“เดี๋ยวนี้มันมีนักท่องเที่ยวจีนเจนใหม่แล้วนะเว่ย” เพื่อนชาวไทยกล่าวไว้

“คืออะไรวะ“ ผมถามต่อ

“เวลาคนจีนมาเที่ยวเดี๋ยวนี้นะ เริ่มมากันเองแล้ว ไม่มาทัวร์ มาจ้างโลคอลไกด์กันที่นี่, ส่วนใหญ่ เป็นเด็กๆ วัยรุ่นๆ เมืองๆ แต่ความแจ๋วคือพวกนี้แม่งจ่ายหนักมากเลย”


อันที่จริงผมก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่มันก็มีความเป็นไปได้ เพราะโลกนี้จะมีเจนใหม่เกิดขึ้นเสมอ มันทำให้เราคิดได้นิดนึงว่า บางครั้งเราก็ลืมไปว่านักท่องเที่ยวมันไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว


เรื่องการท่องเที่ยวป่าเขาลำเนาไพร ศิลปวัฒนธรรมโบราณ เราได้พิชิตใจคนหมู่มากไปได้ เรียบร้อยแล้ว คนไร้ข้อกังขาเรื่องการมาเมืองไทยเพื่อเสพธรรมชาติและประเพณี ดังนั้นหลายสิบปีที่ผ่านมา เราเลยเปลี่ยนเวย์มาแห่โปรโมตการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เน้นไปที่วัฒนธรรมบ้านๆ ท้องถิ่นๆ ส้มตำ แมลงทอด นวดฝ่าเท้า สักห้าแถว มอ’ไซค์รับจ้าง จ่าเฉย และอีกมากมาย อ่ะ โอเค ซัคเซส และพิชิตไปอีกหนึ่งพื้นที่


คำถามต่อไปคงจะเกิดขึ้นในใจของนักพัฒนาผู้ไม่หยุดยั้งนั่นคือ พื้นที่ที่อยากพิชิตจุดต่อไป คืออะไร และพื้นที่นั้นยังมีอีกหรือไม่ เราขายของดีของเราหมดแล้วหรือยัง

ยัง

 

เราโปรโมตของที่เรามีมาแต่ดั้งเดิมจนเราลืมไปว่าจริงๆ วัฒนธรรมปัจจุบันนั้นก็ไม่เคยหยุดโต วัฒนธรรมไทยร่วมสมัย มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมนุษย์ร่วมสมัยและล้ำสมัย (กว่าพวกเราและพวกคุณ) ก็ค่อยๆ ถือกำเนิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน พวกเขาเหล่านั้นคือมนุษย์ Gen Y และ เด็กๆ Gen Z ทั้งหลาย


คุณอาจจะบอกว่า แล้วยังไง พวก Gen Y และ Gen Z เขาไม่เที่ยวป่าเขา หรือกินแมลงทอด หรืออย่างไร คำตอบคือ ถ้าเขามาเป็นครั้งแรก ใครๆ มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ แต่ที่จะบอกคือว่า นอกจากเรื่องพวกนั้นแล้ว พวกเขายังมีความสนใจต่อสิ่งอื่นๆ มากกว่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ในประเทศเราก็มีอยู่เช่นกัน แต่มันดันไม่เคยถูกพูดถึงอย่างจริงจัง


Eslite @ ไทเป

ที่ไทเป นอกจากบรรดาตึก Taipei 101 ซึ่งเป็นจุดแลนด์มาร์คสายโมเดิร์นสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คน หนุ่มสาวพูดถึงและนึกถึงเมื่อกำลังจะเดินทางไปไทเป ก็คือร้านหนังสือ Eslite


ร้านหนังสือ Eslite เป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ 3-4 ชั้น ที่นั่นมีหนังสือมากมายจากทั่วโลก มีโต๊ะให้คนนั่งอ่านฟรี และที่สำคัญคือเป็นร้านหนังสือที่เปิด 24 ชั่วโมง พี่ๆ อาจจะงงว่า เฮ้ย! ข้ามประเทศไปตั้งไกล ไปทำอะไรที่ร้านหนังสือวะ คำตอบ ง่ายๆ ก็คือว่า ไปเดินเล่น


เฮ้ย! เราเดินเล่นร้านหนังสือได้ด้วยเหรอ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ


สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว ความน่าสนใจของหนังสือนั้นมันก็คล้ายๆ กับสัตว์นานาพันธุ์ที่มีให้ดูในสวนสัตว์ การเห็นหนังสือมากมายและเปิดดูเล่นๆ สักทีสองที (ไม่ต้องซื้อก็ได้) ก็ถือเป็นการผ่อนคลายแบบหนึ่ง แต่สำหรับสายรักหนังสือจริงๆ ที่ Eslite มีหนังสือจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นที่มีเข้ามาอยู่มากมายหลายจำนวน ไม่จำเป็นต้องบินไปถึงโตเกียว เพื่อซื้อหา นอกจากนี้ยังมีบรรดาหนังสือหัวเล็กๆ จากอังกฤษหรืออเมริกาให้เลือกซื้ออย่างสะดวกสบาย


และนอกจาก Eslite แล้วร้านหนังสือที่ขายหนังสือหายาก ก็เริ่มจะสามารถกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเหล่าบรรดา คนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่นร้านหนังสือเล็กๆ เปิดใหม่ที่ชื่อ Pong Ding ร้านนี้จะมีหนังสือและนิตยสารหายากมาก (บางเล่ม หาในออนไลน์ไม่ได้แต่ที่นี่มีขาย) แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นแฟนหนังสือ ฮาร์ดคอร์ ชั้น 2 ของร้านนี้ก็ยังมีแกลเลอรีเล็กๆ ให้ได้เยี่ยมชม รวมถึงในร้านหนังสือเองก็มีกาแฟชนิดแปลกๆ ขายด้วย ว่าง่ายๆ คือดักไว้ทุกไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นยุคใหม่ที่ท่องเที่ยวทางความคิดกันมากขึ้น


Café Hop

และเมื่อพูดถึงกาแฟแล้ว กิจกรรมหนึ่งที่เหมือนจะกลายเป็นกิจกรรมฮิตของบรรดานักท่องเที่ยวรุ่นนี้ คือ Café Hop มันคือการไปเที่ยวเมืองเมืองหนึ่งเพื่อจะตระเวนชิมกาแฟร้านต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย เพราะแต่ละร้านก็มีรสชาติกาแฟที่ไม่เหมือนกัน ผมเคยไปร้านกาแฟแห่งหนึ่งในย่านบรุกลินที่นิวยอร์ก และได้พบกับสาวญี่ปุ่นคนหนึ่งในขณะที่เธอกำลังจะสั่งกาแฟ เธอก็เปิดหนังสือภาษาญี่ปุ่นเล่มหนึ่งประกอบการสั่งไปด้วย และหลังจากที่เธอสั่งมากินแล้ว เธอก็ยังเปิดหนังสือเล่มเดิมอ่านประกอบการกินไปด้วย เท่าที่สังเกตและแอบมองนั้น หนังสือเล่มนั้นน่าจะเป็นคู่มือร้านกาแฟต่างๆ ในนิวยอร์ก ผมเลยเข้าใจว่า อ๋อ! เธอน่าจะกำลังตระเวนชิมกาแฟ ร้านต่างๆ อยู่โดยที่แต่ละร้านคงมีดีเทลเฉพาะตัวตามที่หนังสือเล่มนั้นเขียนบอกไว้ เธอกินมันเพียงเล็กน้อย จิบน้ำ และเดินออกไป (ไม่รู้ว่าเพราะมันไม่อร่อย หรือเธอยังต้องเตรียมท้องเพื่อเดินทางไปอีกหลายร้าน)


การเห็นกิจกรรมนี้ของสาวญี่ปุ่นทำให้ผมคิดว่า การครีเอท แนวทางการท่องเที่ยวนั้นมันแทบจะสามารถเป็นอะไรได้อยู่ไม่น้อย เพียงแต่เราจะจับคอนเซ็ปต์ของมันและโปรโมตมันขึ้นมาได้หรือเปล่า นี่คือยุคแห่งวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม เราสามารถนำวัฒนธรรมเล็กๆ มาขยายและสื่อสารออกไปได้ เพราะยุคนี้นั้นผู้คนสามารถเชื่อมโยงกันได้หมด เช่น กลุ่มคนรักกาแฟสายฮาร์ดคอร์ แม้ว่าจะไม่ใช่กลุ่มใหญ่มาก แต่มันก็อาจจะใหญ่พอที่จะสร้างพื้นที่เป็นของตัวเอง เพราะการสื่อสารทำให้พวกเขารวมกลุ่มกันได้ ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ต้องรอให้วัฒนธรรมนั้นเข้าสู่กระแสหลักก่อนถึงจะได้รับการยอมรับ แล้วถึงจะมองเห็นว่ามีสมาชิกกลุ่มอยู่ที่ไหนบ้าง (ยุคนี้คือแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้ยอมรับ เราก็สามารถยอมรับกันเองได้ และสามารถทำให้มันเวิร์กจนอยู่รอดได้ด้วย)


สินค้ามือสอง และของถูก คือเทรนด์ของ Gen Y

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าพูดถึงการช้อปปิ้งในระบบกระแสหลักนั้นก็คงจะเป็นการไปช้อปในแหล่งช้อปทั่วไป หรือย่านวัยรุ่น แต่เมื่อ มองให้ลึกไปอีกกลุ่มแล้ว วัยรุ่นมากมายมักจะเดินทางไปตามหาร้านขายของมือสอง หรือเสื้อผ้ามือสองต่างๆ ตัวอย่างเช่นการ ไปโตเกียวนั้น คุณมีสิทธิ์เจอเสื้อผ้าวัยรุ่น แบรนด์เนมดังๆ ในสภาพดีงาม 80-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาถูกกว่าปกติถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็เป็นความเย้ายวนใจในการเดินทางไปโตเกียว หลายคนใช้ เวลา 2-3 วันไปกับการตามหาแผ่นเสียง เก่าๆ ซีดีเก่าๆ นี่ยังไม่นับรวมถึงร้านขายของมือสองแฟรนไชส์ชื่อ Book Off ที่คุณจะสามารถเจอแผ่นซีดีดีๆ ในราคา 30 บาท รวมถึงหนังสือโฟโต้บุ๊ค หนังสือศิลปะในราคา 200-300 บาท (จากปกติ 1,000 บาท) คุณสามารถอาศัยอยู่ในร้านนั้น ได้เป็นวันๆ เพราะสภาพภายในร้านนั้นสว่างไสวและมีแอร์เย็นๆ ของต่างๆ ได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ หาของง่าย กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจของบรรดาวัยรุ่นชาวไทยทุกคน นี่เองคือ มุมใหม่ของการช้อปปิ้ง, การช้อปปิ้งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องช้อปปิ้งของใหม่ๆ เสมอไป


Book Fair / Music Fest

เทศกาล เทศกาล เทศกาล อีกสิ่งหนึ่งที่ดูเป็นของใหม่สำหรับการท่องเที่ยวสายศิลปะ นอกจากการท่องเที่ยว ตามแกลเลอรีซึ่งก็มักถูกโปรโมตเป็นปกติ อยู่แล้วตามหนังสือไกด์บุ๊คต่างๆ ปัจจุบัน แต่ละประเทศยังมุ่งสร้างเทศกาลต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าทำมันดีพอ มันก็สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวมาประเทศได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเช่น คอนเสิร์ต Laneway Festival ที่สิงคโปร์ หรือคอนเสิร์ต Summer Sonic ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายๆ คอนเสิร์ต วัยรุ่นที่เขาใหญ่ในบ้านเรา ต่างกันที่คอนเสิร์ต ที่สิงคโปร์และญี่ปุ่นจะรวมวงจากทั่วโลก ซึ่งตารางโชว์ของ 2 ที่นั้นทำให้บางคน ที่ไม่เคยไป 2 ประเทศนี้ ต้องยอมจ่ายเงิน เดินทางไปครั้งแรกเพื่อที่จะได้ดูคอนเสิร์ตของวงดนตรีอเมริกันหรือยุโรปที่ชอบ จะได้ไม่ต้องเสียเงินบินไปไกลถึงทวีปนั้น บินไปดู ที่สิงคโปร์หรือญี่ปุ่นประหยัดค่าใช้จ่ายกว่ากันเยอะมาก และคอนเสิร์ตวงดังๆ เหล่านี้ มันทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจได้ไม่ยาก เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดเพียงชั่วคราวหรืออาจจะเกิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น วงนี้อุตส่าห์บินมาที่ญี่ปุ่นถ้าเราไม่บินไปดู เราอาจจะไม่ได้ดูอีกเลย หรืออาจจะต้องเสียเงินเยอะกว่าเดิมเพื่อดูที่ยุโรป (และก็เป็นข้อดีที่เราจะได้ไป เที่ยวญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ด้วย คุ้มจัง) ดังนั้น พวกเขาจึงกดซื้อตั๋วเครื่องบินได้อย่างไม่ต้องลังเล แต่แน่นอน การเชิญวงดังๆ มาอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ตัวนักจัดคอนเสิร์ตเองก็ต้อง ทำให้คอนเสิร์ตเหล่านี้มีมาตรฐานจนได้รับการยอมรับด้วย เช่น นัยว่า ถ้าเราบินไปดูที่ญี่ปุ่น เราจะได้ดูโชว์ที่เต็มชุดเต็มระบบมากกว่าการที่พวกเขามาแสดงที่เมืองไทยก็เป็นไปได้


นอกจากงานคอนเสิร์ตแล้ว พวกงาน Book Fair หรืองาน Art Fair ต่างๆ ก็มีพลังไม่น้อยเช่นกัน การที่งานศิลปะระดับโลกที่จัด ทุกๆ 2 ปีอย่าง Venice Biennale นั้นก็ทำให้ใครหลายคนพยายามเก็บเงินเพื่อบินไปที่นั่น เพราะที่นั่นคือการรวมฮิตงานใหม่ๆ ของศิลปินทั่วโลกซึ่งจะจัดแสดงทั่วทั้งเกาะ คือ มันเยอะมากจนอาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน ในการเดินดูให้ครบ หรือเอาจริงๆ งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ก็ช่วยให้ ตัวเมืองคานส์เองไม่เงียบเหงา เพราะโดยปกติ ตัวเมืองก็ไม่มีอะไรมากนัก แต่ทุกครั้งที่มี งานเทศกาลภาพยนตร์หรือเทศกาลโฆษณา มันก็ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ เทศกาล งานต่างๆ ก็ทำให้เมืองเมืองนั้นมีตัวตนอยู่ในแผนที่โลกได้เช่นกัน ข้อดีสุดๆ ของการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวร่วมสมัยเหล่านี้ที่ชัดมากๆ คือว่า แหล่งท่องเที่ยวหรือการท่องเที่ยวแบบนี้ไม่มีวันหมดอายุ มันจะมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา อัปเดตใหม่ทุกปี ทุกๆ ร้านหนังสือ ย่อมมีหนังสือใหม่เข้ามาตลอดเวลาเช่นเดียวกับบรรดาร้านขายของมือสองต่างๆ งานเทศกาลต่างๆ ย่อมมีโชว์มาแสดงที่ไม่เหมือนกัน กระทั่งร้านกาแฟร้านเดิมก็อาจจะมีเมนูใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังนั้นในแต่ละปี นักท่องเที่ยวก็จะได้รับประสบการณ์แบบที่ไม่เหมือนกับปีก่อนๆ และแต่ละคนนั้นก็จะมีประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งความที่ไม่เหมือนกันในแต่ละปีนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถวนกลับมาเที่ยวที่เดิมได้อย่างไม่รู้จบ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่หลายคนบอกว่าสามารถกลับไปได้เรื่อยๆ ไม่รู้จักเบื่อ เพราะไปแต่ละครั้งก็ได้ของแต่ละอย่างกลับมาไม่เหมือนกัน หรือพบว่ามีร้านเค้กเกิดใหม่มากมายให้ได้ลองไปท้าพิสูจน์อีก สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากประเทศบางประเทศที่เที่ยวได้ครั้งเดียวจบ เพราะมันมีแต่สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่อัปเดตใดๆ ตัวอย่างเช่น โรม ประเทศอิตาลี ที่ของเด็ดสุดของเมืองก็คือ บรรดาสิ่งก่อสร้างจากยุคโบราณกาล ซึ่งถ้า ใครเคยไปแล้ว ก็คงไม่ได้กลับไปอีก


ศักยภาพประเทศไทยกับการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวแนวร่วมสมัย

ประเทศไทยมีศักยภาพอีกมากที่จะ พัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวแนวร่วมสมัย อันที่จริง ในแง่ร้านของมือสองหรือเสื้อผ้ามือสอง เราแทบจะมีศักยภาพสูงสุด ยิ่งกว่ามหานครนิวยอร์ก เพราะมีเสื้อผ้ามือสองที่หลากหลาย แต่ขายในราคา 40-100 บาท (ในขณะที่ นิวยอร์กขายประมาณ 800 บาทขึ้นไป) ถ้าฝรั่งหรือคนจีนมาเจอเข้านี่คงคิดว่านี่คือ ขุมทองมากๆ แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ยังไม่ได้รับ การโปรโมตอย่างจริงๆ จังๆ เอาแค่ตัวตลาดนัด สวนจตุจักรก็มีเซคชันเล็กๆ น้อยๆ มากมาย ให้เราได้โปรโมตมันขึ้นมา เพื่อเจาะกลุ่ม นักท่องเที่ยวเฉพาะทางได้อีกเพียบ ผมเชื่อว่าการโปรโมตเรื่องเดิม เราทำได้ดีแล้ว แต่ผมหวังว่าเราจะยังไม่เหนื่อยเกินไปที่จะยกตลาดใหม่ๆ ขึ้นมา เพราะเรา มีสิ่งเหล่านั้นเยอะเหลือเกินจนน่าเสียดาย หากมันจะจมอยู่ในแค่เว็บบล็อกหรือเฟซบุ๊กของใครสักคน



เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์