ครั้งสุดท้ายที่คุณจองตั๋วเครื่องบินคือเมื่อไหร่ครับ
แล้วคุณจองตั๋วเครื่องบินด้วยวิธีไหน?
ทุกวันนี้ หลายคนแทบจะเลิกโทรศัพท์ไปหาตัวแทน บริษัททัวร์ เพื่อให้จองตั๋วให้แล้ว เพราะมีบริการออนไลน์ ให้เลือกมากมายหลายเจ้า จะเลือกราคา เที่ยวบินไป-กลับ หรือต่อไฟลท์แบบไหน กระทั่งโรงแรม รถเช่า หรือการเดินทาง แบบอื่นๆ ประกอบกันเข้าไปด้วยก็ยังได้

ในช่วงสองสามปีมานี้ เห็นได้ชัดเลยว่า โฉมหน้าของสิ่งที่ เรียกว่า ‘การท่องเที่ยว’ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วย อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ใช่แค่เรื่องของการจองตั๋ว เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ‘พฤติกรรม’ ในการท่องเที่ยวของ คนทั่วไปด้วย

ไปดูกันว่า เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เราเปลี่ยนแปลงไป มากแค่ไหน

เที่ยวฉับพลัน
ครั้งหนึ่ง ผมเคยอ่านเจอว่า ชายคนหนึ่งที่เดินทาง ไปท่องเที่ยวยังเมืองที่ร่ำลือว่ามีขโมยชุกชุม สิ่งแรกที่ เขาถูกขโมยเมื่อนั่งรถไฟไปถึงเมืองนั้นก็คือแผนที่

ถ้าเรายังจำกันได้ สมัยก่อน (หรือที่จริงสมัยนี้ ก็ยังมีอยู่) แผนที่คือสิ่งที่นักเดินทางท่องเที่ยวขาดไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ไปกับทัวร์ แต่ตระเวนเที่ยวด้วย ตัวเอง ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้อง ‘กางแผนที่’ ออกมาดู เพื่อไม่ให้หลงทาง ดังนั้นการที่ชายคนนั้นจะถูกขโมย แผนที่ตั้งแต่แรกมาถึงเมืองขโมยชุมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาคงต้องงกเงิ่นกางแผนที่ออกมาดูทิศทาง จนทำให้หัวขโมยรู้ว่าคนคนนี้เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ คุ้นถิ่นแน่ๆ

แต่ปัจจุบันนี้ แผนที่หายไปจากมือของนักท่องเที่ยว จำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเดินทางหนุ่มสาว ที่คุ้นชินกับเทคโนโลยีกันแล้ว แผนทีถู่กย่อส่วนลงมาอยู่ ในมือ กับโทรศัพท์มือถือที่มีทุกอย่างครบพร้อมอยู่ในนั้น แล้วไม่ใช่แค่แสดงให้เห็นว่าอะไรอยู่ตรงไหนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการนำทาง และการเลือกสถานที่ จุดหมายปลายทางที่คนนิยม โดยดูจากข้อมูลแบบ Spontaneous Travel ด้วยโดยใช้แอปพลิเคชัน หลายอย่าง

ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวแบบเก่าที่ต้องตระเตรียม วางแผนเอาไว้อย่างละเอียดถี่ยิบ จึงน่าจะค่อยๆ หายไป และถูกแทนที่ด้วยการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ ‘ไปหาเอา ข้างหน้า’ ไม่ว่าจะเป็นร้านรวงหรือจุดท่องเที่ยวต่างๆ เพราะคุณสามารถจองโรงแรมได้ในตอนนั้น ให้มือถือ นำทางเดินไปหา แล้วก็หาร้านอร่อยหรือสถานที่ที่ ต้องการไปเที่ยวได้ในทันที พร้อมทั้งสั่งให้จองโต๊ะ อาหาร ซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ได้ในชั่วแวบด้วย

แนวโน้มของ Spontaneous Travel จึงจะทำให้ โฉมหน้าของการโฆษณาเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะ การดึงดูดคนให้เข้ามาใช้บริการ จะต้องเปลี่ยนโมเดล มาสู่ความฉับพลันทันทีมากขึ้น ใส่ใจกับความเห็นแบบ Crowdsourcing กันมากขึ้น

 

เท่าทันตัวเอง

สมัยก่อนโน้น เวลาจะไปเที่ยวที่ไหน ก็ต้อง ให้บริษัททัวร์เป็นคนจัดโปรแกรมต่างๆ ให้ ทำให้ แทบจะเลือกอะไรไม่ได้ มีการจัดโปรแกรม มาอย่างไรก็ต้องไปอย่างนั้น การเปลี่ยนแปลงอะไร ต่อมิอะไร แม้จะเป็นกำหนดการเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่ เรื่องง่าย ไม่อย่างนั้นก็ต้องแยกตัวจากคณะทัวร์ ไปเที่ยวตามลำพังคนเดียว ซึ่งก็สร้างความลำบาก ให้ผู้จัดและตัวเองอยู่บ้าง และในบางคราวก็ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุด้วย

ครั้นพอเกิดสายการบินแบบโลว์คอสต์ขึ้นมา หลายคนเริ่มมี ‘ทางเลือก’ ในเรื่องเที่ยวบิน คือ สามารถเลือกบินในเวลาที่ตัวเองต้องการ กลับใน ช่วงเวลาที่ต้องการได้ และนั่นทำให้คนจำนวนมาก เริ่มไปเที่ยวในแบบที่ ‘ไม่ง้อทัวร์’ กันมากขึ้น

ยิ่งเทคโนโลยีทันสมัยและสะดวกสบาย มากยิ่งขึ้น เมื่อเลือกเที่ยวบินที่ต้องการได้แล้ว ก็สามารถ ‘รู้เท่าทันตัวเอง’ ว่าตัวเองต้องการ อะไรจากการเดินทางในทริปนั้น แล้ว ‘ตัดเย็บ’ โปรแกรมการเดินทางของตัวเองได้ในแบบที่ เรียกว่าเป็น Personalized Travel โดยตัวผู้เดินทาง กำหนดทุกอย่างเอง

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ เกิด ‘ข้อมูลขนาดใหญ่’ ที่เรียกว่า Big Data ขึ้นมา แล้วคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ Big Data เหล่านี้ออกมาได้อย่างละเอียดยิบ เช่น คัดกรองเที่ยวบินที่เหมาะสมกับความต้องการ ของเรา หรือโรงแรมก็สามารถเก็บข้อมูลของแขก เอาไว้ได้มากมาย ทำให้สามารถทำสิ่งที่เรียกว่า Customization หรือการ ‘ตัดเย็บ’ โปรแกรม ต่างๆ ที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มได้เลย ดังนั้น ทั้งผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการจึงได้รับความสะดวกสบาย ในเรื่องนี้ได้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

บรรเลงเพลงโชว์

เทคโนโลยีดิจิทัลยังสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนให้กับนักท่องเที่ยวเดินทางทั่วโลกด้วย

สิ่งนั้นก็คือ - สื่อสังคม หรือ Social Media

ทุกวันนี้แทบไม่มีใครไม่ ‘รายงานตัว’ ในสื่อสังคม ว่าตัวเองไปทำอะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก ทวีต หรือลงรูปในอินสตาแกรม เรียกว่าเป็นการ ‘โชว์’ ว่าตัวเองไปที่ไหน ทำอะไรบ้าง

แต่ที่เหนือไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่งก็คือ การ ‘โชว์’ ทั้งหลาย ส่งผลให้เกิดความนิยมในสถานที่ท่องเที่ยว หรือวิธีการท่องเที่ยวบางอย่างขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด เพราะอิทธิพลของวิธีสื่อสารที่เรียกว่า ‘ปากต่อปาก’ ทำให้ บางร้านเกิดอาการ ‘ฮิต’ ขึ้นมาได้โดยไม่ต้องลงโฆษณา เพียงแต่มีจุดขายบางอย่างที่ต้องตาต้องใจผู้ใช้บริการ แล้วคนเหล่านั้นก็ไป ‘บอกต่อ’ กันเรื่อยๆ ซึ่งสร้างอิทธิพล แรงจูงใจ และความอยากมาใช้บริการให้มากขึ้น

สื่อสังคมจึงเปลี่ยนวิธีการที่เราใช้ในการค้นคว้า มีปฏิสัมพันธ์ และแนะนำจุดหมายปลายทางต่างๆ ให้กับ เพื่อน ครอบครัว และคนรู้จัก ที่เป็นผู้ใช้งานสื่อสังคม ทั้งหลายในแบบที่บริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ ไม่อาจสร้างแรงจูงใจได้ทัดเทียมกัน เพราะผู้ใช้งานจริง เหล่านี้มักจะเชื่อคำบอกเล่าแบบปากต่อปากมากกว่าภาพ โฆษณาสวยๆ

ด้วยเหตุนี้ สื่อสังคมจึงเปลี่ยนวิธีการทำงานของบริษัท ท่องเที่ยวต่างๆ ไปด้วย เพราะจะต้องดูคอมเมนต์เหล่านี้ ประกอบ เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบริการของตัวเอง ซึ่งมี การวิเคราะห์ ว่า ในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้จะสร้างให้เกิดธุรกิจ ที่มีลักษณะเฉพาะ (เป็น Niche Market) มากขึ้น

 

พาสปอร์ตก้อนเมฆ

เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาในการเดินทางก็คือพาสปอร์ต เพราะคือสิ่งที่เราต้องนำติดตัวไปด้วย หากเกิดการสูญหาย ขึ้นมาต้องบอกว่า ‘เป็นเรื่อง’

แต่ตอนนี้เริ่มมีแนวคิด Cloud Passport เกิดขึ้นมา แล้ว เพราะทุกวันนี้ ระบบที่เรียกว่า Biometric สามารถเก็บ ข้อมูลคนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ผ่านการตรวจหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นลายนิ้วมือหรือม่านตา และในหลายประเทศก็มี การให้วีซ่าโดยดูจากรายละเอียดเหล่านี้ ทำให้เวลาผ่านเข้า ประเทศแทบไม่ต้องมีการแสตมป์ตราวีซ่าก็ยังมี

พาสปอร์ตก้อนเมฆก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน นั่นคือ มีรูปแบบที่เป็น Virtual Passport โดยใช้ข้อมูลที่บันทึกเอาไว้ ในคลาวด์ ทำให้เราสามารถผ่านเข้า-ออกประเทศต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องถือเล่มพาสปอร์ตอีกต่อไป แต่ต้องผ่านการตรวจ ระบบ Biometric ต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งประโยชน์ของ มันก็คือจะไม่มีการขโมยพาสปอร์ตหรือทำพาสปอร์ตหาย อีกต่อไป เพราะข้อมูลต่างๆ ก็อยู่ที่ตัวของเรานี่เอง

ที่สำคัญ ความแม่นยำของระบบ Biometric ยังทำให้ คัดกรองคนได้ดียิ่งกว่าแค่ดูหน้าตาหรือสอบถามนักท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเสียอีก แต่ปัญหาก็คือ เรื่องพาสปอร์ตก้อนเมฆนี้คงต้องใช้เวลาอีกนานมาก กว่าจะมีการใช้งานจริงได้ โดยประเทศแรกที่มีแนวคิดนี้คือ ออสเตรเลีย

 

เอเยนต์ทัวร์เสมือนจริง

การจองตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมสมัยนี้ สะดวกก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะสะดวกสำหรับคนที่ เดินทางคนเดียว ไม่ต้องตัดสินใจร่วมกับคนอื่น เพราะสามารถคลิกเข้าไปจองโน่นนั่นนี่ได้เลย

แต่คนจำนวนมากไม่ได้เดินทางคนเดียว หลายคนเดินทางเป็นกลุ่ม แต่ไม่ได้นั่งอยู่หน้าจอ ด้วยกัน ปัญหาคือทำให้ไม่สามารถตัดสินใจร่วมกัน ได้ว่าจะเดินทางด้วยเที่ยวบินไหน โรงแรมที่เลือก เป็นอย่างไร จึงต้อง Chat หากันอยู่ตลอดเวลา เพื่อคอยสอบถามว่าจะเอาอย่างไรกันแน่

มีบางแอปพลิเคชันที่เห็นปัญหานี้ เลย พยายามสร้างแอปฯ ที่ทำตัวเหมือนเป็นเอเยนต์ ทัวร์แบบเก่า คือจะคอยส่งอีเมลในกลุ่มเพื่อนที่ จะไปเที่ยวด้วยกัน เช่น แค่พิมพ์ขอให้หาราคาตั๋ว เครื่องบินลงไปในเมลกลุ่ม แอปฯ นี้ก็จะบอกให้คน ทั้งกลุ่มรู้ พร้อมทั้งให้คำแนะนำต่างๆ ด้วย เพื่อให้ เกิดการตัดสินใจร่วมกันในทันที

แอปพลิเคชันแบบนี้เรียกว่าเป็น Virtual Travel Agent ที่คอยทำหน้าที่ดูแลคนเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ปัจเจกเดี่ยวๆ ทำให้เกิดทางเลือกที่หลากหลาย ในการใช้บริการขึ้นได้

 


โรงแรมอัตโนมัติ

อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่าคนสมัยนี้สามารถพึ่งพา ตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น คนจำนวนมากจึงมี อาการไม่ค่อยอยากปฏิสัมพันธ์กับคน ทำให้เกิดการ จองตั๋วออนไลน์ การเช็กอินกระเป๋าด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งประหยัดเวลาและประหยัดงบประมาณในการ จ้างพนักงานด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไปพักโรงแรม สิ่งแรกที่ ทุกคนต้องพบก็คือพนักงานต้อนรับที่เป็นบุคคล แต่ในปัจจุบันนี้ เริ่มเกิดระบบ ‘โรงแรมอัตโนมัติ’ ขึ้นมาแล้ว นั่นคือพอไปถึง แขกจะสามารถจัดการ ทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเช็กอิน รับกุญแจ รวมไปถึงการเรียกคน (หรือหุ่นยนต์) มาทำความ สะอาดได้โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนเลย บางโรงแรมก็ใช้แอปพลิเคชันที่ทำให้เราสามารถแปลง โทรศัพท์มือถือของเราให้เป็นเหมือนรีโมตคอนโทรล ในการควบคุมทุกอย่างได้เลย เช่น ควบคุมโทรทัศน์ เปิดประตู หรือแม้กระทั่งสั่งอาหาร

จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดการพักผ่อนแบบ ‘ปลอดคน’ ในบางโรงแรมอย่างแท้จริง ซึ่งก็นับเป็นประสบการณ์ ใหม่ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าคนทั่วไปจะชอบหรือรู้สึก ขนลุกกับประสบการณ์แบบนี้

 

เที่ยวเสมือนจริง

เทรนด์ที่น่าจะสำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวก็คือ การท่องเที่ยวโดยไม่ต้องเดินทางจริง แต่เป็นการเดินทาง แบบ ‘เสมือนจริง’ หรือ Virtual-Reality Travel

การท่องเที่ยวแบบนี้มีหลายแนวคิด บางอย่างก็แค่ ใส่อุปกรณ์ VR เข้าไป แล้วก็สามารถไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ตามแต่โปรแกรมจะพาไป โดยในอนาคตจะสามารถ พัฒนาให้คนไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ แม้กระทั่งบนดาวอังคาร แต่ในอีกลักษณะหนึ่งก็คือ อาจมีการ ‘ว่าจ้าง’ คนที่อยู่ ที่จุดหมายปลายทาง ให้สวมใส่อุปกรณ์ VR ไปพร้อม กับคนที่อยู่ที่ต้นทาง แล้วให้คนที่อยู่ปลายทาง ‘กระทำ การเที่ยว’ คือไม่ว่าจะไปไหนในสถานที่จริง คนที่อยู่ที่ ต้นทางก็จะได้สัมผัสรับรู้ประสบการณ์แบบเดียวกันทั้งหมด

การท่องเที่ยวเสมือนจริงเป็นสิ่งที่ต้องบอกว่า ‘กำลังมา’ อย่างแรง หลายบริษัทกำลังวิจัยและพัฒนา เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ตัวอุปกรณ์ VR มีราคาถูกลง คนจะได้ซื้อหาได้ รวมทั้งทำให้ภาพที่เห็นมีความสมจริง มากขึ้นด้วย

ปัญหาเดียวที่การท่องเที่ยวเสมือนจริงจะสร้างขึ้น ต่อการท่องเที่ยวจริงก็คือ มันจะทำให้ไม่เกิดการ ท่องเที่ยว (หรืออย่างน้อยก็ลดการท่องเที่ยวจริงลง) เพราะคนสามารถไปเที่ยวโดยอยู่กับบ้านได้ แต่สัมผัส ประสบการณ์ (เกือบ) เหมือนจริง โดยเป็นวิธีใช้เวลาว่าง ที่ประหยัดงบประมาณมากกว่าการเดินทางไปเที่ยวจริง เสียอีก

ในอนาคต เทรนด์การท่องเที่ยวเดินทางที่เกิดจาก เทคโนโลยีดิจิทัลจะยิ่งหลากหลายกว้างขวาง และเกิด เรื่องใหม่ๆ ที่เราคาดคิดไม่ถึงอีกมากมาย โดยเฉพาะ เมื่อโลกก้าวไปถึงยุคของ AI หรือ Artificial Intelligence และยุคของ Internet of Things ที่ปัญญาประดิษฐ์ ในข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จะติดต่อสื่อสารกันได้เอง เพื่อสร้างความสะดวกสบายและสีสันใหม่ๆ ให้กับชีวิต มนุษย์

ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน!

 


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

TAT Review Magazine 2/2017

TAT 2/2017