เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยศูนย์พัฒนา วิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Academy) ได้ดำเนินการจัดการสัมมนา ท่องเที่ยวมั่นคง สู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด ‘พลังแห่งการเดินทางท่องเที่ยว : เชื่อมโยง แบ่งปัน สร้างสรรค์สังคม’ (Power of Tourism: Sharing Caring and Connecting) ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งแนวคิดหลักของการสัมมนาฯ ในครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ และบอกเล่า ประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงของวิทยากร เพื่อมุ่งให้เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความเข้าใจ และ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ ประกอบ ด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณาจารย์ นักศึกษา เครือข่ายนักวิจัย นักวิชาการด้านการ ท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ

สำหรับกิจกรรมในการสัมมนาฯ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

การสัมมนา แบ่งเป็นการปาฐกถาพิเศษ 3 หัวข้อ และการบรรยาย 5 หัวข้อ

นิทรรศการในบรรยากาศ ‘Sharing Caring and Connecting’ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวในกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การจัดทำที่พักด้านการท่องเที่ยว การจัด บริการท่องเที่ยว และการนำระบบภูมิสารสนเทศ มาใช้กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ในโอกาสนี้ TAT Review ขอนำข้อคิดที่ น่าสนใจจากการปาฐกถาพิเศษและการบรรยาย ของวิทยากรทั้ง 8 ท่านในการสัมมนาฯ มาถ่ายทอด ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน ดังนี้

 

สานใจไทย สู่ใจใต้ สานสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว
โดย อารีย์ วงศ์อารยะ
รองประธานโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้

“โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ คือการนำเยาวชนไทย มุสลิมและไทยพุทธอายุตั้งแต่ 15-18 ปี ทั้งชายและหญิง จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ถ้าจะพูด ตามประสาท่องเที่ยวก็คือแบบโฮมสเตย์ เพื่อที่จะให้เขาได้ดู ของจริง ได้เรียนรู้ว่าคนไทยมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงเขาประพฤติปฏิบัติอย่างไร ดำเนินธุรกิจ และวิถีชีวิตของเขาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากสำหรับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเขา ได้รับการศึกษาดี มีความเข้าใจ มีระบบ รู้เรื่องของประเทศ เหตุการณ์ต่างๆ คงจะไม่เกิด”

 

การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ โครงการตามแนวพระราชดำริ
โดย สมบูรณ์ วงค์กาด
รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ พิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

“โครงการตามแนวพระราชดำริน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ ทรัพยากรที่จะนำมาซึ่งการท่องเที่ยว ปีหนึ่งๆ ศูนย์ศึกษาฯ 6 แห่ง ต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาวไทย ชาวต่างประเทศ จำนวน มากกว่า 1 ล้านคน

“โครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีตั้งแต่ท้องฟ้า ภูผา ยันมหานที บนท้องฟ้า พระองค์ท่านคิดโครงการทำฝนหลวง บนภูเขา พระองค์ท่านคิดฟื้นฟูป่าต้นไม้ลำธาร พระองค์ท่านสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างฝายมากมาย ทรงประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสีย แม้แต่ในทะเล พระองค์ท่านก็มีพระราชดำริในการฟื้นฟูป่าชายเลน หรือการทำปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ”

 

การพัฒนาการท่องเที่ยว ในโครงการพัฒนาดอยตุง
โดย ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

“ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเชียงรายแล้วใช้เวลา มากขึ้น จะได้เที่ยวแบบคุณภาพมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาดอยตุง จึงปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อให้มาอยู่กับดอยตุง นานขึ้น ผ่านแนวคิด Leisure and Learning หมายถึงความสุข ความสนุก ผสมผสานกับองค์ความรู้และวัฒนธรรมท้องถิ่น

“ในปีนี้ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแคมเปญ ‘ดอยตุง สืบสานบันดาลใจ’ แต่ยังคงแนวคิดเดิมคือ Experiential Tourism โดยตั้งโจทย์สำคัญว่าทำอย่างไรให้คนมาเที่ยวดอยตุง แล้วเหมือนไปดิสนีย์แลนด์ในโลกที่มีบรรยากาศสนุก และสอดแทรก ความรู้ให้นักท่องเที่ยวไปด้วย”

 


Walk and Talk along the River
โดย ดวงฤทธิ์ บุนนาค
สถาปนิก / ผู้ก่อตั้งบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด และ The Jam Factory

“ในมุมมองของการท่องเที่ยว เราเป็นเอกชนที่ต้องดำเนิน ธุรกิจและทำหน้าที่ของเรา เราไม่คาดหวังจะรอนโยบายภาครัฐ อยู่ฝ่ายเดียว จึงพัฒนากลไกการตลาดทุกอย่างที่จะส่งเสริม ให้เกิด Tourism Population โดยเน้นที่ภาคเอกชนเป็นหลัก หลักการทำธุรกจิ หรือมมุ มองการทำธุรกจิ ของ The Jam Factory จึงเป็นการทำให้เกิดโครงการใหญ่ที่เชื่อมต่อจากโครงการเล็กๆ ไปสู่ชุมชน เชื่อมต่อธุรกิจเล็กๆ ออกไปมากกว่า 10 ธุรกิจ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อจนเป็นเครือข่าย และต้องไม่ใช่ธุรกิจ The Jam Factory เท่านั้นที่จะอยู่ได้ แต่จะทำให้ทั้งพื้นที่รอด เพราะถ้าชุมชนอยู่ได้ The Jam Factory ก็จะอยู่ได้เช่นกัน แม้จะไม่รู้ว่ามุมมองนี้ถูกหรือผิด แต่พอได้ลองทำแล้วพบว่า ประสบความสำเร็จ”

 


Foodie Experience: Eat will keep us alive
โดย กิติชัย ศิรประภานุรัตน์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวทรรศน์ ฮอสพิทัลลิตี้ จำกัด / ผู้สร้างสรรค์ รายการนำเที่ยว Bangkok Food Tours

“ทุกโปรแกรมทัวร์ของบริษัทฯ จะได้คุณค่ากับ 3 สิ่ง สำคัญ ได้แก่ พาหนะท้องถิ่น (Local Transport) อาหารท้องถิ่น (Local Food) และชุมชนท้องถิ่น (Local Neighborhood) โดยเน้น แนวคิดสอดแทรก ‘ความสุข’ จากคุณค่าของสินค้าและบริการ ทางการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการใช้การท่องเที่ยว เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับคนในท้องถิ่น การดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้แน่ใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับ ประสบการณ์การเดินทางอย่างแท้จริง การปฏิบัติกับคู่ค้าและ พันธมิตรทางธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน การดูแลเรื่องค่าตอบแทนและให้โอกาสพนักงานได้ลองงานใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทักษะ และการนึกถึงชุมชนอยู่เสมอ”

 


Running Experience: Run for Local
โดย มนตรี บุญสัตย์
อาสาสมัครจัดงานวิ่ง

“คนที่เป็นนักวิ่งก็เป็นคนเดียวกันกับนักเดินทาง เวลาไปวิ่ง เขาต้องไปร้านอาหาร ต้องการโรงแรมที่พัก Facility ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเดินทาง ดังนั้น การออกกำลังกายทำให้เกิดการ กระจายรายได้สู่ชุมชน และทำให้เกิด Segment ใหม่ๆ ของ คนที่รู้สึกว่าอยากเดินทางเพื่อไปวิ่ง หรือเพื่อไปปั่นจักรยาน มันเป็น Power ใหม่ๆ

เป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ที่เลือกที่จะออกเดินทาง โดยมีปัจจัยสำคัญคือกิจกรรมที่พวกเขาชอบ บางครั้งการวิ่งก็เป็น มากกว่าการออกกำลังกาย อาทิ ตะนาวศรีเทรล หรือกิจกรรม อาสาสมัครวิ่งเพื่อสร้างแนวกันไฟป่าที่ช่วยกระจายรายได้สู่สังคม และสร้างจิตสำนึกเรื่องรักสิ่งแวดล้อม”

 


Once Upon a Time in Community: Once Again Hostel
โดย ศานนท์ หวังสร้างบุญ
ผู้ร่วมก่อตั้ง Once Again Hostel

“เราไม่ได้อยากจะให้มันกลับไปเป็นเหมือนอดีต แต่เรา อยากจะทำอย่างไรให้เสน่ห์เหล่านี้ยังคงอยู่ร่วมไปกับการพัฒนา ของเมืองได้

“Once Again Hostel ทำงานร่วมกับชุมชนเก่าแก่ภายใน ชุมชน โดยใช้รูปแบบการทำธุรกิจแบบ Inclusive Business หรือธุรกิจแบบเกื้อกูลกัน สิ่งที่ให้ความสำคัญคือการสร้างงาน ให้กับคนในชุมชน และสนับสนุนผู้ประกอบการเก่าแก่ที่มีอยู่แล้ว ในชุมชน บนฐานของคำว่า Mutual Benefits หรือผลประโยชน์ ร่วมกัน เป้าหมายสำคัญก็คือการอนุรักษ์ชุมชนเก่าแก่ให้สามารถ อยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน”

 

Thank You for Giving: Socialgiver
โดย อลิสา นภาทิวาอำนวย
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โซเชียลโมชั่น จำกัด เจ้าของโครงการโซเชียลกิฟเวอร์ (socialgiver.com)

“With service, if you don’t use it you lose it. เราจะ ทำอย่างไรให้ Service Waste ที่สูญเสียไปฟรีๆ กว่า 29 พันล้าน เหรียญสหรัฐในแต่ละปีของประเทศไทยกลับมาสร้างประโยชน์ ให้กับสังคม แทนที่จะปล่อยให้สูญเปล่าไปเฉยๆ “Socialgiver เป็น Website เพื่อสังคม ที่ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจประเภท Hospitality สามารถอาสาช่วยเหลือ สังคม โดยนำบริการต่างๆ ที่เป็น Service Waste มาลงขาย บนเว็บไซต์ได้ โดยคนที่เข้ามาซื้อสามารถเลือกได้ว่าเงินที่เขา จ่ายไปกับสินค้าหรือบริการนั้นจะไปช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคม โครงการใด จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งผู้ประกอบการที่อาสาลงสินค้า จะได้ Brand Admiration, Brand Loyalty และได้ทำบุญร่วมกับ ลูกค้า ในขณะที่ไม่ต้องเสียอะไร เพียงแค่นำบริการที่เป็น Service Waste มาลงไว้บนเว็บไซต์เท่านั้นเอง”

 


เรียบเรียง : TAT Academy
ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว ททท.

TAT Review Magazine 2/2017
TAT 2/2017