ในการประชุมทางวิชาการเรื่อง ‘ท่องเที่ยววิถีไทย’ ศ.ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอ ผลการวิจัยเกี่ยวกับเทรนด์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในระดับ โลก และรูปแบบใหม่ๆ ของการท่องเที่ยวไทย ส่วนหนึ่งได้กล่าวถึง เรื่อง Lifestyle and Experiential Tourism ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลัง เกิดขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ พวกเขามีความต้องการสินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ถูกแปลงให้กลายเป็นสินค้าและบริการ ที่น่าสนใจ แน่นอนว่าตั้งแต่ไหนแต่ไร การท่องเที่ยวก็เป็นส่วนหนึ่งของ ไลฟ์สไตล์ด้วยเช่นกัน เราใช้เวลาว่างจากการทำงานปลีกตัวเองออกจาก กิจวัตรประจำวันอันซ้ำซาก เพื่อออกไปทำกิจกรรมสันทนาการและการ ท่องเที่ยว ค้นประสบการณ์แตกต่าง แปลกใหม่ ผจญภัยโลดโผน และ พิเศษเหนือกว่าวันธรรมดาๆ ในชีวิต

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป กิจวัตรประจำวัน ตามปกติเหล่านี้ของทุกมุมโลก ทุกเมือง และทุกท้องถิ่น กลับกลาย เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นขึ้นมา ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ สวนสาธารณะ ห้องสมุดประชาชน ร้านค้าแผงลอย ตลาดนัด งานเทศกาลประจำปี หรือแม้กระทั่งร้านขายรองเท้ากีฬา

รายละเอียดยิบย่อยเล็กๆ น้อยๆ ที่คนในท้องถิ่นใช้ชีวิตประจำวัน อยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ไปตามปกติ กลับกลายเป็นจุดหมายปลายทาง ที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น ที่ใฝ่ฝันว่าสักวันจะต้องออก เดินทางค้นหา ไลฟ์สไตล์ธรรมดาสามัญกลายเป็นสินค้าและบริการด้าน การท่องเที่ยวขึ้นมาได้ในยุคของเรา

การไปท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ ตื่นเช้ามาพร้อมกับอาหารเช้าแบบ อเมริกันในโรงแรม แล้วก็ค่อยออกไปตระเวนชมสถานที่ท่องเที่ยว ยอดนิยมตลอดทั้งวัน แล้วก็ปิดท้ายทริปด้วยการไปช้อปปิ้งของฝาก พะรุงพะรัง ไม่ใช่เทรนด์การท่องเที่ยวสำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่อีกต่อไป

คนรุ่นใหม่ต้องการท่องเที่ยวเพื่อสร้างตัวตนผ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ


พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่

เริ่มต้นจากเทรนด์พฤติกรรมทั่วๆ ไปของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ การออกเดินทางของพวกเขานั้นเพื่ออะไร และเขาทำอะไรในทริปของตัวเอง

พิจารณาข้อมูลจากบทความในเว็บไซต์ Forbes.com เรื่อง Are Millennial Travel Trends Shifting in 2016? โดย Lea Lane อ้างถึง ผลการวิจัยของ Topdeck Travel ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ บริการซึ่งเป็นนักท่องเที่ยววัย 18-30 ปี จำนวน 31,000 คน จาก 134 ประเทศ โดยในกลุ่มนี้ร้อยละ 88 ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ 1-3 ครั้งในช่วงเวลา 1 ปี

ข่าวดีคือ ถ้าให้ตัดสินใจเลือกเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ประเทศ ที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่กลุ่มนี้อยากไปเที่ยวมากที่สุด ร้อยละ 83 เลือก ประเทศไทย รองลงมาประเทศที่ได้คะแนนใกล้ๆ กัน ทิ้งกันไม่ห่างนัก คือ เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศจีน

จุดที่น่าสนใจมาก คือคนกลุ่มนี้วางแผนเส้นทางการเดินทาง ท่องเที่ยวด้วยตัวเอง โดยหาข้อมูลจากวงเพื่อนใกล้ตัว จากการฟังเรื่องราว การเดินทางที่ได้ยินจากคำบอกเล่าของเพื่อน ติดตามบล็อกงานเขียน ของเพื่อน หรือติดตามจากภาพถ่ายในโซเชียลมีเดียของเพื่อน มากกว่า จะศึกษาตามคำแนะนำในนิตยสาร หรือคำโฆษณาของบริษัททัวร์

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการจากการท่องเที่ยว ร้อยละ 86 ระบุว่าต้องการลงลึกไปใน วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ โดยร้อยละ 69 ต้องการ ชิมอาหารท้องถิ่นในร้านอาหารตามปกติของท้องถิ่น ไม่เข้าร้านเชนฟาสต์ฟู้ดระดับโลก และไม่ต้องการบริการอาหารเช้าจากโรงแรม

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการท่องเที่ยวของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ คือความต้องการ ช้อปปิ้งของฝากลดลงเหลือเพียงร้อยละ 28 พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อพบประสบการณ์ ของจริง มากกว่าการเสพสินค้าและบริการจากภาพตัวแทน อย่างเช่นของที่ระลึก ถ่ายภาพ กับจุดแลนด์มาร์ค หรือใช้เวลาทั้งหมดไปกับสถานที่ท่องเที่ยวแบบจัดฉากอย่างเป็นทางการ

แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานตลอดการเดินทาง ร้อยละ 94 ใช้เฟซบุ๊ก ร้อยละ 71 ใช้ อินสตาแกรม รองลงไปคือ Trip Advisor เพื่อหาคำแนะนำ และเป็นผู้ลงมือเขียนคำแนะนำ ด้วยตัวเอง เพื่อส่งต่อไปยังคนอื่นๆ รวมไปถึง WhatsApp เพื่อติดต่อสื่อสารกับทางบ้าน


พลังของไลฟ์สไตล์

แอนโธนี กิดเดนส์ อธิบายถึงสภาพสังคมและตัวตนของผู้คนในโลกทุนนิยมเสรี ว่าหลังจากที่โลกเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ระบบโครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว เราไม่ยึดถือเรื่องวรรณะ ชนชั้น ไม่มีการจัดระเบียบแบ่งแยกความแตกต่าง ทางฐานะกันด้วยระบบศักดินา ทุนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดว่าสามารถเข้าถึงได้ และสร้าง โอกาสให้กับตัวเองได้โดยเท่าเทียมกับคนอื่น โครงสร้างสังคมแบบใหม่นี้จึงมีการจัดระเบียบ และแบ่งแยกความแตกต่างกันด้วยไลฟ์สไตล์

ตัวตนของผู้คนไม่ได้ถูกกำหนดจากวรรณะหรือชนชั้นตั้งแต่กำเนิด แต่มันถือกำเนิด ขึ้นมาภายหลังจากนั้น ด้วยการตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของปัจเจกชนแต่ละคนๆ ซึ่งก็คือ การเลือกซื้อ จับจ่ายใช้สอย สินค้าและบริการ รูปแบบการใช้ชีวิต รวมไปถึงการทำงานและ สร้างระดับรายได้ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดรวมเรียกง่ายๆ ว่าไลฟ์สไตล์ ซึ่งดูเหมือนว่า จะมีความยุติธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น และทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เสรีภาพของเรามีอยู่จำกัด ทางเลือกมีอยู่เท่าที่มีให้เลือก ทางเลือกของเราแต่ละคนขึ้นอยู่กับระดับฐานะและรายได้

ในทุกวันนี้ ไลฟ์สไตล์ถูกทำให้เป็นสินค้าและบริการที่หลากหลาย แพร่หลาย ให้เลือกซื้อและจับจ่ายมาครอบครอง มีลักษณะเป็นกรอบสำเร็จรูป แบ่งตามชนชั้นและ ระดับรายได้ ผู้คนจะตัดสินใจเลือกซื้อมาเพื่อตกแต่งและเสริมสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้ตนเองสอดคล้องอยู่ในสังคมที่ต้องการเข้าไปร่วมสังกัด

หนัง เพลง หนังสือ แฟชั่น แก็ดเจ็ต บ้าน รถยนต์ อาหาร กีฬา งานประจำ งานอดิเรก รวมไปถึงการท่องเที่ยว ทริปท่องเที่ยวที่เราวางแผน สายการบิน โรงแรม ภาพถ่าย เรื่องเล่า การเดินทาง ฯลฯ ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นไลฟ์สไตล์ที่ปัจเจกแต่ละคน ตัดสินใจเลือก เพื่อก่อสร้างตัวตนขึ้นมา


เรื่องเล่าของตัวตน

สภาพโลกาภิวัตน์ทำให้ผู้คนเดินทางคมนาคมได้สะดวกรวดเร็ว การท่องเที่ยวกลายเป็น เรื่องง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ ไปเที่ยวได้เหมือนกันหมด มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ด้านสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ ประกอบกับเทคโนโลยีการสื่อสาร และการเปิดรับ ข่าวสารจำนวนมากมายมหาศาลจากทั่วโลก ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวเดิมๆ ดูซ้ำซาก จำเจ ไม่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง

คนรุ่นใหม่มีมุมมองเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดขึ้น ของโซเชียลมีเดีย ทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับการ ท่องเที่ยวมีความแตกต่างหลากหลายเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวจึงต้องการเส้นทาง ใหม่และโจทย์ใหม่สำหรับการออกเดินทาง ครั้งต่อไป

จากเดิมที่รูปแบบของสินค้าและบริการ ด้านการท่องเที่ยวมีอยู่อย่างจำกัด มุ่งเน้นการ ท่องเที่ยวธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ แต่ละท้องถิ่นมีอยู่ อย่างเช่นท้องทะเล ป่าเขา รวมไปถึงการท่องเที่ยวแบบศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ที่อาศัยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม และ ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของท้องถิ่นนั้นๆ เผยแพร่ผ่านทางโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์

เรื่องเล่าการท่องเที่ยวจึงวนเวียนอยู่กับ สิ่งเหล่านี้ ผ่านทางสื่อดั้งเดิมอย่างทีวีและนิตยสาร การท่องเที่ยวแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ สำเร็จรูปที่ทุกคนทำได้เหมือนๆ กันหมด

ในโลกยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียมีความ สัมพันธ์กับการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง มันทำให้ เรื่องเล่าการท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้น กว่าเดิม การที่ผู้ใช้ทุกคนสามารถสร้างข้อมูล ข่าวสารได้ด้วยตัวเอง ทำให้เรื่องเล่าการท่องเที่ยว หลั่งไหลเข้าสู่การรับรู้ของกันและกัน สินค้าและ บริการด้านการท่องเที่ยวแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมที่เปลี่ยน แปลงไป

ไลฟ์สไตล์ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เรื่องใกล้ตัวอย่างร้านหนังสือ ร้านกาแฟ สวนสาธารณะ หรือของใช้กระจุกกระจิกเล็กๆ น้อยๆ ถูกนำมาขับเน้นให้น่าสนใจได้ จนสามารถ ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ถือเป็นสินค้าและ บริการแบบใหม่ที่น่าสนใจ เพราะคนรุ่นใหม่ ต้องการเรื่องเล่าที่มีความเฉพาะตัวของตัวเอง

พวกเขาจึงต้องการเดินทางไปบนเส้นทาง ที่ออกแบบตามความสนใจของตัวเอง เพื่อผลิต วรรณกรรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ นำเสนอตัวตนของตัวเองออกไปบนหน้าวอลล์


ไลฟ์สไตล์ในท้องถิ่น

คำถามว่า ไลฟ์สไตล์แบบไหนที่สามารถนำมาทำเป็น สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว คำตอบคือ ไลฟ์สไตล์ ง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว ที่เป็นประสบการณ์ปกติธรรมดาในชีวิต ประจำวันของคนในท้องถิ่น จะกลายเป็นประสบการณ์ พิเศษสุดแปลกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวได้เกือบทั้งหมด

ยกตัวอย่างตาม ศ.ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ได้กล่าวถึง จังหวัดเชียงใหม่ ว่ารูปแบบของการท่องเที่ยวกำลัง เปลี่ยนแปลงไป จากการเดินทางไปถึงแลนด์มาร์คสำคัญ ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ อย่างดอยสุเทพ ที่เป็น จุดท่องเที่ยวหลักของจังหวัด ไปเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ธรรมดาๆ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่

“เดี๋ยวนี้ผู้มาเยือนเชียงใหม่แทบจะเคยขึ้นดอยทุกคน แล้ว เมื่อมาเชียงใหม่ก็จะไม่ขึ้นดอยอีก แต่จะมาดื่มกาแฟ กันที่ถนนนิมมานเหมินท์ ไปรับประทาน Brunch ที่ดาราเทวี ถือโอกาสไปช้อปปิ้งซื้อของใช้ส่วนตัวที่เมญ่าหรือ เซ็นทรัลเฟสติวัล” - อ้างจากบทความเรื่อง การพัฒนาเมืองในยุค การท่องเที่ยวแบบ Lifestyle โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด กรุงเทพ- ธุรกิจ วันที่ 23 เมษายน 2558

สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวทั่วโลก ยกตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปญี่ปุ่นได้ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่ใช่เพื่อไปยังแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวอย่างโตเกียว สกายทรี แต่เพื่อเดินทางไปตามหาร้านกาแฟเล็กๆ ที่เสิร์ฟกาแฟ แบบพิเศษ หรือ Specialty Coffee ที่ซุกซ่อนอยู่ตามย่านการค้า กินซ่า ชิบุยะ ชินจูกุ ฯลฯ

นิตยสาร GM เคยนำเสนอสารคดีท่องเที่ยว เพื่อตระเวนชิม รสชาติของข้าวกล่องรถไฟ หรือ Ekiben ซึ่งคืออาหารสำเร็จรูป บรรจุกล่องพร้อมรับประทาน ที่ขายอยู่ตามสถานีรถไฟทั่วประเทศ ญี่ปุ่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอาหารในแต่ละท้องถิ่น วัตถุดิบ ที่แตกต่าง รสชาติ คุณภาพ และระดับราคา เพื่อให้นักท่องเที่ยว ชาวไทยได้ลองเดินทางตามเส้นทางใหม่ๆ นี้

นอกจากอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าเล็กๆ ก็กลายเป็น เสน่ห์ของท้องถิ่นในสายตาของนักท่องเที่ยว ร้านแบบ Specialty Store ที่รวบรวมสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดนตรี เครื่องสำอาง แผ่นเสียง หนังสือ งานหัตถกรรม รองเท้าวิ่ง ฯลฯ ก็กลายเป็น จุดดึงดูดคนที่สนใจไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม หรือเรียกว่าเป็น Subculture

ยกตัวอย่างเช่น ร้านหนังสือเล็กๆ ในประเทศสิงคโปร์และ ไต้หวัน พอร์ตแลนด์ในสหรัฐอเมริกา หรือไดคังยามะในประเทศ ญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นย่านฮิปสเตอร์ระดับโลก กลายเป็นจุดหมาย ปลายทางยอดนิยม ที่นักท่องเที่ยวนำกลับมาเขียนถึงในบล็อก และเว็บบอร์ดสาธารณะ

เทศกาลประจำปีที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่ใช่เทศกาลตามประเพณีของท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ กลายเป็นอีเวนต์กีฬาหรือดนตรีที่เพิ่งจัดขึ้นมาไม่นาน เช่นเทศกาล ดนตรีร็อคในประเทศญี่ปุ่น คอนเสิร์ตฮอลล์ที่มีศิลปินระดับโลก ไปแสดง ละครเวทีที่บรอดเวย์ สหรัฐอเมริกา งานวิ่งเทรลรันนิ่ง ในฮ่องกง รวมถึงงานวิ่งมาราธอนใหญ่ระดับโลก อย่างบอสตัน มาราธอน ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปร่วมงานได้อย่างมาก


การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อาหารและเครื่องดื่มของท้องถิ่นเป็นไลฟ์สไตล์ ที่มีเสน่ห์ดึงดูดมากที่สุด เหมือนกับที่ชาวต่างชาติ เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อชิมอาหาร จากร้านค้าแผงลอยข้างถนน แล้วก็ถ่ายทำเป็นคลิป วิดีโอหรือเขียนบล็อกบรรยายประสบการณ์เผยแพร่ กระจายออกไปทั่วโลก

เราจะพบว่าวรรณกรรมการท่องเที่ยวในยุคนี้ มุ่งเน้นไปที่เรื่องประสบการณ์อันจริงแท้เกี่ยวกับท้องถิ่น หนังสือนำเที่ยวที่ติดเบสต์เซลเลอร์ส่วนใหญ่นำเสนอ แง่มุมที่น่าสนใจ จากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิตตามปกติธรรมดาของคนในท้องถิ่น

นอกจากนี้ บล็อกและยูทูบเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยม มียอดวิวสูงๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราว ข้างถนน เกี่ยวกับคนท้องถิ่นทั่วไปในวงกว้าง หยิบจับ มันขึ้นมาให้กลายเป็นเรื่องสำคัญ หรือไม่ก็เป็นเรื่องราว ของ Subculture ที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง เฉพาะ เจาะจงลงไปเลย

ในยุคสมัยที่การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก กลายเป็นเรื่องง่ายและใครๆ ก็สามารถเอื้อมถึงได้อย่าง เท่าเทียมกัน คนรุ่นใหม่ต้องการท่องเที่ยวในแบบที่ แตกต่างจากคนอื่น

แน่นอนว่าเรารู้กันอยู่แล้วว่าการท่องเที่ยวเป็น ส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่นี้ต้องการไลฟ์สไตล์ที่ซ้อนทับไลฟ์สไตล์ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง พวกเขาเลือกสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ เพื่อแสดงออกถึงไลฟ์สไตล์ที่เฉพาะ เจาะจงของตัวเอง ว่ามีความแตกต่างและพิเศษเหนือ คนอื่น เป็นการสร้างตัวตนของตัวเองให้มีเอกลักษณ์

“ยิ่งเมืองมีบรรยากาศหรือจุดเด่นเท่าใด การท่องเที่ยวแบบไลฟ์สไตล์ก็จะช่วยยึดเวลาพัก หรือดึงดูด ให้นักท่องเที่ยวค้างคืนหรือมาซ้ำบ่อยขึ้น เมืองที่มี บรรยากาศที่มีเอกลักษณ์และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสูง จึงได้เปรียบ” ศ.ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด เขียนไว้ใน บทความที่อ้างถึงข้างต้น

นักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องมองหา เอกลักษณ์ของท้องถิ่นจากเรื่องราวไลฟ์สไตล์ในวิถี ชีวิตประจำวัน ง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว นำขึ้นมาเน้นเป็นจุดเด่น และเป็นบรรยากาศ ทำให้ท้องถิ่นของตัวเองมีความ น่าอยู่อาศัย แล้วในที่สุดก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แบบไลฟ์สไตล์ไปได้ในเวลาเดียวกันด้วย

 


เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ