การมาถึงของเทคโนโลยี ฆ่าฉัน ฆ่าฉันให้ตายดีกว่า

การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างความกังวลให้ กับผู้คนเสมอ เพราะโลกเราหมุนและเปลี่ยนไปทุกครั้ง เมื่อเทคโนโลยีใหม่เดินทางมาถึง อย่างที่มีเพลงวง The Buggles ชื่อเพลง Video Killed the Radio Star (1979) เมื่อเอ็มทีวีมาถึง ก็จัดการฆ่าวิทยุทิ้ง และไม่ต่างจากที่ ทีวีมาฆ่าโรงภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ตมาฆ่าสิ่งพิมพ์ ยูทูบ มาฆ่าโทรทัศน์ เว็บดูหนังออนไลน์มาฆ่าโรงภาพยนตร์ อีกรอบ แต่ความจริงแล้วใช้คำ ว่า ‘ฆ่า’ ก็อาจจะดูอุกอาจ มากเกินไป คือจริงๆ มันก็ฆ่านั่นแหละ แต่หากเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงอาจจะดูซอฟต์ลง และดูเป็นเหตุเป็นผล มากกว่า และหลายๆ ครั้งบางทีมันก็ไม่ได้ฆ่า มันแค่ เปลี่ยนรูปฟอร์มใหม่ และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา ยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป


เทคโนโลยีเป็นมิตรกับการท่องเที่ยว

แต่เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว อันที่จริงแล้วเทคโนโลยีใหม่ก็ดูเป็นมิตรกับการท่องเที่ยวเสมอมา คนยุคนี้สามารถเดินทางได้มากขึ้น เรื่อยๆ ด้วยสายการบินโลว์คอสต์ที่ก็ไม่รู้ทำ อีท่าไหนจึงทำ ให้ราคาค่าตั๋วลดลงได้ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเทคโนโลยีที่ก้าวไกลขึ้น จนทำ ให้เครื่องบินนั้นเป็นนวัตกรรมที่ราคาถูกลง (แม้ว่าจะยังแพงอยู่เหมือนเดิม) หรืออีกตัวอย่างคือการผลิตรถไฟที่มีความเร็ว มากขึ้นก็ล้วนสนับสนุนการท่องเที่ยวได้ ทำ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น และทำ ให้คนหลากหลายวัยสามารถ เดินทางท่องเที่ยวได้มากขึ้นเช่นกัน คนแก่บางคนอาจจะขึ้นเครื่องบินไม่ไหวหรือไม่สามารถเดินทางไปที่ไหนนานๆ ได้ การมีเทคโนโลยี อื่นอย่างรถไฟความเร็วสูงก็ได้มอบสิทธิ์ให้คนแก่กลุ่มนั้น ซึ่งรักที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวยามหลังเกษียณ เพราะถ้าเหลือชอยส์ เพียงแค่รถ บขส. อย่างเดียวนั้น ก็อาจจะจำ กัดทุกอย่างให้จบลง หรือไม่ก็จะทำ ให้ รถ บขส. เรืองอำ นาจ ไม่ปรับปรุงตัวเอง เพราะ ไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาท้าทาย เดี๋ยวนี้หลังจากเรามีสายการบินโลว์คอสต์ จะเห็นได้ว่าทางรอดของรถ บขส. นั้น คือการปรับปรุง บริการและตัวรถบัสให้ดีขึ้น ดีจนกระทั่งว่าที่นั่งโดยสารภายในรถนั้นดีเทียบเท่าที่นั่ง แบบ First Class ของเครื่องบินปกติ โอโ้ ฮ! คราวนี้ สบายผู้บริโภคเลย กำไรเพียวๆ จะไปไหนมาไหนก็มีตัวเลือกมากขึ้น และปรับให้เข้ากับความต้องการและงบประมาณได้ เลยคิดว่าจริงๆ แล้วโชคดีที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาท้าทายระบบเก่าๆ ตลอดเวลา เพราะนั่นคือหนทางหนึ่งของการเจริญเติบโตแบบหนึ่งของมนุษย์ การท่องเที่ยวจึงกลายเป็นของฮิตมากๆ ได้ในทุกวันนี้

ไม่ใช่แค่เรื่องระบบเทคโนโลยีที่เรามองเห็นและจับต้องได้ เทคโนโลยีที่ว่าหลายๆ ครั้งก็มาในรูปแบบที่เป็นบริการต่างๆ ที่อำ นวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่นระบบหาที่พักแบบ Airbnb ก็ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถหาที่พักได้ในราคาที่ถูกลง (แม้จะมาพร้อมกับเงื่อนไขด้านความไม่แน่นอนหรือความไม่ปลอดภัยบางอย่างบ้างก็ตาม) แต่ในอีกทางคือมันช่วยส่งเสริม ประสบการณ์ใหม่ๆ ในการท่องเที่ยว การได้เจอเจ้าของบ้านที่เป็นคนท้องถิ่น หรือการได้นอนในบ้านคนจริงๆ ก็ให้มิติใหม่ ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพราะหลายๆ ครั้งการที่เราเข้าไปนอนในบ้านคนจริงๆ นั้น มันก็ทำ ให้เราได้เจอปัญหาต่างๆ หรือได้เจอ เพื่อนบ้าน ได้เจอเรื่องจุกจิกๆ ที่โรงแรมให้ไม่ได้ หรือหากเป็นโรงแรม เราก็มีเว็บไซต์ที่เปรียบเทียบราคาโรงแรมต่างๆ ให้กับ ผู้ใช้ สามารถค้นหาโรงแรมด้วยเงื่อนไขหรือ Filter ต่างๆ ตามความต้องการของคนจอง ช่วยลดเวลาในการหาที่พักได้มากมาย (เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ต้องค่อยๆ โทรฯ หาไปทีละโรงแรม หรือต้องไปหาเอเจนท์ให้วุ่นวาย เสียดายเงิน)

อินเทอร์เน็ตทำให้ขอบเขตแห่งการท่องเที่ยวกว้างขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด อินเทอร์เน็ตทำให้เราได้ค้นพบกับประเทศโนเนม ที่เราอาจจะไม่รู้จัก เจอกับร้านเล็กร้านน้อยที่แฝงตัวอยู่ในซอกซอย ต่างๆ เจอสถานที่บางแห่งที่ไม่บรรจุอยู่ในหนังสือไกด์บุ๊คท่องเที่ยว เจอที่ท่องเที่ยวโดยไม่จำ เป็นต้องรอให้คนทำ รายการทีวีเป็น ผู้ค้นพบอีกต่อไป และการมี Google Maps ก็ทำ ให้เราดูถนน หนทางแบบพรีวิวคร่าวๆ ว่าที่ที่เรากำ ลังจะไปนั้นมันมีสภาพเป็น อย่างไร เราชอบหรือไม่

นอกจากนั้นเว็บบอร์ดหรือเฟซบุ๊กก็ช่วยทำ ให้กลุ่ม นักท่องเที่ยวได้เจอกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จุดไหนในเมืองปลอดภัยและไม่ปลอดภัย คำ แนะนำ ในการ เดินทางบางอย่าง หรือกระทั่งร้านอาหารน่าลอง ข้อมูลทั้งหมด ล้วนทำ ให้คนหนึ่งคนรู้สึกอยากออกเดินทางมากขึ้น เพราะ เขามีข้อมูลมากพอที่คิดว่าจะทำ ให้ตัวเองเดินทางไปที่นั่นและ กลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

 

เทคโนโลยี ฆ่าการท่องเที่ยวได้หรือไม่

โดยรวมแล้วเทคโนโลยีทำ ให้คนเป็นมิตรกับการเดินทาง มากขึ้น (ลองย้อนคิดกลับไปง่ายๆ ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีรถยนต์ คนก็คง ไปไหนไม่ได้) แต่ในขณะเดียวกันอย่างที่บอก บางครั้งเทคโนโลยี ก็มาฆ่าอะไรบางอย่างไป คำ ถามต่อไปคือ เทคโนโลยีนอกจาก จะส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว มันฆ่าการท่องเที่ยวได้หรือไม่

การเปิดดูถนนหนทางบน Google Maps อาจจะถือเป็น การสปอยล์การท่องเที่ยวก่อนหรือไม่ เหมือนการจะไปดูหนังแล้ว เห็นตอนจบก่อนหรือเปล่า หลายคนรู้สึกอยากท่องเที่ยวน้อยลง เพราะเพียงแค่ได้ดูคลิปบันทึกการเดินทางต่างๆ ของผู้คนใน YouTube และ Facebook Live พวกเขาก็รู้สึกพึงพอใจเสมือนว่าพวกเขาได้เดินทางท่องเที่ยวเรียบร้อยโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้านด้วยซ้ำ หรือหลายคนคงคิดกังวลว่าแว่น VR (Virtual Reality) จะสามารถทำ ให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จริงๆ ได้ เพราะเราสามารถหันมอง ดูรอบๆ ได้ 360 องศา ถ้าเราเดิน สิ่งที่เห็นก็จะเคลื่อนไปตามการเดินของเรา มันคือความรู้สึกเหมือนจริง รู้สึกเหมือนได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้นจริงๆ แบบนี้เราก็จะไปที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ เราจะได้ลองเที่ยวพื้นที่อันตราย แค่ไหนก็ได้ เขตสงคราม เขตภูเขาไฟ เราจะได้เห็นในสิ่งที่ชีวิตนี้เราอาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เห็นเลยถ้าจะต้องรอ เดินทางไปจริงๆ (คนเราอาจจะไม่ได้มีเงินทองเพียงพอทุกคนที่จะเดินทางไปได้ทั่วโลก หรือบางคนร่างกาย อาจจะไม่ได้แข็งแรงพอที่จะเดินขึ้นภูเขาใดๆ อีกต่อไป) คุณจะเดินเล่นอยู่ในประเทศในแว่นอันนั้นนาน เท่าไหร่ก็ได้ คุณไม่ต้องเสียค่าที่พัก ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบิน คุณปลอดภัย และคุณก็ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยวเหมือนกัน แล้วจะต่างกันยังไง

(คิดต่อของคิดต่อไป)

ถ้าแว่นนั้นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดการ Live ได้จริงๆ เราก็จะได้เดินอยู่ในพื้นที่นั้นในแบบ เวลาจริง เห็นผู้คนจริงๆ ที่อยู่ที่นั่นกำ ลังดำ เนินชีวิต นอกจากนี้เราก็อาจจะสามารถนัดเพื่อนไปเที่ยว พร้อมๆ กันได้ 3-4 คน แล้วนัดเจอกันในประเทศสักประเทศภายในแว่นตาอันนั้น ทั้งหมดนี้อาจจะสิ้นสุดทั้งทริป ได้ในราคาหนึ่งหมื่นหรือสองหมื่นบาท (ค่าแว่น) หรือถ้าไม่ซื้อ ค่าเช่าแว่นอาจจะถูกกว่าค่าใช้จ่ายทั้งทริป ประมาณ 10 เท่าก็เป็นได้ นี่จะถือเป็นการกระจายโอกาสในการท่องเที่ยวเดินทางสู่ทุกคนอย่างแท้จริงหรือไม่

ผมตอบไม่ได้ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นช้าหรือเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด แต่โดยส่วนตัวคิดว่า น่าจะใช้เวลานานอีกหลายสิบปี สังเกตง่ายๆ จากเครื่องเกมเพลย์สเตชั่นที่ได้รับการพัฒนามาเป็นสิบๆ ปี และปัจจุบันก็มีอุปกรณ์แว่น VR ให้ต่อเข้าเล่นเกมด้วย แต่ว่ากราฟฟิกในเกมที่ผู้สร้างพยายามพัฒนาให้ เหมือนจรงิ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็กลับยังดูเป็นคอมพิวเตอร์อยู่ หรือในวงการภาพยนตร์เอง เทคโนโลยี ในการสร้างหน้าคนจริงๆ ขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์ก็ยังถือว่าอยู่ในขั้นกำ ลังพัฒนา คือดีใช้ได้ แต่ยังไม่เนียนกริบ ได้ขนาดนั้น ดังนั้น การพยายามจะสร้างโลกขึ้นมาจริงๆ ภายในแว่นตาอันนั้นอาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้าง (แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสร้างไม่ได้)

 

บางครั้งสิ่งผิดพลาด ก็เป็นอะไรที่ทำให้การท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยว
ทำให้การเดินทางมีชีวิต ทำให้มิตรภาพบางอย่างเกิดขึ้น
ทำให้เรารู้จักเพื่อน หรือคนใกล้ตัวที่เดินทางไปด้วยกันมากขึ้น
และนั่นอาจจะเป็นความหมายของ การเดินทางที่แท้จริงๆ

 

สิ่งที่แว่น VR ทำไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นคือประสบการณ์แบบจำ ลอง มีอีกหลายอย่างที่เจ้าแว่น VR หรือโปรแกรมต่างๆ ไม่สามารถมอบให้นักท่องเที่ยวเสมือนเหล่านี้ได้ คือบรรยากาศ จริงๆ ของสถานที่นั้นๆ มิติการมองของตาเราที่ปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่จริงๆ การได้กลิ่น ต่างๆ การรับรู้ถึงลม รับรู้อุณหภูมิแดดต่างๆ และอีกหลายปัจจัยที่ทำ ให้เรารู้สึกว่า ‘อยู่ตรงนั้น’ แบบแท้จริง อาจจะเป็นสิ่งที่เจ้าแว่นให้ไม่ได้ และไม่มีวันจำ ลองออกมาได้ (อันนี้เขียนในปี 2017 นะครับ) หรือถ้าทำ ได้มันคงจะเป็นเทคโนโลยีที่แพงมากเสียจน คนคิดว่าน่าจะเดินทางไปจริงๆ ดีกว่า และที่สำ คัญคือ เจ้าแว่นไม่สามารถให้ข้อผิดพลาด และปัญหาต่างๆ ขณะเดินทางได้ บางครั้งสิ่งผิดพลาดก็เป็นอะไรที่ทำให้การ ท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยว ทำให้การเดินทางมีชีวิต ทำให้มิตรภาพบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้เรารู้จักเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เดินทางไปด้วยกันมากขึ้น และนั่นอาจจะเป็น ความหมายของการเดินทางที่แท้จริงๆ (แต่สุดท้าย มันก็อาจจะดีมากสำ หรับคนไม่มี โอกาสจริงๆ การใช้แว่น VR ก็อาจจะเป็นหนทางเดียวที่ทำ ให้พวกเขาได้ท่องเที่ยว คือถ้าไม่เที่ยวแบบนี้ ก็อาจจะไม่ได้เที่ยวไปเลย งั้นเที่ยวแบบนี้ก็ได้)

 

แสนยานุภาพของแว่น VR ที่ไกด์ทัวร์ทำไม่ได้

แต่ถ้าเราไม่คิดสุดโต่งขนาดนั้น บางทีเทคโนโลยีแว่น VR หรือโปรแกรมต่างๆ ก็อาจมาช่วยให้การท่องเที่ยวสมบูรณ์ได้มากขึ้น และขยายประสบการณ์ได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเรายืนอยู่บนสถานที่ทางประวัติศาสตร์บางอย่างที่เหลือแค่ซากผุพัง การสร้างโปรแกรมในแว่น VR ให้สัมพันธ์และคอนเนคกับสถานที่จริงนั้นๆ อาจทำ ให้เราใช้แว่นมองเห็นสถานที่เดิม แต่ย้อนกลับไปในสมัยยังรุ่งเรือง มีตึกอาคาร ที่ยังไม่โดนถล่มทิ้งก็ได้ ว่าง่ายๆ คือมันเปรียบเสมือนไกด์นำ เที่ยวที่ทำ ให้เราเห็นจริง มากขึ้น ไม่จำ เป็นต้องรอจินตนาการจากคำ บอกของไกด์ทัวร์แต่เพียงอย่างเดียว ป้อมปราการไหนที่เคยใหญ่และเคยสวย เราใส่แว่นเข้าไป เราก็จะได้เห็นภาพนั้น ซ้อนทับกับซากป้อมปัจจุบันได้เลย อะไรแบบนี้อาจจะช่วยทำ ให้การท่องเที่ยวสนุกขึ้น และเราสามารถกลับไปเที่ยวสถานที่เดิมนั้นอีกครั้ง แต่รอบนี้พกแว่นไปด้วยเพื่อ ได้เห็นอะไรที่มากขึ้นก็เป็นได้

นั่นเป็นเพียงแค่ไอเดียเล็กๆ ที่ผมนำ เสนอ แต่จริงๆ แล้วเทคโนโลยียังสามารถ ผลักการท่องเที่ยวไปได้อีกมากมายหลายแง่มุม ในอนาคตเราอาจจะมี AI (Artificial Intelligence) ที่เป็นไกด์ท้องถิ่นคอยแนะนำ สิ่งต่างๆ ให้เราฟังตลอดเส้นทาง คอยเรียกรถพยาบาลให้เวลาเกิดอุบัติเหตุขณะเดินทาง หรือคอยเตือนเราว่า เรากำ ลังเดินอยู่ในเขตที่ไม่ปลอดภัย

สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีจะเป็นเพื่อนเราหรือเป็นศัตรูกับเรา อันที่จริงก็ขึ้นอยู่ กับเรานั่นเอง


เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
TAT Review Magazine 2/2017

TAT 2/2017