้วบางส่วนครับ



เรื่อง : มนตรี บุญสัตย์