ผมกำลังเดินเข้าซอยเล็กๆ กลางเมืองไทเปที่ระดับความน่าอยู่ น้อยมาก พวกเราเดินไล่หาบ้านเลขที่ที่จดมาจากอินเทอร์เน็ต มานานแล้ว ดูจากเมฆฝนด้านบน เราก็รู้ว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที สุดท้ายเราก็หาสถานที่จนเจอ ดูจากภายนอก มันไม่น่าเรียกว่า โรงแรม โฮสเทล หรือสถานที่ต้อนรับแขกบ้านต่างเมืองพักแรม ที่เรามองหาเลยสักนิด

ผมกำลังมองหาโรงแรมที่สามารถนำจักรยานมาฝากเป็นระยะเวลาหลายวันได้ ผมและเพื่อนเดินทางมาที่เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน เพื่อเที่ยวโดยใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก เราหาโรงแรมนี้เจอจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง โฆษณาดิบดีพร้อมรูปสวยงามว่าเป็นโรงแรมที่สร้างมาเพื่อ นักปั่นจักรยานโดยเฉพาะ เมื่อเดินทางมาถึงกลับไม่ใช่ที่พักอย่างที่เราหวัง ถ้าเป็นสมัยก่อนพวกเราคงรู้สึกสยองขวัญมากกว่านี้ เพราะเวลา เราเดินทางไปต่างประเทศมักจะใช้หนังสือนำเที่ยวในการดำรงชีวิต แทบจะเป็นเหมือนเข็มทิศนำทาง ถ้ามีข้อมูลผิดสักจุด เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าข้อมูลส่วนที่เหลือในหนังสือเล่มที่เรายึดเป็นคัมภีร์ในการใช้ชีวิตต่างแดนนั้นไม่ผิด

ยุคนี้พวกเราใช้อินเทอร์เน็ตในการท่องเที่ยวเป็นเรื่องปกติ (สิ่งหนึ่งที่เราต้องการก่อนเดินทางต่างประเทศคือ Pocket Wi-Fi และวิธี ซื้อซิมการ์ดใช้ในราคาย่อมเยา) ฟังดูเหมือนว่าพวกเราจะทิ้งสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแล้วหันมาพึ่ง Smartphone กันหมด ในความเป็นจริง อินเทอร์เน็ตก็มีช่องว่างที่ทำให้หนังสือหรือนิตยสารท่องเที่ยวยังไม่หายไป นอกเหนือจากความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างที่ผมยกตัวอย่างไป เนื้อหาของหนังสือก็ยังมีความพิเศษดึงดูดให้ผู้คนหยิบจับมาเป็นคู่มือในการเดินทางเช่นเคย


จาก Lonely Planet ถึง Monocle, Cereal, Wallpaper*

เรามักจะรู้จักหนังสือนำเที่ยว หรือ ไกด์บุ๊ก จากสำนักพิมพ์ดังอย่าง Lonely Planet หรือ อีกหลายสำนัก ตอนนี้หนึ่งในบริษัทที่หันมาเอาจริงเอาจังเรื่องหนังสือประเภทนี้มากขึ้น คือนิตยสาร ที่มีเซกชันท่องเที่ยวเป็นองค์ประกอบสำคัญ พวกเขานำเนื้อหาจากนิตยสารแปรออกมาเป็นรูปเล่ม ตัวอย่างหนังสือจากนิตยสารประเภทนี้ ได้แก่ หนังสือชุด Monocle Travel Guide Series โดยนิตยสาร Monocle หนังสือ Cereal City Guides โดยนิตยสาร Cereal หนังสือ Wallpaper* City Guides โดยนิตยสาร Wallpaper*

ผมยกตัวอย่างหนังสือจากนิตยสาร 3 หัวนี้ เพราะจุดร่วมของนิตยสารกลุ่มนี้คือ เนื้อหา มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากนิตยสารหัวอื่นอย่างชัดเจน

Monocle เป็นนิตยสารผู้ชายจากประเทศอังกฤษ พูดถึงข่าวสารที่น่าสนใจจากทั่วโลก ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจ ศิลปะ การออกแบบ วัฒนธรรม และอื่นๆ Monocle เด่นเรื่อง การนำเสนอเนื้อหาด้วย Execution ที่สวยและครอบคลุมหลายช่องทาง เข้ากับพฤติกรรมของ ผู้อ่านยุคใหม่

Cereal นิตยสารราย 2 ปีที่โปรโมตตัวเองว่าเป็น Travel & Style Magazine แต่ละฉบับ เนื้อหาเจาะลึกแค่สถานที่ที่หนึ่ง หรือมีการตั้งเนื้อหาเป็นธีม จุดเด่นของ Cereal คือภาพถ่าย แนว Landscape ขาว-ดำที่เป็นเหมือนลายเซ็นของหนังสือ เนื้อหาของ Cereal จะเชื่อมโยงกับ งานออกแบบ ศิลปะ และแฟชั่นอยู่เสมอ

Wallpaper* เป็นนิตยสารเกี่ยวกับงานออกแบบที่มีสถานะคล้ายสถาบัน เนื้อหาพูดถึง งานออกแบบที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม ศิลปะ แฟชั่น ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ Wallpaper* ไม่ได้ทำแค่นิตยสาร แต่ยังจัดกิจกรรมและนิทรรศการออกแบบ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับบน แบรนด์ Wallpaper* นั้นแข็งแรงจนสามารถนำไปต่อยอดทำเนื้อหาได้หลากหลายรูปแบบ

นิตยสารหัวเหล่านี้มี Branding ที่ชัดเจน มีกลุ่มผู้อ่านที่ติดตามเหนียวแน่น และมีเอกลักษณ์ ในการนำเสนอ ถ้าเราอ่านหนังสือนำเที่ยวเมืองโตเกียว ทั้งสามสำนักก็จะมีความแตกต่าง แม้สถานที่จะซ้ำกัน แต่วิธีการมองจะไม่เหมือนกัน Monocle จะแนะนำร้านค้าจากนักธุรกิจ หน้าใหม่ พื้นที่สาธารณะที่น่าไปชม และเทรนด์ที่น่าสนใจในโตเกียว เนื้อหาทุกส่วนเชื่อมโยงกับ แบรนด์ของนิตยสาร ส่วน Cereal ก็จะเลือกเล่าโตเกียวเฉพาะบางย่าน เล่าเรื่องสถานที่ด้วยภาพถ่าย ขาว-ดำที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วน Wallpaper* จะแนะนำนักออกแบบและสตูดิโอชั้นนำของเมืองนี้ ซึ่งเป็นลายเซ็นของหนังสือเช่นกัน

สิ่งพิมพ์อีกประเภทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ นิตยสารท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นสิ่งพิมพ์ที่ถูกคาดหวัง ว่าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไม่แพ้หนังสือไกด์บุ๊ก

ในสถานการณ์ที่คนมองหาตั๋วเครื่องบินและโรงแรมราคาถูกกันได้ง่ายๆ นิตยสารท่องเที่ยว ได้รับความท้าทายใหญ่หลวง เมื่อก่อนสิ่งที่คนอ่านคาดหวังจากนิตยสารท่องเที่ยวคือข้อมูลสถานที่ ท่องเที่ยวหรือโรงแรม ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต นิตยสารหลายหัวปรับตัวด้วยการ คัดสรรข้อมูลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนสมัยนี้ คัดเลือกจากมุมมองของมืออาชีพ

สมัยนี้เราจะพบว่าพฤติกรรมในการท่องเที่ยวของคน ไม่ใช่แค่การไปถ่ายรูปสถานที่ ท่องเที่ยว แต่พวกเขายังเน้นการเข้าถึงประสบการณ์อย่างคนท้องถิ่น ประสบการณ์ที่ว่า ไม่ใช่แค่การไปร้านอาหารเจ้าเด็ด หรือไปถ่ายรูปเทศกาลดังๆ ของเมือง แต่เป็นการ ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนเมืองนั้นจริงๆ เช่น การพักในที่พักแบบ Airbnb หรือการร่วม กิจกรรมพิเศษที่จัดโดยกลุ่มคนเล็กๆ

ถ้านิตยสารสามารถนำเสนอเนื้อหาที่เจาะกลุ่มเป้าหมายนี้ได้ ก็สามารถสร้างความ แปลกใหม่ให้กับเนื้อหาได้


The Travel Almanac / Another Escape สื่อยุค Post Tourism Publication

นอกจากนี้ยังมีนิตยสารอีกประเภทที่เลือกนำคำว่า การเดินทาง มาตีความให้เป็น มากกว่าการท่องเที่ยว แต่เป็นสิ่งที่มอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้คน กระแสนี้มักเกิดขึ้นกับ นิตยสารทางเลือก (Independent Magazine) ที่มองว่านิตยสารท่องเที่ยวกระแสหลัก นั้นซ้ำซากจำเจ พวกเขาเชื่อในเนื้อหาอีกแบบ และทำให้มันเป็นจริงในสื่อสิ่งพิมพ์

ตัวอย่างเช่น The Travel Almanac คือนิตยสารที่ตั้งตัวเองว่าเป็นสื่อยุค Post Tourism Publication หรือเป็นนิตยสารท่องเที่ยวที่ฉีกขนบจากกระแสหลัก ทำในสิ่งที่ นิตยสารท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เคยทำ สิ่งที่เขานำเสนอส่วนใหญ่คือเรื่องบุคคล ศิลปะ แนวคิดการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับการเดินทาง แทบจะไม่มีหน้าตาแบบสื่อสิ่งพิมพ์ที่พูดถึง การท่องเที่ยวแม้แต่น้อย

Another Escape คือนิตยสารที่เน้นพูดถึงการเดินทาง เล่าเรื่องความหลงใหล ของกิจกรรมกลางแจ้ง นอกจากนี้ยังแทรกเนื้อหาเรื่องการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและ ความยั่งยืน Cereal นิตยสารที่พูดถึงการเดินทางและไลฟ์สไตล์ นำเสนอผ่านภาพที่เป็น เอกลักษณ์จนเป็นภาพจำของนิตยสาร


Trend นิตยสารท่องเที่ยว

อีกเรื่องที่สิ่งพิมพ์ทำได้เหนือกว่าการอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ต คือความรื่นรมย์ ในการอ่าน ปัจจุบันวงการนิตยสารมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เทรนด์เกี่ยวกับนิตยสาร ที่เราน่าจะรู้จักในตอนนี้มี 3 ประเด็น

หนึ่งคือ Digital Fatigue คืออาการอ่อนล้าที่เกิดจากการอ่านข้อมูลทางหน้าจอมากๆ ด้วยพฤติกรรมคนยุคนี้มักรับข่าวสารหรือเรื่องราวรอบตัวผ่านอุปกรณ์อย่าง Smartphone และ Tablet เฟซบุ๊ก คือเว็บที่เราเข้าทุกวัน สิ่งนี้ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนล้าโดยไม่รู้ตัว อาการที่ว่าอาจจะไม่ใหม่ แต่มันได้รับการอ้างอิงว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของ หนังสือ E-book ลดลง แต่หนังสือเล่มกลับมียอดขายสูงขึ้น เพราะคนอยากอ่านสิ่งพิมพ์ ที่สบายตามากกว่า การอ่านกลายเป็นการพักผ่อนจากการอ่านข่าวสารในหน้าจอสะท้อนแสง โดยไม่ตั้งใจ

สองคือ Slow Journalism โซเชียลมีเดียทำให้คนทั่วไปรับข่าวสารได้เร็วโดยไม่ต้องผ่าน ตัวกลาง สื่อทุกหัวจึงลงมาแย่งพื้นที่และเวลาของคน ใครลงข่าวเร็วก่อนถือว่าชนะ นิตยสาร บางหัวรู้ดีว่าสิ่งพิมพ์ไม่สามารถชนะเฟซบุ๊กด้วยความเร็ว เขาจึงหันมาเชิดชูความช้าในการ นำเสนอข่าว โดยแลกกับการได้เนื้อหาที่ลึกขึ้น ผ่านการวิเคราะห์และถ่ายทอดอย่าง มืออาชีพ เนื้อหาจากนิตยสารประเภทนี้จึงขายความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสื่อ ที่เน้นความเร็วในโซเชียลมีเดีย

สุดท้ายคือ Expertise สมัยก่อนสื่อสิ่งพิมพ์เน้นการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายวงการ ปัจจุบันมีนิตยสารอิสระหลายหัวชูตัวเองว่าเป็นนิตยสารที่เน้นเล่า เรื่องเดียว แต่มองอย่างเจาะลึก ด้วยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ เทรนด์นี้พูดถึงทางเลือกใหม่ๆ ในการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสาร เพื่อให้สิ่งพิมพ์ประเภทนี้แตกต่างจากสื่ออื่นยิ่งขึ้น

นิตยสารท่องเที่ยวหรือหนังสือไกด์บุ๊กก็ไม่ต่างจากสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นที่กำลังเผชิญ ความเปลี่ยนแปลง การทำนายอนาคตว่าสื่อออนไลน์จะทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์ได้สนิทดูจะ เป็นการด่วนสรุปไปสักนิด เพราะสุดท้ายปัจจัยที่ทำให้คนอ่านหรือไม่อ่านสื่อไหน คือความ น่าเชื่อถือ ถ้าสื่อประเภทนั้นยังทำเนื้อหาอย่างตั้งใจ คัดสรรโดยฝีมือของมืออาชีพ สื่อนั้น ก็จะยังไม่มีวันตาย

 


เรื่อง : ศิวะภาค เจียรวนาลี

TAT 3/2016