“ถามหาเจ้าภาพ...แก้ปัญหาเน่าเรื้อรังของท่องเที่ยวภูเก็ต”
“สำรวจ 6 เมืองชายทะเล-ท่องเที่ยว ชลบุรี-ชะอำ-ภูเก็ต ห้องชุดทะลัก”
“ภูเก็ตไข่มุกอันดามันวันนี้ หึ่งไปทั้งโลก”
“ลงทุนโรงแรมอันดามันคึกคัก จีนทะลัก ภูเก็ต-พังงา-กระบี่”

ผู้เขียนสังเกตมาสักพักแล้วว่า ข่าวคราวที่เรารับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของ ‘ภูเก็ต’ จังหวัดที่ทำ รายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับต้นๆ ปีละหลายแสนล้านบาท นักท่องเที่ยวมาเยือนปีละกว่า 13 ล้านคนนั้น พักหลังๆ ดูจะผสมปนเปกันระหว่างข่าวการลงทุนโรงแรมที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข่าวตัวเลขนักท่องเที่ยว (ซึ่งบางปีก็โต บางปีก็หด) และข่าวปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏคำว่า ‘เรื้อรัง’ ‘คาราคาซัง’ ต่อท้าย มากขึ้นเรื่อยๆ

แสดงว่าปัญหาเหล่านี้มีมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

ข่าวเหล่านี้รวมๆ ฉายภาพจังหวัดท่องเที่ยวซึ่งดูเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ ‘ไม่ยั่งยืน’

คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเส้นทางเดียวกันกับ ‘ปาย’ ‘เกาะพีพี’ ‘พัทยา’ และแหล่งท่องเที่ยวอีกนับ ไม่ถ้วนในไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากออกปากว่า เปลี่ยนไปในทางที่ไม่น่าเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน

ขาดเสน่ห์ดึงดูดจากอัตลักษณ์บางอย่าง ซึ่งอาจจะอธิบายเป็นคำพูดชัดๆ ไม่ได้ รู้แต่ว่าครั้งหนึ่งเคยมี แต่วันนี้สูญหายไปแล้ว

ในพื้นที่เหล่านี้และอีกมากมายทั่วประเทศ คนท้องถิ่นดั้งเดิมจำนวนมากที่ไม่อยากประกอบอาชีพเกี่ยวกับ ธุรกิจการท่องเที่ยว หรือสู้ค่าครองชีพที่ถีบตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ไหว ก็ทยอยย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่น หลายคนตัดใจยอมขายที่ไปให้คนต่างถิ่นที่กระตือรือร้นจะเข้ามาทำธุรกิจ

‘คนที่อื่น’ มักไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะสนใจรากเหง้า ประวัติศาสตร์ หรือฐานทรัพยากรของพื้นที่ เพราะ เขาไม่เคยเป็น ‘คนที่นี่’

นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ประเมินว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่ในภูเก็ตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน มีกว่า 100,000 ห้อง ทั้งที่จดทะเบียนถูกต้อง และไม่ถูกต้อง เพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการแข่งขันกัน ด้านราคามากกว่าเดิมอีก

เมืองใดก็ตามที่อยู่บนเส้นทางการพัฒนาแบบนี้ ไม่นานก็จะกลายเป็น ‘เมืองมิติเดียว’ ที่พัฒนา เพื่อเรียกหานักท่องเที่ยวแบบมักง่าย (จนถึงขั้นหลายครั้งก็ ‘หลอกขาย’) เป็นหลัก

ไม่ใช่พัฒนาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนเจ้าของพื้นที่ และเพื่อรักษาเสน่ห์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดึงดูด ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน กลับไปด้วยความประทับใจ และตั้งใจจะกลับมาใหม่ - เสน่ห์อันประกอบสร้าง จากความสวยงามของธรรมชาติ ความเป็นมิตรของเจ้าของบ้าน วัฒนธรรมหรือธรรมเนียมแปลกตาน่าค้นหา และปัจจัยอื่นๆ ผสมผสานด้วยน้ำหนักที่แตกต่างกัน ตามแต่บริบทของแต่ละพื้นที่

เมืองมิติเดียวจะหายใจเข้า-ออกเป็นการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการท่องเที่ยวแบบหน้าเงิน ใจแคบ สนใจ แต่ขนาดกระเป๋าสตางค์ของผู้มาเยือน ดูถูกเหยียดหยามเอาเปรียบคนที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก

บางครั้งเอาเปรียบแม้แต่คนชาติเดียวกัน

ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยทะเลาะกับผู้จัดการสปาของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในภูเก็ต เพราะทีแรกเข้าไปใช้บริการ แต่เปลี่ยนใจ เพราะเมนูที่นั่นมีแต่ภาษาอังกฤษล้วน ไม่มีภาษาไทย แถมยังตั้งราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ ไม่มี ราคาเป็นเงินบาทไทย

ถ้าจะจ่ายค่าบริการเป็นเงินบาท (ก็ใช่สิ อยู่เมืองไทยนี่นา) พนักงาน จะบอกราคาที่ ‘โขก’ อัตราแลกเปลี่ยนยิ่งกว่าธนาคาร

คำตอบของผู้จัดการเมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงไม่มีภาษาไทย และ (ที่แย่ กว่านั้นอีก) ไม่มีราคาเป็นเงินบาท คือ อ๋อ! พอดีแขกที่นี่ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง

ราวกับว่าประโยคนี้เป็นเหตุเป็นผลดีแล้ว และตอบคำถามได้ทุกเรื่อง

การเรียกหานักท่องเที่ยวแบบ ‘มักง่าย’ คืออะไร? ผู้เขียนนิยามง่ายๆ ว่า หมายถึงการขายด้วยการใช้ ‘ราคา’ อย่างเดียวเป็นสิ่งจูงใจ ไม่สนใจ ‘คุณภาพ’ ของสินค้า (ซึ่งก็คือแหล่งท่องเที่ยวในกรณีนี้)

เมื่อเน้น ‘ราคา’ เป็นหลัก แน่นอนว่าก็ต้องเน้นโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ อัดโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม และมาตรการส่งเสริมการขายต่างๆ นานา

ยิ่งเอาราคาถูกมาล่อ นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนที่กำลังซื้อไม่มาก ยิ่งแห่กันมา ตามกฎพื้นฐานของอุปสงค์-อุปทาน

ยิ่งนักท่องเที่ยวแห่กันมา ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับแหล่งท่องเที่ยว ยิ่งสร้างปัญหาเรื้อรังที่ต้องจัดการ (และจัดการด้วยการอัดโปรโมชั่นไม่ได้)

เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวอาจโตขึ้นเรื่อยๆ ได้ แต่ทรัพยากรย่อมมีจำกัด ตั้งแต่ที่ดิน แหล่งน้ำ ที่ทิ้งขยะ งบประมาณภาครัฐ ฯลฯ

‘เมืองมิติเดียว’ ที่แปรสภาพจาก ‘เมืองหลากมิติ’ เนื่องด้วยวิธีคิดแบบ มักง่ายไร้การจัดการเช่นนี้ ย่อมเกิดปัญหาตามมามากมายที่แก้ยากอย่างยิ่ง (และแก้ด้วยการอัดโปรโมชั่นไม่ได้)

คนภูเก็ตเองรู้สึกอย่างไร? ความเห็นหนึ่งจากเว็บพันทิปบอกอะไรๆ ได้ดี และสอดคล้องกับเสียงสะท้อนของคนภูเก็ตที่ผู้เขียนเคยคุยด้วย

“อยากจะบอกว่า ผมคนหนึ่งที่เป็นคนภูเก็ต ที่ทุกวันนี้ แค่ขับรถไปทำงาน แล้วกลับ แค่นี้จริงๆ ไม่อยากออกไปไหนเลย มันค่อนข้างวุ่นวาย ไร้ระเบียบ และเห็นแก่ตัว ของแพง บริการห่วย กลับมานอนบ้าน สบายใจสุดๆ ...ค่าครองชีพ ไม่ต้องพูดถึง เอาเป็นว่าเวลาผมจะไป ตจว. [ต่างจังหวัด] ที่ไหนก็ตาม จะรู้สึกของถูกไปหมด เพราะทุกวันที่ต้องจ่าย มันแพงจนเป็นปกติไปแล้ว ...การจราจรก็สุดๆๆๆๆๆ แย่ บ่องตง”

‘ปัญหาเรื้อรัง’ ของภูเก็ต โดยเฉพาะการทำตัวเป็นมาเฟีย ข่มขู่และ ทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยว และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมปรากฏเป็นข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเอกอัครราชทูต และผู้แทนจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 18 ประเทศ เดินทางเยือนจังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ ในเดือนมิถุนายน 2556


คำแถลงของทูตสหภาพยุโรป ซึ่งส่งไปยังสื่อต่างๆ ระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปอยากเห็น การดูแลนักท่องเที่ยว ดังต่อไปนี้

  • ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ และค่าบริการ ที่เป็นธรรมสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่อาศัยในจังหวัดภูเก็ต
  • ยุติพฤติกรรมรุนแรง และข่มขู่จากคนขับรถแท็กซี่ และ รถตุ๊กตุ๊กบางคน
  • บังคับใช้มาตรการความปลอดภัยทางทะเลอย่างเข้มงวด รวมถึงการปักธงบนชายหาด เพื่อระบุเขตปลอดภัยสำหรับการ ว่ายน้ำในทะเล
  • มีการบังคับใช้กฎระเบียบการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ ของรัฐอย่างเคร่งครัด รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตรวจคน เข้าเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ใน จังหวัดรู้สึกปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม โดยปราศจากการใช้อำนาจในทางมิชอบ
  • ยุติปัญหาการหลอกลวงที่เกี่ยวกับการเช่าอุปกรณ์ และ พาหนะต่างๆ เช่น เจ็ตสกีและจักรยานยนต์
  • บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบน ท้องถนนอย่างเคร่งครัด
  • ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ เรื่องการตรวจสอบคุณภาพน้ำ

ถ้า ‘เมืองมิติเดียว’ คือการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน แล้ว ‘การ ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ คืออะไร เราจะต้องบริหารจัดการอย่างไร?

องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNWTO (United Nations World Tourism Organization) ให้คำจำกัดความ ‘การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ (Sustainable Tourism) ไว้ว่า “การใช้ หลักความยั่งยืนกับมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม-วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อสร้างสมดุล ที่เหมาะสมระหว่างมิติต่างๆ เหล่านี้ เพื่อสร้างหลักประกันว่า การท่องเที่ยวจะยั่งยืนในระยะยาว”

 

หัวใจของ ‘การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ ในความหมายนี้ มี 3 เรื่องด้วยกัน

1. การใช้ทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นหัวใจของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่าบำรุงรักษากระบวนการหลักในระบบนิเวศ และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ

2. การแสดงความเคารพใน ‘ความแท้’ ทางวัฒนธรรมและสังคมของชุมชนเจ้าภาพ (Host Community) อนุรักษ์วัฒนธรรม วิถีชีวิต และคุณค่าตามประเพณี ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความอดทนอดกลั้นระหว่างวัฒนธรรม

3. การสร้างหลักประกันว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะยั่งยืนในระยะยาว สร้างประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในทางที่กระจายอย่างเป็นธรรม รวมถึงการสร้างงาน โอกาสหารายได้ และบริการสังคมสำหรับชุมชนเจ้าภาพ ตลอดจนช่วยลดปัญหาความยากจนในท้องถิ่น

ในรายละเอียด หลักปฏิบัติ 10 ประการของ ‘การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ มีดังต่อไปนี้

  1. การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี (Using Resource Sustainably) ทั้งในส่วนที่เป็น ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญ และเน้นการทำธุรกิจในระยะยาว
  2. การลดการบริโภคที่เกินความจำเป็น และการลดของเสีย (Reducing Over-consumption and Waste) จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายในระยะยาว และ เป็นการเพิ่มคุณภาพของการท่องเที่ยวด้วย
  3. การรักษาและส่งเสริมความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ (Maintaining Diversity) สังคม และวัฒนธรรม จะช่วยขยายฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต
  4. การประสานการพัฒนาการท่องเที่ยว (Integrating Tourism into Planning) เข้ากับกรอบ แผนกลยุทธ์การพัฒนาแห่งชาติ การพัฒนาท้องถิ่น และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะช่วยขยายศักยภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  5. การท่องเที่ยวที่รองรับกิจกรรมในท้องถิ่น (Supporting Local Economy) โดยคำนึงถึง ราคาและพัฒนาคุณค่าของสิ่งแวดล้อมไว้ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการประหยัด แต่ยังป้องกัน สิ่งแวดล้อมไม่ให้ถูกทำลายอีกด้วย
  6. เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น (Involving Local Communities) ในด้านการจัดการ ผลตอบแทนของประชาชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และการจัดการ การท่องเที่ยว
  7. การประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ประชาชนท้องถิ่น องค์กรและสถาบันที่เกี่ยวข้อง (Consulting Stakeholders and the Public) เพื่อลดข้อขัดแย้งและร่วมแก้ปัญหา
  8. การฝึกอบรมบุคลากร (Training Staff) โดยสอดแทรกแนวคิดและวิธีปฏิบัติเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน แก่บุคลากรท้องถิ่นทุกระดับ
  9. การสื่อข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเที่ยว โดยมุ่งสร้างความเข้าใจในการเคารพต่อธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว (Marketing Tourism Responsibly)
  10. การวิจัยและติดตามผล (Undertaking Research) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ ปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ เพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไข

จากกรอบแนวคิดหลักปฏิบัติ 10 ประการข้างต้น ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวม เป้าหมาย แนวทาง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำคัญในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของพื้นที่ให้เป็นไปในแนวทางที่ยั่งยืน

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ และสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน?

นอกจากปัญหาแหล่งท่องเที่ยว (โดยเฉพาะเชิงธรรมชาติ) เสื่อมโทรมจากการพัฒนาที่ ‘ไม่ยั่งยืน’ ที่ผ่านมาแล้ว ฝั่งผู้บริโภคเองก็เกิดกระแสความตื่นตัว เรียกร้องบริษัทต่างๆ ให้ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น รายงาน Nielsen Global Corporate Sustainability ประจำปี 2558 ซึ่งสำรวจผู้บริโภคทั่วโลก ระบุว่า ผู้บริโภคเกือบร้อยละ 70 ยินดีจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับสินค้าและบริการที่ ‘ใส่ใจกับความยั่งยืน’ ด้านสังคมและ สิ่งแวดล้อม เพิ่มจากร้อยละ 55 เมื่อปีก่อนหน้า

กลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวกว่าร้อยละ 70 ยินดีจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับสินค้าและบริการที่ยั่งยืน

หันมาดูประเทศไทย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า ความ(ไม่)ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งใน ‘จุดอ่อน’ ด้านอุปทานของการท่องเที่ยวไทย

ด้วยเหตุผลทั้งด้านอุปทานที่แย่ลงจาก ‘การท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืน’ และอุปสงค์ ‘การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ ที่ขยายตัว มากขึ้นจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักในประเทศพัฒนาแล้ว วันนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จึงไม่สามารถละเลยประเด็น ‘การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ ได้อีกต่อไป

การพยายามแก้ปัญหาเรื้อรังของภูเก็ตและแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งกำลังกลายเป็น ‘เมืองมิติเดียว’ จึงจะต้อง ตั้งอยู่บนการเปลี่ยน ‘วิธีคิด’ ใหม่หมด ให้สอดคล้องกับหลักการและวิถีปฏิบัติของ ‘การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน’ มากขึ้น

ถ้ารังแต่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดเดิมๆ เช่น เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น เน้น การอัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมลูกเดียว เพื่อแข่งด้าน ‘ราคา’ โดยไม่เพิ่มความสำคัญของการพัฒนา ‘คุณภาพ’ ของบริการตามเข็มทิศการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้วไซร้ เราก็จะยังคงเห็นเมืองมิติเดียวต่อไป

และการท่องเที่ยวไทยก็จะมีส่วนซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความเสื่อมโทรมของธรรมชาติไทยต่อไปอีกเนิ่นนาน


 

เรื่อง : สฤณี อาชวานันทกุล

TAT 3/2016