นิยามการท่องเที่ยวของคนเราในยุคนี้สนุกขึ้นเรื่อยๆ จากที่แต่ก่อนเราเน้นเพียงแค่ การเคลื่อนตัวจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เปลี่ยนจากกรุงเทพฯ เป็นเชียงใหม่ เปลี่ยนจาก ประเทศไทยเป็นประเทศญี่ปุ่น เพียงแค่ไปยืนในที่ที่ไม่เหมือนแถวบ้านเรา ไปเดินในที่ที่เราอ่านภาษาเขาไม่ออก หรือเมาท์คนต่างชาติแล้วเขาไม่โกรธ (ฟังไม่รู้เรื่อง) แค่นี้ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกดี แต่ด้วยเหตุที่ค่าตั๋วเครื่องบินดันถูก การไปสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย และเป็นเรื่องใหญ่จึงค่อยๆ กลายเป็นความคุ้นเคยและกลายเป็น เรื่องง่ายดาย การไปต่างถิ่นได้หลายรอบทำให้ความเรื่องมากเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าเรื่องมากแล้วไม่ดี แต่ว่ามันคือโอกาสที่เราจะได้ ทำความรู้จักดีเทลใหม่ๆ ในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคยบ้าง การท่องเที่ยวจะไม่จบแค่การถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวอีกต่อไป

เรื่องใกล้ตัวประการแรก เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องที่ชาวไทยชอบอยู่แล้ว นั่นคืออาหารการกิน สมัยก่อนเวลาไปเที่ยวที่ไหน เรื่องกินๆ อาจจะไม่ได้รับการชูเป็นประเด็นสำคัญ อาจเป็นเพราะหลักปรัชญากินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน และหลักปรัชญาการเซฟงบในการท่องเที่ยว ราคาประหยัด ไม่ว่าจะไปไอซ์แลนด์หรือโมร็อกโก เราก็จะตั้งหน้าตั้งตากินมาม่าจากประเทศไทย แต่เพียงอย่างเดียว หรือกินพวกข้าวราคาประหยัดที่ซื้อหาง่ายๆ ตามร้านขายของ ถูกสุดไว้ก่อน จะได้มีเงินเหลือไปใช้ซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ หรือเอาไว้ช้อปปิ้ง แต่ปัจจุบัน อาหารการกิน กลายเป็นเรื่องสำคัญมาก กลายเป็นส่วนหนึ่งและส่วนซีเรียสของทริปทริปหนึ่งไปโดยปริยาย อาหาร ท้องถิ่นของสถานที่นั้นๆ กลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ทุกคนต้องลอง ในยุคที่คำว่า ประสบการณ์เป็นคำที่แทบจะถูกโปรโมตในการท่องเที่ยวมากกว่าสถานที่หรือวัตถุ

แต่ก่อนสิ่งนี้จะเริ่มขึ้นได้ สถานที่นั้นๆ ก็จำเป็นต้องมีวัฒนธรรมการกินที่แข็งแรงก่อน ยกตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมด้านอาหารที่แข็งแรงมาก (แถมถูกปากคนไทยมากด้วย) ความน่าสนใจคือว่า อันที่จริงแล้วประเทศไทยมีอาหารญี่ปุ่นที่รสชาติใกล้เคียงกับของญี่ปุ่น อยู่พอสมควรแล้ว แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเราต้องบินไปญี่ปุ่นเพื่อกินอาหารญี่ปุ่นแบบของแท้และ ของจริง บรรดาทริปกินทริปชิมร้านอาหารดังๆ ในญี่ปุ่นจึงค่อยๆ เริ่มขึ้น คือไปเพื่อกินซูชิร้านเทพ อย่างเดียว ไปเพื่อตระเวนกินปูยักษ์อย่างเดียว ไปเพื่อเนื้อย่างโกเบอย่างเดียว คือกูไม่สนโตเกียว ทาวเวอร์อะไรทั้งสิ้นแล้ว อยากรับรสผัสสะแห่งความอร่อยล้วนๆ (จะว่าไปความอร่อยนี่มันก็ซื่อสัตย์ กับมนุษย์มากนะครับ หมายถึงว่าถ้าเรากินอะไรที่อร่อยมากๆ มันทำให้เราเกิดความรู้สึกมีความสุข ได้อย่างทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่านการคิดหรือผ่านสมองแต่อย่างใด อร่อยคืออร่อย อร่อยคือฟิน ไม่ต้อง คิดหาเหตุผลว่านี่อร่อยหรือไม่ หรืออร่อยอย่างไร ไม่ต้องใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ใดๆ ในการ เข้าใจความอร่อย)

ส่วนสำหรับสายที่ไม่ได้ฮาร์ดคอร์มาก อาหารก็ยังคงเป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ดี เพราะอาหารของเขานั้นมีหลายเลเยอร์มาก ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ร้านราเม็งแต่ละร้านก็จะมีรสชาติ ที่ไม่เหมือนกัน (ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยนั้นจะค่อนข้างอร่อยคล้ายๆ กัน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำซุป ที่ใช้วิธีปรุงไม่เหมือนกัน รวมถึงเส้นและเครื่องเคียงต่างๆ ต่อให้เรากินราเม็งทุกวัน มันก็เปรียบ ได้กับการผจญภัยแบบหนึ่ง ไปแต่ละร้านจะต้องลุ้นว่ารสชาติที่นี่จะแตกต่างกับอีกที่อย่างไร ร้านนี้มีกิมมิคต่างกับร้านนั้นอย่างไร บางร้านคอนเซ็ปต์ก็เน้นสถานที่ที่ให้เรากินเงียบๆ คนเดียว ในคอกกั้น บางร้านก็ขายความเป็นน้ำซุปจากเมืองนั้นเมืองนี้ มันค่อนข้างหลากหลาย บางร้าน ต้มด้วยถ่าน อะไรก็ว่ากันไป แค่อาหารประเภทเดียวก็ยังมีให้ค้นหากันไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

นี่เรายังไม่นับพวกร้านลึกลับทั้งหลายแหล่อีกนะครับ ประมาณว่าบางคนก็ชอบไปค้นหาร้าน ลึกลับ ร้านที่ไม่ได้อยู่ในการแนะนำของเว็บไซต์หรือหนังสือคู่มือนำกินใดๆ บางครั้งมันก็เป็นร้าน ของป้าแก่ๆ คนหนึ่งที่หลบตัวอยู่ในซอกตึก นั่นดูมีความลึกลับให้น่าค้นหา ราวกับจะไปขุดเพชรกันเลย แล้วถ้าเข้าไปกินแล้วอร่อยมาก นี่แทบจะเหมือนการไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มาก คือกูมาก่อน กูมาปักธง ยังไม่มีใครรู้จักที่นี่แน่นอน นี่ก็เป็นการกำหนดเป้าหมายในการเที่ยวที่ช่วยให้ทริปนั้น ดูมีสีสันมากขึ้นทีเดียว แม้ว่าสุดท้ายร้านนั้นอาจจะรสชาติงั้นๆ หรือไม่อร่อย แต่ตำนานความเป็น คุณป้าลึกลับในซอยนั้นก็มีความสำคัญและมีสตอรี่มากพอที่จะทำให้คนต่างชาติคนหนึ่งเดินทาง ไปค้นหาสิ่งนั้น เหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในความตั้งใจของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นก็ได้ แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมการกินของเขามันเข้มแข็งพอที่จะเป็นจุดเด่นและเกิดสตอรี่ต่างๆ

และสุดท้ายแม้กระทั่งสายไม่รู้จักอะไรดีเกี่ยวกับอาหารเลย การได้มีประสบการณ์ไปสั่งอาหารมั่วๆ ในต่างแดนนั้น ก็ถือว่าเป็น ประสบการณ์ที่สนุกมาก โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ และบางทีแม่งก็ไม่ได้แคร์ชาวต่างชาติมาก เดินเข้าไปบางทีเมนู ภาษาจีนล้วน ภาษาโปแลนด์ล้วน แถมไม่มีรูปภาพ คือไม่สนใจจริงๆ การมั่วจึงเกิดขึ้น อาจจะเกิดจากการสั่งแบบชี้อาหารจากโต๊ะข้างๆ ที่สั่งมากิน คือเน้นวิชวลล้วนๆ ตัดสินใจกันจากปกล้วนๆ อะไรดูแล้ว น่าจะพอกินได้ อันไหนดูสีสวยๆ ก็สั่งอันนั้นแหละ รสชาติเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ สั่งมาก่อน หรือบางครั้งเราก็สั่งแบบจิ้มๆ เอาจากชื่อเมนู แล้วก็ ถามได้แค่ Fish, Pork, Chicken, Beef เอาแค่นี้เลย วินาทีที่กำลัง รออาหารมาเสิร์ฟนี่จะตื่นเต้นมาก ได้แต่ภาวนาว่าจะพอกินได้ แน่นอน ว่าถ้าอร่อยนี่ก็แทบจะร้องไห้ ส่วนถ้าไม่อร่อยหรือแหลกม่ายล่าย ก็แทบจะร้องไห้เช่นกัน บางประเทศเช่นไต้หวันนั้นก็จะมีเมนูอย่าง เต้าหู้เหม็นที่ชื่อก็บอกแล้วว่าเหม็น บางคนคิดว่ามาที่นี่แล้วต้องลองว่ะ ไม่ถูกปาก ก็ต้องลองให้รู้ว่ามันเหม็นแค่ไหน เออ...แบบนี้ก็มีจริงๆ

สิ่งแน่นอนคือ ไม่ว่าจะกินได้หรือกินไม่ได้ นี่คือประสบการณ์ ของการท่องเที่ยววัฒนธรรมอะไรก็ตาม ขอให้เราทำออกมา ให้ชัดเจน ให้มีดีเทล ซีเรียสจริงจังกับมัน มันก็จะกลายเป็นจุดเด่น ที่คนต่างชาติสามารถมาลิ้มลองได้ บางครั้งเวลาที่ได้ไปประเทศ ที่ไม่ค่อยมีจุดเด่นด้านอาหารการกินเป็นของตัวเองเท่าไหร่ จะรู้สึกว่าชีวิตขาดหายไปครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ทริปล่าสุดที่ไป นิวยอร์ก อาหารที่อร่อยที่สุดสำหรับผมคืออาหารจีน และบางที พยายามจะนึกอาหารที่มันนิวยอร์กๆ อเมริกันๆ มันก็จะเป็นพวก แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ยินกิตติศัพท์อะไรกับมันมาก หรือไม่ มันก็คุ้นเคยมากๆ ในเมืองไทย คืออย่างไปเยอรมัน บ้าๆ บอๆ เราก็จะมีไส้กรอกให้กิน จะชอบหรือไม่ชอบ แต่เราจะนึกออกว่า ที่นี่ต้องลองไส้กรอกสักที แต่พอมาอเมริกานี่ไม่มีใครบอกว่า เราต้องลองอาหารอเมริกันสักทีหนึ่ง และตรงกันข้ามกับการไปโรม ประเทศอิตาลี ที่ไม่น่าเชื่อว่าอาหารจะสามารถอร่อยได้ทั้งเมือง ขนาดนั้น สปาเกตตีแต่ละร้านเปรียบเทียบราเม็งมากมายในญี่ปุ่น พออาหารอร่อยทั้งเมืองแบบนี้ ทริปนั้นจะเป็นทริปที่ดีมาก เพราะ ไม่ว่าจะหิวตอนไหน เราก็จะได้กินอาหารที่อร่อยและโอเค ตรงกันข้าม กับทริปที่แร้นแค้นทางอาหาร จะแห้งเหี่ยวพอสมควร

แต่เอาจริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงอาหาร เมืองไทยเรานี่สบายมาก อยู่แล้ว ฝรั่งพูดถึงประเทศไทยก็นึกออกง่ายๆ อยู่สองสามอย่าง ไม่ธรรมชาติ ก็อาหาร จุดเด่นอาหารของเรามีอยู่มากมายหลาย ประเภทอย่างที่รู้กัน เบสิคสุดๆ ก็ต้มยำส้มตำอะไรก็ว่ากันไป แถม ความโดดเด่นอีกอย่างของวงการอาหารบ้านเราคือ มันมีขายทุกที่ ทุกเวลาตามท้องถนนริมทาง แค่ฟอร์แมตการขายก็เอ็กโซติคแล้ว รถเข็นตั้งกันเป็นแนวยาวบนบาทวิถี เดินไม่ได้ขนาดนี้ ไม่มีชาติใด ในโลกทีเดียว กระทั่งความสกปรกของอาหารริมทางยังเป็น เอกลักษณ์ขนาดทำให้ทุกคนมีความเชื่อ จะกินให้อร่อย ต้องกิน ร้านอาหารข้างทางเท่านั้น สตรีทฟู้ดนะยู ยูกินบนสตรีท ถูกกว่า อร่อยกว่า มันของแท้ (ตกลงแล้วความสกปรกเป็นของแท้ของเรา ตั้งแต่เมื่อไหร่) ทุกอย่างนี้ค่อนข้างตรงข้ามกับมาตรฐานฝรั่ง เกือบทุกอย่าง ในต่างประเทศ หากคุณวางแผนพลาด วันอาทิตย์ ตอนเช้าไม่ยอมซื้ออะไรตุนไว้กินเล่น ก็อดแดกกันไปเลย บางทีร้านปิดกันหมด จะกินนอกโรงแรมทีต้องนั่งรถไปอีกที่หนึ่ง หรือบางครั้ง พวกอาหารเช้า เมืองนอกเขาก็กินอะไรกันซ้ำๆ เดิมๆ กาแฟ ขนมปัง เป็นวัฒนธรรมเขา ในขณะที่บ้านเราตอนเช้าก็เปิดกันที่ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก ปาท่องโก๋ หมูปิ้ง มีให้เลือกมากมาย ทั้งหมดนี้ รวมแล้วกลายเป็นวัฒนธรรมการกินของเราที่คนอื่นสนใจ

และแน่นอนว่าอาหารไทยของเราอันที่จริงก็ดังไม่ได้แพ้ อาหารจีนหรืออาหารญี่ปุ่น (แถมเอ็กโซติคกว่า เพราะไม่ได้ มีขายทุกที่แบบอาหารจีน) จนถึงขั้นว่า เดี๋ยวนี้มีคอร์สระยะสั้น ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้มาลองเรียนทำอาหารได้ด้วย ประมาณ ครึ่งวันหรือวันเดียว คุณก็สามารถทำอาหารได้สองสามเมนูแล้ว ความจริงนี่ก็เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่ง คือ ไม่ใช่แค่การนั่งกินอย่างเดียว แต่เป็นการให้ลองทำกันไปเลย ซึ่งกรรมวิธีการทำอาหารของไทยนั้นก็ดูสลับซับซ้อนกว่าฝรั่ง อยู่มากมาย แทบจะคล้ายๆ การผสมสารเคมีในห้องทดลองทาง วิทยาศาสตร์กันเลย ไม่ใช่แค่การเอาขนมปังมาวางทับๆ กับแฮม และผัก นี่ต้องเคี่ยวต้องต้ม ต้องรอน้ำเดือด คือมีความวุ่นวาย พอสมควร แต่แน่นอนว่ายิ่งวุ่นวายยิ่งสนุก ยิ่งทำไม่ถูกยิ่งตลก ยิ่งทำออกมาแล้วไม่อร่อยยิ่งเป็นโจ๊กที่เอาไปเล่าให้เพื่อนฟังตอน กลับบ้านได้ แต่ว่าถ้าคุณทำถูก ทำอร่อย คุณก็ได้ลองทำอาหารไทย จากคนไทยแท้ๆ แถมยังได้วิชากลับบ้านไปด้วย

ถ้าคิดว่าอาหารเป็นมากกว่าอาหาร มันก็จะเป็นมากกว่า อาหาร สิ่งใดที่เราจริงจังกับมันมาก สุดท้ายมันจะกลายเป็น วัฒนธรรมขึ้นมาได้ และอะไรที่เป็นวัฒนธรรมขึ้นมาได้มันก็จะมี เสน่ห์พอที่จะดึงดูดผู้คนให้มาสนใจ แต่ถ้าเราคิดว่าอาหารเป็นแค่ อาหาร วัฒนธรรมก็สร้างขึ้นมาให้พอมี ทุกอย่างมันก็จะจบเพียง เท่านั้น พอส้มตำไม่เผ็ด ต้มยำไม่แซ่บ ทุกคนบนโลกกินได้ มันก็ ดูไม่มีอะไรน่าสนใจ คงไม่มีใครอยากกินอะไรแล้วรู้สึกว่ามัน ก็เหมือนๆ กับอาหารบ้านตัวเอง ดังนั้น การเป็นตัวของตัวเอง และจริงจังกับสิ่งที่เรามีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

และเรื่องนี้ไม่ควรจบแค่ที่อาหาร เพราะเรายังมีวัฒนธรรม อีกมากมายให้เราได้จริงจังจนฝรั่งต้องหันหลังมองอีกเยอะ

 



เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์