การก่อการร้าย คือ การสร้างความกลัว

การก่อการร้ายก่อให้เกิดความกลัว โดยความกลัวจำแนกเป็น 2 ประเภทคือ

Sudden Fear หมายถึง การก่อการร้ายที่รัฐจัดการได้ ยังรับมือกับเหตุการณ์ได้ และส่งผลกระทบให้เกิดความกลัว ในระยะสั้น อีกประเภทคือ Constant Fear หมายถึง พื้นที่ ที่เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดความหวาดกลัว ตลอดเวลา กรณีประเทศไทย เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่ชาวไทยและชาวต่างชาติจะกลัวและไม่กล้าเดินทาง เข้าไปท่องเที่ยว ซึ่งในทางวิชาการ เรียกพื้นที่ลักษณะนี้ว่า ‘ส่วนที่ไม่ถูกนับเป็นส่วน’ ความหมายคือ ในทางกฎหมาย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แต่เราจะไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับเขาในเชิงการปฏิบัติ ทำให้เรา ไม่กล้าเข้าใกล้ อย่างเบตง เป็นหนึ่งในอำเภอที่สงบและต้อนรับ นักท่องเที่ยวมาก แต่คนก็ไม่คิดไป เพราะอยู่ในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ 

พื้นที่ที่เป็น Constant Fear ในต่างประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง คนก็กลัว ทำให้จอร์แดน เยเมน ทั้ง 2 ประเทศ เป็นประเทศที่มีความสวยงาม และในอดีตเคยมีการท่องเที่ยว รุ่งเรือง เช่น เปตรา หรือปราสาทสีชมพูที่อยู่ในประเทศจอร์แดน หรือซีเรีย ถือว่าเป็นประเทศศูนย์กลางประวัติศาสตร์โลก และอิหร่าน ก็เป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่มาก ภาพลักษณ์ ของประเทศเหล่านี้ ถูกผูกติดกับการเป็น Constant Fear ปัจจุบัน ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีใครกล้าเดินทางเข้าไปท่องเที่ยว

 

ภาพความกลัวมิได้เกิดเฉพาะการก่อการร้ายอย่างเดียวและการก่อการร้ายเป็นภัยที่ป้องกันไม่ได้

เมื่อพูดถึงความกลัว จะพบว่าไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องการก่อการร้ายอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงวิกฤติ ด้านพิบัติภัยธรรมชาติ และโรคระบาด ซึ่งเป็นวิกฤติที่ป้องกันไม่ได้ เช่น ในประเทศญี่ปุ่น มักจะเกิดแผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด และเรารับรู้ได้ถึงวิธีการรับมือกับวิกฤติที่น่าเชื่อถือได้มากๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่น เหตุนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นทุกปี

ภัยก่อการร้าย แทบจะใกล้เคียงหรือเหมือนกับภัยธรรมชาติที่ป้องกันไม่ได้ หลายคนเข้าใจว่า ภัยก่อการร้ายป้องกันได้ด้วยการมีหน่วยข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ ลองยกตัวอย่างมหาอำนาจบางประเทศ ที่มีหน่วยข่าวกรอง รวมถึงหน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงที่มีแสนยานุภาพมาก เช่น CIA (Central Intelligence Agency), NSC (National Security Council), NSA (National Security Agency), DHS (Department of Homeland Security) ของสหรัฐอเมริกา องค์กรเหล่านี้มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และมีการหาข่าวที่ดีมากๆ ดีกว่าไทยประมาณร้อยเท่า

นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมี KGB (Komitet Gosudarstvennoy Bezopasnosti) ของรัสเซีย สกอตแลนด์ยาร์ดของอังกฤษ และต่อให้มีหน่วยข่าวกรองที่ดีแค่ไหน เหตุการณ์ก็ยังเกิด หน่วยข่าวกรองจะตามอย่างมากได้คือคนที่สงสัยอยู่แล้ว แต่การก่อการร้าย มันคือยุทธศาสตร์ที่ผู้ก่อเหตุรู้ว่ากำลังสู้กับอำนาจที่มีมากกว่า และรู้อยู่ว่าการก่อสงครามแบบตรงไปตรงมาจะไม่มีทางชนะ ถ้าคุณตามรอยเรื่องอาวุธ ที่ผู้ก่อการร้ายใช้ ซึ่งตามรอยได้แต่ผู้ก่อการร้ายสามารถใช้อาวุธที่คุณตามรอยไม่ได้ เช่น ซื้อมีดทำครัว หรือซื้อรถมาคันหนึ่งแล้วชนคนตายเล่นๆ ก็ก่อเหตุได้แล้ว


การป้องกันที่มากไป นำมาซึ่งความหวาดกลัวที่ล้นเกิน

เวลาเราเห็นกล้องวงจรปิด หรือ CCTV เราจะเห็นการป้องกันภัย และเราจะเห็นภัยไปพร้อมๆ กัน หมายความว่าถ้าไม่มีภัย เราจะมาติดไอ้นี่เพื่ออะไร และเมื่อมีการติดกล้องจำนวนมาก เราจะเห็นภัย มันใหญ่โตล้นเกินเมื่อเทียบกับตัวภัยจริงๆ ที่มี เราจะกลัวมันจนล้นเกิน และก็จะเกิดการรับมืออย่างล้นเกินไปพร้อมๆ กัน

ในกรณีของการท่องเที่ยว คุณก็จะไม่กล้าไปเที่ยวเบตง ทั้งๆ ที่มันสงบ ปลอดภัย เพียงเพราะเราเห็นภัยมันใหญ่โตล้นเกิน เราพร้อมจะตัดขาดตัวเองจากพื้นที่นั้น

 


มันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ต้อง ‘เตือน’

ในกรณีที่สมมุติว่ามีแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย และมีโอกาส 5% ที่จะเกิดสึนามิในไทย ผมถามว่า ต้องเตือนมั้ยว่าจะเกิดสึนามิ คำตอบคือ ‘ต้องเตือน’ มันเป็น A Must คือ ไม่ว่าจะเกิด หรือ ไม่เกิด ก็ต้องเตือน คำเตือน เช่น ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายฝั่ง ให้หลบขึ้นที่สูง ถ้ามันไม่เกิดก็ยิ่งดี แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ความตื่นกลัว ของประชาชนจะลดลงไปเยอะมาก

ในกรณีการระเบิดและเผา 7 จังหวัดภาคใต้ตอนกลางและตอนบน ในช่วงเดือนสิงหาคม 2559 รัฐไทยระบุว่า ‘ระแคะระคายว่าจะมีการก่อเหตุ’ ปัญหาคือ ทำไมไม่เตือน การที่หน่วยข่าวกรองระแคะระคาย ผมถือว่า เก่งมากแล้ว แต่ปัญหาคือ รัฐไทย Deal กับข่าวที่ได้มาอย่างไร

 

ขี้ ญี่ปุ่น กับ Crisis Management

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่กับวิกฤติมาโดยตลอด รัฐบาลญี่ปุ่นต้องยอมรับก่อนว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ดังนั้น รัฐบาลจึงทำ ความเข้าใจกับประชาชนว่า คุณเป็นประชากรญี่ปุ่น คุณจะต้องเจอความเสี่ยงเหล่านี้นะ 1...2...3...4...5... คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณกลัวมันได้ เราต้องยอมรับความจริง

ในปี 2554 ประเทศญี่ปุ่นเกิดอุบัติเหตุด้านพลังงานที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิชิ (Fukushima Daiichi) ญี่ปุ่นทำการ์ตูนเพื่อนำเสนอให้รู้ว่าเหตุการณ์ฟุกุชิมะเป็นอย่างไร และแตกต่างจากเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้าเชียร์โนบีลในปี 1986 อย่างไร ที่สำคัญคือ ญี่ปุ่นควบคุมอย่างไร

 


ญี่ปุ่นนำเสนอการ์ตูนผ่าน ‘ขี้’

กรณีเชียร์โนบีล เปรียบเสมือนคนขี้แตก ซึ่งมันจะเลอะ เปรอะเปื้อนและเหม็นไปทั่ว แต่กรณีของฟุกุชิมะ เป็นเหมือนขี้นิดๆ กะปริบกะปรอย เมื่อขี้แล้ว บางทีเราเก็บทัน บางทีเก็บไม่ทัน แต่ก็ไม่สกปรกมาก และอาจมีการส่งกลิ่นเหม็นบ้าง ญี่ปุ่น พยายามจะเน้นว่ารับมืออย่างไร ควบคุมอย่างไร

 

ไทย เกิดอะไร และทำอย่างไร
ต้องแยกแยะระหว่าง ‘อาชญากรรมธรรมดา กับ การก่อการร้าย’

สิ่งที่แยกการก่อการร้ายออกจากอาชญากรรมธรรมดา คือ เจตนาของสารที่จะสื่อ ถ้าสารที่จะสื่อต้องการให้ไปถึงระดับ ปัจเจก จะเรียกว่า อาชญากรรม และจะมีการเลือกเหยื่อหรือ Selected Victims แต่ถ้าเป็นการก่อการร้าย สารที่ต้องการสื่อ จะไปถึงรัฐ และไม่มีการเลือกเหยื่อ จะเป็นใครก็ได้ที่อยู่ในรัฐ

การก่อการร้ายในยุคแรก จะเกิดในพื้นที่วัด มัสยิด ค่ายทหาร โรงเรียน ส่วนใหญ่จะดำเนินการกับศัตรูโดยตรง จะมีเหยื่อหรือไม่ ก็ได้ โดยจุดมุ่งหมายคือต้องการให้รัฐรับฟัง แต่การก่อการร้ายแบบใหม่ เป็นการก่อเหตุที่ต้องการให้เกิดเหยื่อจำนวนมาก เหตุการณ์ก่อการร้ายแบบใหม่ที่ใหญ่ที่สุดคือ 9/11 ถือว่าเป็นการก่อการร้ายในอุดมคติ

การก่อการร้ายเกิดขึ้นเพราะต้องการให้รัฐรับฟังสารของเขา เหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดมาแล้ว12-13 ปี แต่ไม่มีใครสนใจเขา ไม่มีคนรับฟัง ไม่มีใครสนใจ ปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัด ชายแดนเป็นพื้นที่เสี่ยงอันดับ 3-4 ของโลก ประเทศไทยเกิดเหตุความรุนแรงถี่กว่าญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวไม่รู้กี่เท่า

 

7 จังหวัดภาคใต้ตอนกลางและตอนบน BRN กับ Coordinated Bomb

กรณีเหตุระเบิดและเผาที่ภาคใต้ 7 จังหวัดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 ถือว่าเป็น Sudden Fear เพราะก่อให้เกิดความหวาดกลัวชั่วคราว และเป็นการก่อการร้ายที่ดำเนินการ โดยขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายู ปัตตานี หรือกลุ่ม BRN (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) และเป็นการก่อการร้ายที่ก้ำกึ่งระหว่างแบบใหม่และแบบเก่า โดยสรุปคือ เป็นการกระทำนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จงใจให้เกิด เหยื่อและจำกัดจำนวนเหยื่อ มีการวางแผนที่แยบยลมากเป็น Coordinated Bomb เว้นระยะทุกครึ่งชั่วโมง

 

ไทย - ภัยก่อการร้าย จริง ไม่ กลัว

ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการก่อการร้ายอันดับต้นๆ ของโลก ไทยต้องเลิกซุกปัญหาเข้าใต้พรม ไทยต้องเลิกใช้โวหาร เช่น ให้ลืมอดีต และเราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน การประกาศซ้ำๆ ของรัฐว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่ทุกประเทศเขาก็รู้ว่ามันเป็นการก่อการร้าย

กรณีระเบิดที่ศาลพระพรหมเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2558 เหตุการณ์ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง รัฐก็ออกมาแถลงว่าเป็นฝีมือของคู่ตรงข้ามทางการเมือง ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นการค้ามนุษย์ การค้ายา การค้าอาวุธข้ามชาติ และสุดท้ายคือเป็นการกระทำของกลุ่มอุยกูร์

 

เราไม่ยอมรับความจริงว่า เราอยู่กับภัยก่อการร้าย มันใกล้ตัวมาก เราไม่แยแส ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอุปกรณ์ในการป้องกันการก่อการร้ายดีอันดับต้นๆ ของอาเซียน เป็นรองแค่สิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่สังคมไทย คิดว่าภัยมันยังไกลตัว ไม่มีการเตรียมรับมือ

ประเทศต่างๆ ในโลก จะฝึกรับมือกับการก่อการร้าย เช่น ถ้าเกิดเหตุก่อการร้าย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเข้ามาเคลียร์คนออกจากพื้นที่ ห้ามไม่ให้มุง ทุกคนต้องกระจายออกจากพื้นที่ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ แต่คนไทย ถ้าไม่หนีอย่างแตกตื่น ก็จะเข้าไปมุง การเผชิญเหตุก่อการร้ายต้องฝึกฝน รปภ. ต้อง Deal กับสถานการณ์ที่เป็นวิกฤติได้อย่างมืออาชีพ ต้องกันคนออกจากพื้นที่และติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐให้มาดูแลอย่างทันที

 

เจ้าจงตื่นกลัว และยอมรับมันซะ

ชาวต่างชาติไม่ได้โง่ พอมีปัญหาระเบิดภายในครึ่งวัน คุณประกาศว่า ‘โอเค ปลอดภัยแล้วจ้า’ ถ้าสื่อสาร ไปอย่างนั้น ชาวต่างชาติจะไม่เชื่อ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ เราต้องให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเห็นจริงๆ ว่า เรารับมือได้ และเรารับมืออย่างไร

เราลองมาตั้งคำถามในฝั่งนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต้องการรู้ไม่กี่เรื่อง เช่น
" ไปได้มั้ย"
" ไปได้ใน Area ไหนบ้าง"
" คุณจัดการใน Area ที่มีปัญหาอย่างไร"


ผมเสนอให้ ททท. จัดทำคู่มือรับมือกับการก่อการร้าย หรือ คู่มือการรับมือกับวิกฤติ ถ้าคนไทยไม่แยแส ก็ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง ทำเป็นแผ่นพับ ทำเป็นคลิปวิดีโอ เช่น ถ้าเกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย ที่ชายหาด นักท่องเที่ยวควรทำอย่างไร หรือเกิดการประท้วงของกลุ่มการเมืองในเมือง จะทำตัวอย่างไร

ททท. ควรพูดในสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากฟัง ไม่ต้องพูดในสิ่งที่สังคมไทยอยากฟัง ข้อมูลที่สำคัญ อาจมาจากสถานทูตต่างๆ ซึ่งพยายามจะสื่อสารกับคนของประเทศเขา สถานทูตจะระบุระดับความรุนแรง และความกังวลในเรื่องต่างๆ คัดกรองข้อมูลเหล่านี้ออกมาสร้างเป็นประเด็นการพูดคุยกับนักท่องเที่ยว และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับมือของเราเป็นเรื่องๆ และยอมรับไปเลยว่า สิ่งที่สถานทูตแจ้งนั้นเป็นความจริง ยอมรับความจริง และเรากำลังรับมือกับมันอย่างไร

ถ้าคิดจะทำเป็นคลิป อาจจะทำให้น่ารัก ใช้การ์ตูน หรือแอนิเมชั่นเหมือนญี่ปุ่น หรือซีเรียสจริงจังแบบ เยอรมันก็ได้

การสนทนาจบลงในเรื่องที่ ททท. ควรพิจารณาการรับมือกับวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้น เราในฐานะคนชวนคุย ก็ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น รู้ว่าเรื่องการก่อการร้ายเป็นภัย ใกล้ตัว พึงรู้ว่าจำเป็นต้องเปิดกระเป๋าให้เจ้าหน้าที่ตรวจอย่างเต็มใจ เมื่อเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน และก่อนจะร่ำลา กับอาจารย์กฤดิกร ก็แอบสำรวจรอบร้านอัมพุชว่า ติดตั้งกล้อง CCTV หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่า ตอนนี้

เรามาถึงจุดที่มีความหวาดกลัวล้นเกินแล้ว

 


 

สัมภาษณ์ กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช
:: ช่วงบ่ายๆ ของวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2559 เรานัดหมายกับ อาจารย์กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช นักวิชาการอิสระด้านการก่อการร้าย หรือ Critical Terrorism สถานที่นัดหมายคือ ร้านอัมพุช ตั้งอยู่ในซอยสุขาอุปถัมภ์ 11 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี การพูดคุยในครั้งนี้ มุ่งเน้นในประเด็นเรื่องการก่อการร้าย ภัยที่กระทบกับบรรยากาศการท่องเที่ยว



เรียบเรียง : ฝ่ายติดตามและบริหารความเสี่ยง ททท.