หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา เมื่อผู้คนเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของภาคธุรกิจที่เติบโต ข้ามชาติออกไปเรื่อยๆ รวมถึงการท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมพักผ่อน หย่อนใจที่แพร่หลาย ทำให้ความรู้สึกเกี่ยวกับพรมแดน รัฐ และความเป็นชุมชนของตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไป

ในทางหนึ่ง โลกค่อยๆ กลมกลืนเข้า ด้วยกัน จนในที่สุดก็เหมือนจะไร้พรมแดน เมื่อการท่องเที่ยวถูกจัดการโดยภาครัฐ และ ภาคธุรกิจก็ถูกควบคุมโดยบรรษัทข้ามชาติ ขนาดใหญ่ ที่มีแบรนด์ใหญ่ระดับโลก นโยบายของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ มุ่งเน้นการดึงดูดเอาทรัพยากรและผู้คน ในท้องถิ่นออกมาใช้งานในศูนย์กลาง

แต่ในอีกทางหนึ่ง ความรู้สึกเป็นชุมชน และท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เริ่มก่อตัวขึ้น ตั้งแต่ ช่วงทศวรรษ 1990 มาจนถึงยุคสหัสวรรษ ใหม่ โลกเข้าสู่สภาวะหลังอุตสาหกรรมและ ทุนนิยมตอนปลาย เกิดขบวนการเคลื่อนไหว ภาคประชาชน ประชาชนเริ่มตระหนักถึง สิทธิและเสรีภาพในการจัดการทรัพยากร ในท้องถิ่นของตัวเอง

การท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นการท่องเที่ยวในเมือง หลักอย่าง นิวยอร์ก หรือ วอชิงตัน ดี.ซี. ศูนย์กลางของความเป็นทางการของประเทศ สหรัฐอเมริกา สถานที่ท่องเที่ยวจะกลายเป็น แหล่งศูนย์ราชการ รัฐสภา พิพิธภัณฑ์ รวมถึง ย่านการค้าใหญ่ ทุกอย่างดูสวยงาม สะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อย

ถ้านักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสกับสีสัน และรสชาติแปลกใหม่กว่านั้น จะต้องมองหา จุดหมายที่ไกลออกไปในชนบท ท้องถิ่น ห่างไกลมากๆ ซึ่งอาจจะเคยมีรายได้หลักจาก ผลผลิตการเกษตรตามฤดูกาล แต่ส่วนใหญ่ ยังมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ หรือมีวิถีชีวิต แตกต่างออกไปอย่างมีเอกลักษณ์ จึงเหมาะ กับการท่องเที่ยวในรูปแบบธรรมชาติหรือ วัฒนธรรม

เมื่อการท่องเที่ยวได้แทรกตัวเข้าไป ในรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ก็จะช่วยเปิดโอกาสในการทำรายได้เพิ่มขึ้น ดึงคนเอาไว้ในท้องถิ่น และนำเงินรายได้ไป ทำนุบำรุงท้องถิ่น

ยกตัวอย่าง หลายเมืองในรัฐทางตอนใต้ ของสหรัฐอเมริกา เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ของสงครามกลางเมือง การต่อสู้กับ ธรรมชาติ แหล่งกำเนิดศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมสมัยมากมาย ไม่เพียงแต่ธรรมชาติที่ยัง อุดมสมบูรณ์ แต่ในท้องถิ่นนั้นๆ ยังสร้าง เรื่องเล่าที่เป็นตำนาน และมีแบรนด์สินค้า ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเป็นของตนเองได้ และ นำมันมาใช้งานเพื่อการท่องเที่ยว

ยกตัวอย่าง เทนเนสซี รัฐทางตอนใต้ ของสหรัฐอเมริกา ถ้าดูในภาพกว้าง ที่ สามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวอย่าง เป็นกอบเป็นกำ เพราะที่นี่เป็นแหล่งกำเนิด ของตำนานมากมายหลายอย่าง เป็นบ้านเกิด ของ เอลวิส เพรสลีย์ และแหล่งกำเนิดของ เพลงคันทรีอเมริกัน บลูส์ และแจ๊ส

ในปี 2014 เทนเนสซีมีเงินรายได้เฉพาะ การท่องเที่ยวอย่างเดียวก็สูงถึง 17.7 พันล้าน เหรียญ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งแบบเพื่อธุรกิจ และเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ แต่แนวโน้ม สำคัญคือการดึงเอานักท่องเที่ยวแบบธุรกิจ ให้ใช้เวลามากขึ้น และใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน มากขึ้น โดยการสร้างสินค้าและบริการที่ หลากหลาย

แต่ละเมืองในเทนเนสซีมีจุดขาย มากมาย แตกต่างหลายหลากกันออกไป อย่างเมืองขนาดใหญ่ เดวิดสัน เคาน์ตี ทำรายได้จากการท่องเที่ยวให้รัฐนี้สูงถึง 5 พันล้านเหรียญ มีคนท้องถิ่นทำงานในธุรกิจ ท่องเที่ยว 57,000 คน ที่นี่เต็มไปด้วยศูนย์- ประชุม แหล่งธุรกิจ และบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีสาขาแพร่กระจายออกไปทั่วโลก

หันกลับมาลองเปรียบเทียบกับเมือง ขนาดเล็กที่สุดอย่าง ลินช์เบิร์ก ซึ่งเป็นเมือง เล็กๆ ในรัฐเทนเนสซี มีประชากรอยู่ประมาณ 6,000 คน นอกจากวิถีชีวิตประจำวันทั่วไป จุดขายด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของ ที่นี่ คือการเป็นบ้านเกิดของเหล้าแบรนด์ แจ็ค แดเนียลส์


ที่นี่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในปี 2014 มากถึง 269,000 คน คนส่วนใหญ่มาเยี่ยมชมโรงกลั่นเหล้าและซื้อของที่ระลึก จากแหล่งกำเนิด พร้อมด้วยบริการท่องเที่ยวอีกสารพัดที่เป็นของคนในท้องถิ่น บริหารจัดการโดยท้องถิ่นเอง

ในเขตมัวร์ เคาน์ตี ลินช์เบิร์ก มีเพียงโรงแรมเล็กๆ ของคนในท้องถิ่น ไม่มีโรงแรมห้าดาวที่เป็นเครือข่ายหรูหราระดับโลก รถบัสนักท่องเที่ยวจะเดินทางมาจากเมืองใหญ่ในเทนเนสซี เพื่อแวะชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์เหล้าโดยเฉพาะ

หลังจากนั้นก็จะจอดที่ทาวน์ สแควร์นานเป็นชั่วโมงๆ ซึ่งนับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ ศูนย์กลางของการท่องเที่ยวทุกอย่าง ในละแวกนี้ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อเสื้อยืด โปสต์การ์ด ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร ขนม และของที่ระลึก ทุกอย่างติดโลโก้ แบรนด์

ถือว่าเป็นเรื่องแปลกและดูขัดแย้งกันมากๆ ในขณะที่เป็นบ้านเกิดของแบรนด์เหล้าที่โด่งดัง และสามารถนำมาจัดการ เป็นการท่องเที่ยวแบบชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่นี่กลับเป็น Dry County หมายถึงเมืองที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกชนิด ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยยกเว้นการจำหน่ายสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเดียว

ร้านค้าจะจ่ายภาษี 3.50 เหรียญต่อเหล้า 1 ขวด เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นนำไปบริหารงานต่อไป และนั่นก็ สร้างรายได้มากมายต่อปี

ร้านอาหารชื่อดังที่สุด Miss Mary Bobo’s Boarding House & Restaurant เสิร์ฟอาหารสไตล์โฮมเมด แบบอเมริกันแท้ๆ นักท่องเที่ยวที่สนใจจะต้องจองโต๊ะ ล่วงหน้านานกว่า 2 เดือน

ที่นี่เป็นบ้านโบราณ บรรยากาศอบอุ่น ก่อสร้าง มาตั้งแต่ปี 1818 ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1940 ได้เปิด บริการเป็นบ้านพักแรม และในที่สุดก็ได้เปลี่ยนมาเป็น ภัตตาคารเมื่อปี 1984 ให้บริการอาหารอเมริกันทางใต้ และมีพิธีรีตองในการเสิร์ฟที่เคร่งครัด ตามเมนูที่เจ้าบ้าน จะเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้เอง

จุดเด่นคือมีสาวใหญ่วัยป้ามาเป็นโฮสต์ประจำโต๊ะ นับเป็นงานในฝันของชาวลินช์เบิร์ก ทั้งสาวใหญ่และ สาวน้อย ทำงานวันละประมาณ 3 ชั่วโมง ชวนพูดคุย เรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมือง วิถีชีวิต ชุมชน วัฒนธรรม และอธิบายสูตรอาหารต้นตำรับ

ถือว่าเมืองเล็กๆ ในเทนเนสซีแห่งนี้ เป็นตัวอย่าง ของการร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชน รัฐ และชุมชน ที่จะใช้ตำนานท้องถิ่นและแบรนด์สินค้าชื่อดังระดับโลก ในการจัดการบริการท่องเที่ยว และแบ่งผลประโยชน์กัน ได้อย่างลงตัว ทำให้เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 6,000 คน สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้หลายคันรถบัสต่อวัน

กิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ทำให้ผลประโยชน์ ตกอยู่กับชุมชนตัวเองมากขึ้น เป็นการใช้สาธารณูปโภค ต่างๆ ถนน ระบบขนส่ง สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ อย่างคุ้มค่า ธุรกิจห้างร้านต่างๆ ขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยว ที่มากขึ้น และที่สำคัญคือช่วยให้ผู้คนในท้องถิ่นมีการ จ้างงานเพิ่มขึ้นทันที ไม่จำเป็นจะต้องออกจากถิ่นฐาน เพื่อไปหางานในศูนย์กลางของประเทศ

การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน จะช่วยยกระดับ เศรษฐกิจและสังคมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ท้องถิ่นใน ชนบทพัฒนาขึ้นได้ เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความ ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน กำหนดทิศทางโดยชุมชน จัดการโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของในการจัดการ ดูแล เพื่อ ให้เกิดการเรียนรู้แก่นักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้าม ก็อาจจะทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านไป ถ้าจัดการ อย่างไม่ถูกต้อง

หลักการสำคัญที่จะช่วยทำให้การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชนมีความยั่งยืน และเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง ก็คือการมองผ่านมุมของชาวบ้านในท้องถิ่น การมี ส่วนร่วมและช่วยสนับสนุนของชาวบ้าน จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับสินค้าและบริการ อีกทั้งยังนำรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นเอง

  • ซื้อวัตถุดิบ สินค้า บริการภายในท้องถิ่น ร่วมมือกับคู่ค้า และจ้างแรงงาน เป็นคนในท้องถิ่น
  • สอนและเพิ่มทักษะฝีมือให้กับแรงงานในท้องถิ่น
  • สนับสนุนให้พนักงานทำงานอาสาสมัครให้ท้องถิ่นตัวเองมากขึ้น
  • ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างพอเพียงกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน เรื่องมารยาทและ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
  • ยกระดับสินค้าและบริการในท้องถิ่น ให้กลายเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ของนักท่องเที่ยว
  • สนับสนุนงานเทศกาล ทีมกีฬา โรงเรียน วัด กิจกรรมชุมชน

สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างขนบธรรมเนียม ประเพณี ชีวิต ความเป็นอยู่ ไล่มา จนถึงเรื่องที่จับต้องได้ อย่างธุรกิจในท้องถิ่นที่โด่งดังในระดับโลก สามารถนำมา ผสมผสานเข้ากับการท่องเที่ยวเพื่อให้กลายเป็นจุดแข็งของแต่ละท้องถิ่นได้

ในระดับประเทศก็สามารถสร้างแบรนด์เพื่อการท่องเที่ยว อย่างเช่นกระแส Korean Wave ก็เป็นความพยายามทำการตลาดกับวัฒนธรรมป๊อปของประเทศ เกาหลี โดยการท่องเที่ยวก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งได้ผลประโยชน์

หรือในระดับเมืองเล็กๆ ของประเทศญี่ปุ่น คุมะโมะโตะ ก็พยายามสร้างแบรนด์ เพื่อการท่องเที่ยวของชุมชนตนเอง โดยสร้างมาสคอตเป็นคุมะมง มาตั้งแต่ปี 2010

นอกจากแบรนด์ดังระดับโลก ชุมชนเล็กๆ ยังสามารถค้นหาความเฉพาะตัว ของท้องถิ่นตนเอง และนำมาเป็นจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ กิจกรรมสันทนาการ วัฒนธรรมท้องถิ่น เทศกาลงานประเพณี วิถีชีวิต อาหาร ประวัติศาสตร์ความเป็นมา พิพิธภัณฑ์ อนุสาวรีย์ โบราณสถาน

 


 

เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ