ECOALF...การรีไซเคิลน่าจะเป็นคำตอบของความยั่งยืน!

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาขยะมลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศ อุตสาหกรรม และสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทว่าสินค้าจากการรีไซเคิลในท้องตลาดนั้นยังมีน้อย และไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน เสื้อผ้าส่วนใหญ่ผลิตจากการใช้สิ่งที่นำกลับมา รีไซเคิลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในปี 2552 ECOALF บริษัทเสื้อผ้าแฟชั่นสัญชาติสเปนจึงได้ก่อตั้งขึ้นจากความสนใจแนวคิดเรื่องการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม มีจุดมุ่งหมายจะสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่ดูทันสมัย และสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า โดยเริ่มจากการมองหาคู่ค้าทางธุรกิจ เช่น โรงงานทอผ้า จากนั้นจึงคิดค้นเทคโนโลยีในการพัฒนาเครื่องแต่งกายที่ผลิตจากสินค้ารีไซเคิลที่มีคุณภาพ สวยงาม จนดูไม่ออกว่า ผลิตมาจากของที่นำกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบัน ECOALF มีพันธมิตรกว่า 11 ประเทศ อาทิ ไต้หวัน เกาหลี โปรตุเกส เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฯลฯ


ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทางทะเล…

ECOALF ทำงานชิ้นใหญ่ท้าทายกว่าเดิม ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า ‘Upcycling the Oceans’ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก HAP Foundation มีจุดประสงค์ในการกำจัดขยะในท้องทะเลอันกว้างใหญ่แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยการเก็บขยะที่ถูกทิ้งทับถมกัน จากการทำประมงในทะเล และนำเศษขยะที่ได้มาพัฒนาให้กลายเป็นเส้นด้ายเพื่อนำไปทอผ้า

ECOALF ได้ดำเนินการกำจัดขยะในหลายพื้นที่ เริ่มจากบริเวณ ชายฝั่ง Levante ในประเทศสเปน เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อแสดงให้เห็น ว่าเราไม่เพียงแต่สามารถกำจัดขยะมูลฝอยในทะเล แต่ยังสามารถ นำขยะที่ไม่มีประโยชน์กลับมาผลิตเป็นของใช้ที่มีคุณภาพได้อีกด้วย


จากก้นทะเลสู่เส้นด้าย…

โครงการ Upcycling the Oceans ได้รับความร่วมมืออย่างดี จากชาวประมงที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง Levante ผู้คุ้นเคยกับทะเล ในแถบนั้น ปัจจุบันมีสมาชิก 165 ราย จาก 11 ท่าเรือหลัก ร่วมกัน กำจัดขยะในทะเลตามโครงการ ขยะพวกขวดน้ำดื่มใส แก้ว กระป๋อง จำนวน 4-5 กิโลกรัม จะถูกนำขึ้นมาจากก้นทะเลแล้วพักไว้ในกล่อง บรรจุพิเศษบนเรือทุกลำและบริเวณที่จอดเรือทุกวัน ขยะที่มีปริมาณ รวมกันมากกว่าสัปดาห์ละ 120 ลิตรต่อท่าเรือ จะถูกนำมาทำความ สะอาดและแยกประเภท เพื่อส่งเข้ากระบวนการรีไซเคิลตามความ เหมาะสม

หลังจากนั้นจะถูกนำไปย่อยด้วยเทคโนโลยีพิเศษที่คิดค้นขึ้นมา เพื่อการกำจัดสิ่งปนเปื้อน และการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบตาม มาตรฐานของ ECOALF จนได้วัตถุดิบบริสุทธิ์เม็ดกลมๆ เล็กๆ สำหรับ นำไปผลิตเส้นด้ายดิบ โดยเส้นด้ายแต่ละชนิดที่ได้มาจะถูกนำไปผ่าน กระบวนการผลิตผ้าทอที่มีเนื้อผ้าแตกต่างกันออกไป

...ทุกปี ขยะจำนวนกว่า 6.4 ล้านตันถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทร ร้อยละ 90 ของขยะที่ลอยบนผิวทะเลคือผลิตภัณฑ์จากขวดพลาสติก และ ร้อยละ 92.5 ของนกทะเลที่เสียชีวิตนั้นเกิดจากการกินขยะพลาสติก ที่อยู่ในทะเล

ขยะกว่า 39 ตันถูกเก็บขึ้นมาจากทะเล นับตั้งแต่โครงการ Upcycling the Oceans ถือกำเนิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2558 ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ECOALF Foundation ประกอบด้วย พันธมิตรจาก 5 บริษัทผู้นำเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาและ สนับสนุนกิจกรรมดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกัน อาทิ การจัดการขยะ การ พัฒนาเทคโนโลยี การแปรรูปขยะพลาสติกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม สิ่งทอ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาวิธีที่ได้รับจากการร่วมทำงานกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านนำกลับมาใช้ใหม่จากหลากหลายประเทศ


ขยะแบบไหน...รีไซเคิลได้?
ขวดพลาสติก

การรีไซเคิลขวดพลาสติกช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้ร้อยละ 20 ประหยัดพลังงานร้อยละ 50 และช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ถึงร้อยละ 60

เมื่อนำขวดพลาสติกที่ถูกเก็บจากทะเลเข้าสู่กระบวนการ สังเคราะห์และแปรสภาพจนได้เป็นเส้นด้ายคุณภาพสูงแล้ว จะนำ ไปผลิตเป็นวัสดุได้หลากหลายชนิด อาทิ ผ้าทอ สายรัด ป้ายฉลาก เชือก เป็นต้น จนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ใช้ได้ ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นกระเป๋าเป้ เคสโน้ตบุ๊ค กำไลข้อมือ เสื้อแจ๊คเก็ตกันลม ฯลฯ


อวนประมง
อวนประมงคือหนึ่งในกับดักที่ร้ายกาจที่สุดของสัตว์ ในทะเล อวนเหล่านี้ผลิตขึ้นมาจากไนลอนคุณภาพดีที่สุด ชนิดหนึ่งของโลก แต่เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ย่อยสลายช้า และ สามารถลอยอยู่ในทะเลได้นานเป็นปีๆ โดยทั่วไปชาวประมง จะเปลี่ยนอวนทุกๆ 2-3 ปี อวนใช้แล้วจำนวนมากที่ถูกกระแสน้ำ และลมพัดมารวมตัวกันลอยอยู่ในทะเลจะกลายเป็นกับดักของ ปลา เต่า ปู กุ้ง กั้ง นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ใน ทะเล นอกจากนี้ยังทำลายปะการังและระบบนิเวศทั้งระบบ ซึ่งการกำจัดอวนประมงใช้แล้วจะใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง

ECOALF จะรวบรวมอวนที่ถูกทิ้งไว้จากหลายๆ แห่ง และ คัดเลือกอวนที่ยังมีคุณภาพดีตามที่ต้องการเพื่อนำมาแปรรูป เป็นผืนผ้าใหม่


ยางรถยนต์
ภูเขายางรถยนต์เก่าเหล่านี้จะกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี หากติดไฟเพียงเล็กน้อย กลุ่มไฟและควันดำที่เกิดจากการเผาไหม้ ของยางจะก่อให้เกิดอันตรายมหาศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น โรคภาวะสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคไข้เลือดออก ฯลฯ โดยเฉพาะประเทศที่มีอากาศร้อน ซึ่งเชื้อโรคจะกระจายตัว ได้อย่างรวดเร็ว

แม้ยางรถยนต์จะเป็นวัสดุที่นำมารีไซเคิลได้ยากและใช้ เวลานาน เนื่องจากมีส่วนประกอบของโลหะและสารยับยั้ง การสลายตัวที่อยู่ในเส้นยาง แต่ ECOALF ใช้เวลา 2 ปี พัฒนา เทคนิคการรีไซเคิลยางรถยนต์เพื่อแปรสภาพยางเก่าเหล่านั้น ให้มีชีวิตใหม่ ผ่านเทคนิคการบีบอัดโดยไม่ใช้กาว เพื่อให้ได้ ผงยางบริสุทธิ์ในการผลิตพื้นยางสำหรับรองเท้าแตะ และวัสดุ ส่วนขอบของรองเท้าผ้าใบ


ผงกาแฟใช้แล้ว
กาแฟจะไม่เป็นเพียงเครื่องดื่มอีกต่อไป กาแฟที่ใช้แล้วสามารถนำมาพัฒนาใน อุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้ได้เส้นใยผ้าที่มี ความนุ่ม สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้อย่างดี แห้งเร็ว และลดการเกิดกลิ่นอับ เพราะ เส้นใยไม่อุ้มน้ำ รวมทั้งยังป้องกันรังสียูวีจาก แสงแดดอีกด้วย

ผงกาแฟใช้แล้วจากหลากหลายร้าน อาหารชื่อดังเริ่มเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยการทำให้แห้งสนิทและสกัดน้ำมันออก เพื่อให้ได้ผงกาแฟนาโนขนาดละเอียด ผงกาแฟนาโนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นสีผสมสาร เติมแต่งสำหรับเส้นใยพอลิเมอร์ที่ผ่านการ รีไซเคิล เพื่อผลิตเป็นเส้นด้ายที่จะพัฒนาเป็น ผ้าทอต่อไป


ECOALF จะมาเยือนเมืองไทย…

ดร. ศิริกุล เลากัยกุล ที่ปรึกษาคณะ- กรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีโอกาสเดินทางไปประเทศสเปน และได้รับรู้ถึงโครงการ Upcycling the Oceans ที่น่าสนใจของ ECOALF จึงคิด เชื่อมโยงผลงานดังกล่าวเข้ากับการท่องเที่ยว โดยเชิญ ECOALF จากสเปนมาร่วมงานกับ 2 องค์กรใหญ่ของประเทศไทย คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

วิธีการทำงานคือทั้ง 3 องค์กรจะลงนามในข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจ เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการ Upcycling the Oceans เป็นเวลา 3 ปี โดยทาง ECOALF จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้ของกระบวนการแปลงสภาพวัสดุของเสียหรือไม่ใช้ประโยชน์ แล้ว ให้เป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม หรือมีคุณค่าด้านการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมสูงมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นผลงานการออกแบบของคนในท้องถิ่น


PTTGC ผสานความรับผิดชอบต่อสังคมและความใส่ใจสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เกิดจากการควบ บริษัท ระหว่างบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์ และการกลั่น จำกัด (มหาชน) โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 เป็นบริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจร (Integrated Petrochemical and Refining) ที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำในระดับภูมิภาคอาเซียนทั้งขนาดและ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม PTTGC มิได้ต้องการ ‘เป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อสร้างสรรค์ คุณภาพชีวิต’ ตามวิสัยทัศน์ขององค์กรเท่านั้น พันธกิจสำคัญประการหนึ่งที่บริษัทฯ ถือปฏิบัติคือ ‘ผสานความรับผิดชอบต่อสังคมและความใส่ใจสิ่งแวดล้อมในการดำเนิน ธุรกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’ เพราะบริษัทฯ เชื่อว่าความยั่งยืนทางธุรกิจมิได้เกิดจากความ สำเร็จในการดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบ ต่อสังคมด้วย

PTTGC จึงได้กำหนดให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นผ้มู ีส่วนได้เสียหลักกล่มุ หนึ่ง ของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ จะต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวังมิให้เกิด ผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ พร้อมทั้ง เปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ต่อชุมชนและสังคม โดยได้กำหนดช่องทาง การมีส่วนร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในเวลา 1 ปี ไว้ว่าจะต้องมีการเยี่ยมเยียน ชุมชนจำนวน 2,000 ครั้ง และทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจำนวน 252 ครั้ง

บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม ในเรื่อง ของการควบคุมคุณภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการอนุรักษ์ พลังงาน การจัดการน้ำที่ยั่งยืน การจัดการสิ่งแวดล้อมในกระบวนการดำเนินธุรกิจ และ ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์


ททท. จากความตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากงานส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย สู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศทั่วโลกแล้ว ททท. ยังตระหนักในความ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามหลัก Corporate Social Responsibility (CSR) จึงได้ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวควบคู่ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลานาน อาทิ

  • รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ททท. ได้เริ่มจัดการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยครั้งแรกเมื่อปี 2539 เพื่อ ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการท่องเที่ยว ที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืน โดยดำเนินการต่อเนื่องด้านการ ประชาสัมพันธ์ / การตลาด ทุก 2 ปี และจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 27 กันยายน ซึ่งตรง กับวันท่องเที่ยวโลก (World Tourism Day) ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มีแนวทางปฏิบัติ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของสังคม ชุมชน และร่วมสนับสนุน วันท่องเที่ยวโลก ซึ่งองค์การท่องเที่ยวโลกได้แสดงความชื่นชมและยกย่องให้รางวัล อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งของความมุ่งมั่นตั้งใจให้เกิดการส่งเสริมและ พัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เอื้อประโยชน์ต่อมวลมนุษย์และโลก

ขณะนี้ ททท. กำลังเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาครัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 11 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และกำหนดจัดพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 27 กันยายน 2560

  • โครงการ 7 Greens เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 ททท. ได้จัดงานแถลงข่าว เปิดตัวโครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และได้ลงนาม บันทึกข้อตกลงร่วมกับ 21 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการนำไปสู่ความร่วมมือดำเนินโครงการปฏิญญารักษา สิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด 7 Greens ทั้งยังเป็นการสะท้อน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รับทราบ ซึ่งภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลง ททท. ได้ประสานความร่วมมือเพื่อดำเนิน กิจกรรมกับหน่วยงานดังกล่าวไปพร้อมๆ กับการจัดกิจกรรมโดย ททท. ส่วนกลางเอง และกิจกรรมที่ร่วมกับ ททท. สำนักงานภูมิภาคทั่วประเทศ

ด้วยความตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามหลัก Corporate Social Responsibility (CSR) ททท. จะดำเนินโครงการสนับสนุน Upcycling the Oceans ในปี 2560-2562 ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ ECOALF โดยจะปรับรูปแบบการทำกิจกรรมให้ชาวประมง ชุมชนเจ้าของพื้นที่ และนักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนร่วมต่อไป

 



เรียบเรียง : สุดาพร วรพล
งานวิชาการ กองวิจัยการตลาด ททท.