1. คนที่ชอบท่องเที่ยวเดินทาง ส่วนใหญ่มักบ่นว่าต้องเก็บเงินมากมาย กว่าจะซื้อตั๋ว เครื่องบิน กว่าจะจองโรงแรม จะไปโรงแรมราคาถูกๆ ก็กระไรอยู่ ดังนั้น การเดินทาง ท่องเที่ยวของเราแต่ละคนจึงมักเป็น ‘ต้นทุน’ ที่สูง บางคนถึงขั้นไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อไป เที่ยว แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานใช้หนี้ แต่คุณรู้ไหมว่า ในโลกปัจจุบันนี้ เทรนด์ท่องเที่ยวแบบไหนกำลังมาแรงที่สุด พูดอีกก็ถูกอีกนะครับ ว่ามันคือเทรนด์ของการท่องเที่ยวแบบ ‘ยั่งยืน’ หรือ Sustainable Travel นั่นแปลว่าเวลาที่เราเดินทางไปเที่ยว เราควรจะปล่อย ‘รอยเท้าคาร์บอน’ ให้น้อยที่สุดใช่ไหมครับ


แต่การท่องเที่ยวที่ต้องการความหรูหราสะดวก สบาย หรือเดินทางไปไกลๆ สุดขอบโลก ไปแตะขอบฟ้า ที่ไม่มีใครเคยแตะทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ การเดินทางที่ช่วยรักษาโลกสักเท่าไหร่ เพราะมักเป็น การเดินทางที่ ‘ก่อคาร์บอน’ มหาศาล

บางคนอาจจะเถียงว่า แต่เดี๋ยวนี้มีเทรนด์ ท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ นั่นคือ การท่องเที่ยวแบบ ‘นิยมท้องถิ่น’ (ในทีนี่้จะขอใช้คำว่า Localism) ซึ่งแปลว่าเป็นการเดินทางแบบที่ราคา ไม่แพงมากนัก พักในโฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ หรือใช้ บริการแอร์บีเอ็นบี หรือบางคนก็หาญกล้าถึงขั้นใช้ บริการฟรีอย่าง Couchsurfing กันเลย

ใช่ครับ การท่องเที่ยวแบบ Localism นั้น พูดได้เลยว่ากำลังมาแรง เพราะมันเหมาะสมกับวิถีชีวิต ของคนยุคใหม่ไม่น้อย นั่นคือได้ตระเวนไปในพื้นที่ ฝังตัวอยู่กับคนพื้นถิ่น เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ของคนเหล่านั้น แต่ก็ต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร กว่าจะเก็บเกี่ยวซึมซับความเป็นท้องถิ่นนั้นๆ เอาไว้ได้ สรุปว่าก็ต้องใช้ ‘ต้นทุน’ ในด้านเวลาอีกนั่นแหละครับ ซึ่งหลายคนคงมีไม่มากพอ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากแนะนำเทรนด์ท่องเที่ยว แบบใหม่อีกแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่เป็นเทรนด์การท่องเที่ยวแบบที่การันตีได้เลย ว่าเป็น Sustainable Travel และสุดแสนจะ Localism ไปในเวลาเดียวกัน

มันคือการท่องเที่ยวใน ‘ท้องถิ่น’ ของตัวเอง!


2.
คำว่า Staycation มาจากคำว่า Stay บวกกับ คำว่า Vacation ซึ่งฟังดูขัดแย้งกันอยู่สักหน่อยนะครับ เนื่องจากเวลาเรานึกถึง Vacation เราก็มักจะนึกถึง การเดินทางไปไกลๆ อาจจะไปนอนจิบค็อกเทลอยู่ ริมชายหาดที่ไหนสักแห่ง หรือไปเดินป่าเดินเขา หรือไม่ ก็ขับรถเที่ยวไปบนเส้นทางสวยๆ ส่วนคำว่า Stay มีความหมายว่า ‘อยู่กับที่’ ซึ่งในที่นี้ก็คือการ ‘อยู่บ้าน’ ด้วยซ้ำไป ดังนั้น Staycation ซึ่งเหมือนการเอาคำ สองคำที่มีความหมายขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน

คำถามก็คือ - แล้วมันจะมี ‘ความหมาย’ อะไร ในเรื่องของการท่องเที่ยวได้หรือ

คำตอบก็คือ - มีได้สิครับ


3.
ว่ากันว่า คำว่า Staycation เป็นคำที่นักแสดง ตลกชาวแคนาดาชื่อ Brent Butt เป็นคนคิดขึ้นมา เขาพูดคำนี้ในรายการโทรทัศน์ชื่อ Corner Gas ในราวปี 2005 ปรากฏว่ามันกลายเป็นคำ ‘ฮิต’ ในหมู่คน อเมริกันขึ้นมาในอีกปีสองปีให้หลัง

คุณรู้ไหมครับว่าเพราะอะไรคำนี้ถึงฮิต?

ใช่แล้วครับ เพราะในราวปี 2007 หรือปีกว่าๆ หลังคุณเบรนต์ บัตต์ คิดคำนี้ขึ้นมา ก็เกิดวิกฤติการณ์ ทางการเงินอย่างที่เรียกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ไงครับ วิกฤตินี้กินเวลายาวนานหลายปี ตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2010 นั่นทำให้คนเลือกที่จะ ‘เที่ยว’ ในแบบที่เรียกว่า Staycation กันมากขึ้น

ในอังกฤษ คำว่า Staycation เกิดฮิตขึ้นมา ในราวปี 2009 ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กันเลยครับ เพราะ ในช่วงนั้นค่าเงินปอนด์อ่อนยวบ ทำให้คนอังกฤษ ไม่มีเงินจะจับจ่ายใช้สอย ผลลัพธ์ก็คือพวกเขาเลือก ที่จะไม่ไป Vacation ประจำปีกันที่ไหน แต่ Stay อยู่ที่บ้าน จนกลายเป็น Staycation กันไปเลย

แม้กระทั่งนิตยสารทางการเงินอย่าง Forbes ก็เคยมี บทความเกี่ยวกับ Staycation ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่ จะช่วยเยียวยาสภาพเศรษฐกิจได้นะครับ เพราะปกติ แล้ว เวลาที่คนเราไป Vacation หรือท่องเที่ยวในต่าง ประเทศนั้น เราจะนำเงินติดตัวไปใช้จ่ายด้วย และการ ใช้จ่ายเงินเวลาท่องเที่ยว เราจะไม่ใช้เงินกันแบบ ‘ปกติ’ คือมักจะใช้เงินมากกว่าในชีวิตประจำวัน เช่น ยอมจ่าย ค่าอาหารหรือค่าโรงแรมแพงขึ้นโดยไม่บ่นว่าอะไร ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศมากกว่าปกติ

Forbes บอกว่าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้น Staycation เป็นสิ่งแรกที่ทำได้ เพราะการท่องเที่ยว คืองบประมาณที่ฟุ่มเฟือยที่สุดอย่างหนึ่งของครอบครัว เราต้องจองโรงแรม ต้องเดินทาง ต้องจองตั๋วเครื่องบิน แถมยังต้อง ‘ลงแรง’ ด้วยการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อย และบางครั้งก็เสี่ยงอันตรายด้วย

Forbes แนะนำว่า ถ้าเราไม่พร้อมจะรับความเสี่ยง ทั้งหลายจากการเดินทางไกลๆ ก็สามารถทำ Staycation หรือ ‘พักร้อนอยู่กับบ้าน’ ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะต้อง อยู่ติดบ้านเฉยๆ เท่านั้น เพราะ Staycation ก็คือ การหันมา ‘ทำความรู้จัก’ กับพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ และคิดว่าเรารู้จักทุกสิ่งทุกอย่างดีอยู่แล้ว

แต่คำถามก็คือ เรารู้จักพื้นที่ที่เราอยู่กันดีแล้ว จริงๆ หรือ?


4.
มีคนเชียงใหม่จำนวนมากไม่เคยไป ‘ทัวร์ร้าน กาแฟ’ ในย่านนิมมานเหมินท์ เหมือนที่คนกรุงเทพฯ นิยมแห่แหนกันไป

มีคนกรุงเทพฯ อีกจำนวนมาก ที่ไม่รู้ว่าย่าน บางลำพูนั้น เมื่อเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซอกซอยแล้ว จะมีลักษณะเป็นเกสต์เฮาส์และเป็น Backpackers’ Paradise ที่มีเอกลักษณ์บางอย่างแตกต่างไปจาก พื้นที่อื่นๆ ชนิดที่เดินๆ ไปอาจไม่นึกว่าเป็นกรุงเทพฯ

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเรามัก ‘มองข้าม’ พื้นที่ ที่เราอยู่ เรามักคิดว่าเรารู้จักที่ที่เราอยู่ดีแล้ว แต่คุณเคย ซื้อหนังสือไกด์บุ๊กของคนต่างชาติมาอ่านไหม ในนั้น เต็มไปด้วยรายละเอียดที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพราะ กรุงเทพฯ ไม่ได้มีแต่วัดพระแก้วและเดอะ   แกรนด์ พาเลซเท่านั้น แต่หนังสือไกด์บุ๊กเหล่านี้จะแนะนำ ลึกละเอียดลงไปถึงร้านรวงเล็กๆ ที่อาจอยู่ใกล้กับ ออฟฟิศของคุณ แต่คุณไม่เคยสนใจเลย เพราะไม่มี ใครในแวดวงเพื่อนฝูงรู้จักก็ได้

Staycation ก็คือการทำตัวเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ ในบ้านของตัวเองนั่นแหละครับ

กระทั่งนิตยสารเก๋ฮิปอย่าง Real Simple ก็เคย แนะนำ Staycation เอาไว้ว่า ถ้าจะลองทำดู ก็ให้ ‘ขอเวลานอก’ อย่างเต็มที่จริงๆ เพราะบางครั้งเวลาที่ เราลาหยุดงานไปเที่ยวต่างประเทศ เจ้านายจะเกรงใจ โธ่! อุตส่าห์ซื้อตั๋วเครื่องบินตั้งแพง เลยไม่โทรฯ ไปกวน ให้ทำงานให้ แต่ถ้าเราบอกใครต่อใครว่า เราหยุดงาน เพื่อจะ ‘อยู่บ้าน’ ก็เป็นไปได้ว่าทั้งเจ้านายและเพื่อน ร่วมงานจะคิดว่าเราอยู่ใกล้ จึงสามารถกวนให้ทำงาน ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น Real Simple จึงแนะนำว่า กฎข้อแรก ของ Staycation ก็คือการ ‘หยุด’ จริงๆ ด้วยการ กำจัดนัดหมายทั้งหลายให้หมด ทำงานที่คั่งค้างให้เสร็จ เหมือนกับเวลาที่เราจะไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ก็ปิดโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็ไปซื้อซิมใหม่ มาใช้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้ต้องรับรู้กับการถูกตามตัว กลับไปทำงาน

กระทั่งการเช็กอีเมลหรือเฟซบุ๊ก ก็ควรจะจำกัด เวลาของตัวเองด้วย เพราะถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศ จริงๆ เรามักจะ ‘ออฟไลน์’ มากขึ้น แต่ Staycation อาจยังทำให้เราพะวงและเกิดอาการ ‘ตัดไม่ขาด’ ขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น จึงต้องตัดขาดจากสื่อสังคมในระดับ หนึ่ง รวมถึงตัดขาดจากการรับข่าวสารด้วย


5.
Staycation ไม่ได้แปลว่าจะต้อง ‘อยู่บ้าน’ เฉยๆ นะครับ แต่ Staycation คือการเปิดโอกาสให้คุณ ได้ใช้เวลา ‘สำรวจ’ และ ‘มองดู’ ที่ที่เราอยู่ ด้วย สายตาของ ‘คนนอก’ คือเมื่อเราถอนตัวออกจาก ภาระหน้าที่การงานทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ลองสำรวจ ดูว่าเรามองดูโลกที่เราอยู่อย่างไร ผนังตึกที่เราเห็น ทุกวันมีอะไรแปลกประหลาดไหม พิพิธภัณฑ์หรือ ศาลเจ้าเล็กๆ ตรงข้างบ้านที่เราไม่เคยมีเวลาเข้าไปนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

Forbes แนะนำว่า เราสามารถ ‘ตั้งเป้า’ ไว้ก่อนได้ ว่าเราจะสำรวจพื้นที่ในท้องถิ่นของเราอย่างไร เช่น จะสำรวจในเชิงศิลปะ, ธรรมชาติ หรือประวัติศาสตร์ แล้วลองใช้ ‘สายตา’ แบบนั้นในการมอง จะทำให้เรา ได้ข้อมูลใหม่ๆ ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ตัวอย่างกิจกรรมที่ Forbes แนะนำก็เช่น ลองไปทัวร์ปั่นจักรยานที่จัดให้คนต่างชาติปั่นกันเป็น กลุ่มเพื่อสำรวจเมือง หรือลองซื้อตั๋วชมการแสดง อะไรบางอย่างที่ปกติแล้วมีแต่คนต่างชาติดู ปกติแล้ว ตั๋วพวกนี้มักจะมีราคาแพงกว่าปกติ และเราในฐานะ ‘คนท้องถิ่น’ ก็มักจะไม่เข้าไปชมหรือเข้าร่วมกิจกรรม เพราะคิดว่าตัวเอง ‘รู้ดี’ อยู่แล้วว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บ้าง จะเสียเงินแพงๆ ไปเพื่ออะไรกัน แต่ในความ เป็นจริงแล้ว เราไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง ยังมีอะไรที่เรา ไม่รู้ซ่อนอยู่อีกมาก และการจ่ายตั๋ว ‘แพง’ ในที่นี้ ก็เทียบไม่ได้เลยกับการต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและ ค่าโรงแรมเวลาไป Vacation ตามปกติ

ถ้าคุณอยู่ในกรุงเทพฯ บางทีคุณอาจจะลองเช่า เรือหางยาวทัวร์คลอง หรือไม่ก็ลองเดินเท้าจากเอกมัย ไปสยาม หรือลองแวะเข้าไปในสถานที่ที่ไม่เคยเข้า เช่น สเตเดียม, พิพิธภัณฑ์, สวนสาธารณะ หรือห้องสมุด ประชาชน การเดินหรือการตั้งใจ ‘มองหา’ สิ่งที่แปลก แตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน จะทำให้คุณได้พบสิ่งที่ ไม่คาดคิดมาก่อน

Staycation นั้นเป็นที่นิยมเพราะให้ประโยชน์ หลายด้าน อย่างแรกสุดเลยคือประหยัดเงิน ไม่มี ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าเช่ารถ มีผลสำรวจ ของ American Automobile Association บอกว่า คนอเมริกันนั้น ใช้เงินเฉลี่ยกับการ Vacation ราววันละ 244 เหรียญสำหรับ 2 คน แต่ถ้ารวม ค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายของลูกๆ เข้าไปด้วย และไปพักผ่อนกันนาน 10 วัน ค่าใช้จ่ายสามารถ สูงได้ถึง 10,000 เหรียญ

แต่ Staycation ตัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลงไป เกือบหมด

ในปี 2016 นี้ มีการสำรวจโดย WalletHub พบว่า คนอเมริกันเกือบสองในสาม วางแผนจะ Stay Local (หรือ Staycation) กัน โดยมีการสำรวจ ลึกลงไปด้วยว่า เมืองไหนเหมาะที่จะ Staycation บ้าง เขาพบว่าเมืองที่น่าจะทำ Staycation มากๆ นั้น จะต้องเป็นเมืองที่มี ‘กิจกรรม’ ให้ทำหลากหลาย เช่น มีสระว่ายน้ำ, สวนสัตว์, เบียร์การ์เดน, สนามกอล์ฟ, สนามเทนนิส, ร้านกาแฟ, พิพิธภัณฑ์, สปา ฯลฯ ซึ่งจะทำให้คนมีความสุขกับ Staycation ในเมืองของตัวเอง

แต่กระนั้น การมีกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ มากเฉยๆ ก็ไม่พอนะครับ เพราะต้อง ‘มีมาก’ ในแบบ ที่เฉลี่ยต่อหัวแล้วก็ยังมากอยู่ด้วย การท่องเที่ยวแบบ Staycation ถึงจะให้ความรู้สึกสบายๆ ผ่อนคลาย ไม่ต้องแย่งชิงกัน

เขายกตัวอย่างเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์มากที่สุด ต่อหัวว่าคือนิวออร์ลีนส์, วอชิงตัน ดี.ซี., เซนต์หลุยส์ ส่วนเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์ต่อหัวน้อยที่สุดก็เช่น เจอร์ซีย์ซิตี้ เป็นต้น

ส่วนเมืองที่มีร้านกาแฟต่อหัวเยอะมาก ก็คือ ซานฟรานซิสโก, ซีแอตเทิล, พอร์ตแลนด์ เป็นต้น เมืองที่มีเบียร์การ์เดนต่อหัวเยอะๆ ได้แก่ พอร์ตแลนด์, โอกแลนด์, ออร์แลนโด, พรอวิเดนซ์ เมืองที่มี สวนสัตว์เยอะคือ ลาสเวกัส, ไมแอมี, แทมปา, ออร์แลนโด เป็นต้น

โดยเมื่อดูภาพรวมแล้ว เมืองที่มีการพักผ่อน หย่อนใจ (Recreation) มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ ฟอร์ตลอเดอร์เดล ในรัฐฟลอริดา ส่วนเมืองที่มี อาหารและความบันเทิง (Food & Entertainment) มาเป็นอันดับหนึ่งคือ ออร์แลนโด ในฟลอริดา อีกเช่นกัน สำหรับเมืองที่เหมาะกับการพักผ่อนและ ผ่อนคลาย (Rest & Relaxation) คือเมืองแจ็กสัน ในมิสซิสซิปปี แต่ถ้าดูคะแนนรวมทั้งหมดแล้ว ชาวเมืองออร์แลนโดนับว่าโชคดีที่สุด เพราะถือเป็น เมืองอันดับหนึ่งในการทำ Staycation ในปี 2016 นี้

นอกเหนือไปจากเรื่องของต้นทุนทางการเงิน และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว Staycation ยังมีประโยชน์อื่นอีกหลายด้านนะครับ

ในแง่หนึ่ง การไปเที่ยวแบบที่ไม่ได้มีอะไร หวือหวา เปิดโอกาสให้เราได้ใช้เวลากับคนที่ไป ด้วยกัน (เช่น ครอบครัว คนรัก) เต็มที่ โดยไม่มี ความกดดันเรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือน เวลาเราเดินทางไปไกลๆ

ในอีกแง่หนึ่ง Staycation ก็คือการสร้างสำนึก พื้นถิ่นหรือ Localism ให้เกิดขึ้นจริง กี่ครั้งกัน ที่เราจะมีโอกาสได้ ‘มอง’ ที่ที่เราอยู่ด้วยสายตา อีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่เราทำแบบนั้นได้ เราจะ ดึงตัวเองออกจากความคุ้นชินเดิมๆ พาเราไปมอง เห็นข้อบกพร่องหรือข้อดีในแบบที่เราไม่เคยเห็น มาก่อน และอาจทำให้เรารู้แน่ชัดว่า ที่ที่เราอยู่ ยังขาดสาธารณูปโภคอะไรอีกไหม

Staycation จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เราเห็น ‘ความเป็นท้องถิ่น’ ของเราเอง (Own Locality) ว่า มีลักษณะอย่างไร ซึ่งหากมีการเดินทางท่องเที่ยว แบบนี้มากๆ จะเปิดโอกาสให้เกิดการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงท้องถิ่นที่เราอยู่ได้อย่างสร้างสรรค์ Staycation จึงเป็น Localism ขั้นสุด ที่ไม่ได้เพียง นิยมท้องถิ่นของคนอื่น แต่เป็นการนิยมท้องถิ่น ของเราเอง ผ่านสำนึกการท่องเที่ยวแบบ ‘คนนอก’ ที่เปิดโอกาสให้เราได้ ‘สำรวจ’ ท้องถิ่นที่เราคุ้นเคย ที่สุด แต่อาจรู้จักมันน้อยที่สุด

บางทีอาจเป็นเหตุผลเหล่านี้ก็ได้ ที่ทำให้ Staycation กลายเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจของปีนี้

 


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา