ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Academy) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนา TOURISM TREND TALK ครั้งที่ 1 ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ ในวันที่ 26 มกราคม 2559
‘ท่องเที่ยวไทยในเทรนด์โลก’

 

ท่องเที่ยวไทยในเทรนด์โลก
Trend ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่น

โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่อาจคาดเดาได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 Idiocracy คือความนิยมที่เกิดขึ้นในคนกลุ่มเล็กๆ คนเก๋ๆ ฮิปสเตอร์ ไม่สนใจสังคม เป็นตัวของตัวเอง มีวัฒนธรรมย่อยบางอย่างของตนเองเกิดขึ้นมา ต่อมาคนอื่นๆ เริ่มเห็นสิ่งที่คนเหล่านี้ทำอยู่ว่าน่าสนใจ จึงเริ่มให้ความสำคัญ เปรียบเสมือนการโยนก้อนหินลงไปในทะเล เกิดรอยกระเพื่อมเล็กน้อยแล้วก็หายไป

ระดับที่ 2 FAD แฟชั่น คือความนิยมที่เกิดขึ้นชั่วคราว แฟชั่นบอกว่า เราต้องใส่เสื้อสีอะไร ฤดูกาลไหนควรจะใส่เสื้ออย่างไร แต่งตัวแบบไหน เปรียบเสมือน คลื่นที่แผ่กว้างใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่นานก็จะหายไป

ระดับที่ 3 Trend เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรนด์ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่น แต่เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ในทะเลที่ถาโถม มีพลังมาก กำลังเคลื่อนเข้ามาหาเรา เราไม่สามารถทำอะไรได้ มีแต่จะต้องลอยตามไป และคิดว่าจะตั้งรับหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

6 Global Trends

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้มีอยู่ 6 เทรนด์ที่น่าสนใจ ได้แก่ Urbanization, Aging Society, Digital Age, Generations Clash, Travelism และ Sustainability

 

1. Urbanization

ปี 2550 คือปีแรกที่ประชากรโลกอยู่ในเมืองมากกว่าในชนบท ปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการย้ายที่อยู่อาศัย แต่มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษยชาติทั้งหมด ในวงกว้างมาก ขณะนี้มีหลายเมืองเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่เคย เกิดในประเทศไทย

ในอนาคตคนจะเข้ามาในศูนย์กลางของเมืองต่างๆ มากขึ้น กรุงเทพฯ จะกลายเป็น เมืองหลายศูนย์กลาง เมื่อคนเข้าไปอยู่ในศูนย์กลาง ทำให้เมืองมีความแออัดหนาแน่น มากขึ้น คนไม่สามารถมีพื้นที่สีเขียวส่วนตัว ทำให้เกิดความต้องการพื้นที่สาธารณะ เพิ่มขึ้นตามมา

ความเป็นเมืองยังเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพในธุรกิจใหม่ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น หนังสือ The Flat White Economy ได้วิเคราะห์สภาพเมืองลอนดอนว่าอาจแบ่ง ได้เป็นเมืองตะวันออกกับตะวันตก ฝั่งตะวันตกจะเป็นย่านคนรวย หรูหรา มีย่าน Mayfair พระราชวังบักกิงแฮม รัฐสภา ในขณะที่ฝั่งตะวันออกเดิมเป็นย่านเสื่อมโทรมและยากจนกว่า เป็นที่ตั้งของโรงฟอกหนัง โรงงาน ท่าเรือ ต่อมาภายหลังปี 2550 มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกิดขึ้น คือมีคนรุ่นใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ในย่านตะวันออก ของลอนดอนมากขึ้น มีการเปิดธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจ Chain ใหญ่โต แต่เป็น Startup Business ที่อาศัยเทคโนโลยีบางอย่างในการขับเคลื่อน เป็นธุรกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ สาเหตุที่ทำให้ลอนดอนฝั่งตะวันออกกลายเป็นแหล่ง Startup นั้นเกิดจากที่ดินบริเวณนั้นมีราคาถูก ทำให้ผู้ทำธุรกิจซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ยังไม่ค่อยมีเงินทุนมากนัก สามารถซื้อที่ดินเพื่อจัดตั้งสำนักงานได้

การเกิดสังคมแบบใหม่นี้ยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตแบบใหม่ด้วย จากกรณีของ ลอนดอนฝั่งตะวันออก พบว่าคนที่อยู่อาศัยในแถบนี้ไม่ทำงานแบบเข้า 9 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น แบบที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากพวกเขาต้องติดต่อค้าขาย กับคนอีกซีกโลกหนึ่ง หรือบางคนพอใจจะทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ใช่เวลางานปกติ ทั่วไป นักวาดรูปหรือทำภาพประกอบสามารถผลิตผลงานตอนไหนก็ได้ตามแต่จะมี ลูกค้ามาสั่ง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต ตัวอย่างเช่น อาหารที่เคยเป็นมื้อ ถูกทำลายไปหมด เกิดแนวคิด Breakfast All Day ขึ้นมา ต้องการกินอาหารเช้า ตอน 4 โมงเย็นก็สามารถหาได้ ทำให้เกิดธุรกิจใหม่มารองรับวิถีชีวิตแบบนี้

 

2. Aging Society

คาดการณ์ว่าในปี 2573 สังคมไทยจะมีผู้สูงวัยร้อยละ 17 ของประชากรทั้งหมด สิ่งที่จะมาพร้อมกับสังคมผู้สูงอายุคือ Inclusive Design หรือการออกแบบสิ่งต่างๆ ในเมืองเพื่อรองรับคนทุกแบบ โจทย์ของยุคสังคมสูงวัยจะไม่ใช่เพียงการหา บ้านพักให้คนชราเหล่านี้อยู่ แต่คือการเปลี่ยนเมืองทั้งเมือง เปลี่ยนวิธีท่องเที่ยว เปลี่ยนการเดินทางทั้งหมด

ตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคือที่จอดรถคนพิการ ในยุค Aging Society ผู้สูงอายุจะเรียกร้องให้ออกแบบรถยนต์เป็นพิเศษสำหรับพวกเขา ซึ่งสังคมที่มีสำนึกในแบบที่เห็นคนสูงอายุ หรือคนพิการเป็นมนุษย์เท่ากับคนปกติ อื่นๆ จะพยายามออกแบบสิ่งเหล่านี้เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตที่มีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม

 

3. Digital Age

สังคมในอนาคตจะก้าวเข้าสู่ยุค Internet of Things ซึ่งมนุษย์จะไม่ต้อง สั่งการสิ่งต่างๆ ให้ทำงานอีกต่อไป แต่ทุกสิ่งเหล่านั้นจะสั่งการ พูดคุยกันเอง เช่น เมื่อของในตู้เย็นหมด ตู้เย็นจะทราบว่าต้องการสั่งอะไร ก็จะติดต่อไปที่ ร้านขายของชำ และร้านก็จะส่งของมาให้ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งอาจจะส่งมาด้วยโดรน หรือต่อไปมนุษย์อาจไม่ต้องอยู่บ้านก็ได้ แต่อาศัยอยู่ในรถบ้านที่แล่นไปไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องขับ และสามารถตั้งโปรแกรมได้ว่าไม่อยากอยู่ในสถานที่ร้อน ให้รถพาไปอยู่ในอุณหภูมิเฉพาะตั้งแต่ 15-20 องศาเท่านั้น หรือหากต้องการทำงานในบริเวณที่เงียบก็สามารถตั้งโปรแกรมว่าให้ขับไปยังที่ที่ความดังของเสียงไม่เกิน 80 เดซิเบล เป็นต้น

 

4. Generations Clash

ปรากฏการณ์ที่มนุษย์หลายรุ่น Greatest Generation 1900 / Silent Generation 1920-1930 / Baby Boomers / Gen X / Gen Y / Gen Z / Gen Alpha ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน คำถามสำคัญคือคนหลายรุ่น จะต้องมีวิธีอยู่ร่วมกันอย่างไร เนื่องจากแต่ละรุ่นมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน เช่น Baby Boomers ที่อายุประมาณ 60-70 ปี ซึ่งจำนวนมากยังทำงานเป็น CEO อยู่ ไม่ยอมวางมือ โดยคนรุ่นนี้มีความเห็นว่าคนอายุประมาณ 30-40 ปียังเป็นเด็ก โดยลืมไปว่าเขาเริ่มทำธุรกิจเมื่ออายุ 30 ปีเหมือนกัน

นอกจากนี้ Baby Boomers ยังมีวิธีคิดว่า ‘มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน - Live to Work’ หรือ ‘งาน’ คือการให้ ให้คุณค่าทั้งหมดในชีวิตของตนเอง ไม่สามารถ อยู่เฉยๆ ได้ จะต้องทำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เพราะมีชีวิตที่คุ้นเคยกับ การทำงาน ซึ่งเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประวัติศาสตร์ชีวิตของเขาที่ต้อง พบทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะฉะนั้น การทำงานจึงเป็น เรื่องสำคัญมากของชีวิต งานได้รวมเข้าไปอยู่ในตัวตนของเขาแล้ว

ในขณะที่วิธีคิดของกลุ่ม Gen X คือ ‘ทำงานเพื่อที่จะอยู่ต่อไป - Work to Live’ ส่วนวิธีคิดของ Gen Y คือ ‘ทำงานไปด้วย มีชีวิตด้วย’ คนกลุ่มนี้ จะทำงานและไปท่องเที่ยวพร้อมๆ กัน Baby Boomers จะเห็นว่าพวก Gen Y เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่อดทน เรียกร้องเงินทอง คน Gen Y ก็จะเห็นว่า คน Baby Boomers ล้าหลัง คร่ำครึ ไม่เข้าใจคน Gen Y

สิ่งสำคัญในกรณี Generation Clash คือเรื่องความหลากหลายกับความ อดทน (Diversity / Toleration) มีงานวิจัยพบว่าคนรุ่น Greatest Generation, Silent Generation และ Baby Boomers เป็นกลุ่มคนที่ยอมรับความแตกต่าง หลากหลายได้น้อยกว่าคนยุค Gen X, Gen Y, Gen Z ดังนั้น สิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนต่างเจเนอเรชั่นก็คือต้องมีใจเปิดกว้างกว่าที่คิดไว้ และ ให้มองถึงสภาวะที่ตัดสินใจลำบาก (Dilemma)

 

5. Travelism

เดิมอาจแบ่งกลุ่มคนท่องเที่ยวเป็น 2 ประเภทคือ คนที่เป็น Tourist / Tourism และคนที่ไม่เป็น Tourist เป็นกลุ่มที่เดินทางเอง หรือที่เรียกว่า Backpacker

กลุ่ม Tourist เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพดี มีเงินจับจ่ายมาก มากันเป็น ระบบ สามารถจัดการได้ง่าย พักโรงแรมห้าดาว ต้องใช้มัคคุเทศก์ท้องถิ่น มีกฎหมายรองรับ ส่วน Backpacker เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพไม่ดีนัก แบกเป้เดินทาง อำนาจซื้อต่ำ พักโรงแรมหรือ Hostel ราคาถูก นักท่องเที่ยว กลุ่มนี้จึงไม่ได้รับความสนใจมากนัก

อย่างไรก็ตาม ด้วยโลกที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดนักท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่ง ขึ้นมา เรียกว่ากลุ่ม ‘Travelist’ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ภายนอกจะดูคล้ายกับกลุ่ม Backpacker คือแบกเป้เดินทาง แต่หากมองในรายละเอียดแล้ว Travelist คือ กลุ่มชนชั้นกลางที่อยู่ในเมือง ต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ และมีเงิน พอสมควร แต่ไม่อยากเดินทางไปกับบริษัทนำเที่ยว Travelist จึงเป็นกลุ่มคนที่ ออกแบบการท่องเที่ยวเอง และวิธีท่องเที่ยวก็ไม่เหมือนกับ Tourist เพราะ คนเหล่านี้จะมีความเป็นปัจเจกสูง

การท่องเที่ยวของกลุ่ม Tourist นั้นต้อง ตื่นแต่เช้าเพื่อท่องเที่ยวตามจุดสำคัญ ใช้ชีวิต ส่วนใหญ่อยู่บนรถทัวร์ ใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมทัวร์ ที่ไปด้วยกัน และไม่ได้รู้จักกับคนในพื้นที่นั้นๆ ในขณะที่การท่องเที่ยวของกลุ่ม Travelist จะถูกโยงเข้ากับความเป็น Urbanization คือ มีความสบายใจที่จะไปท่องเที่ยวและใช้ชีวิตอยู่ ในเมืองมากกว่าตามชนบท เพราะมีสิ่งที่ตน คุ้นเคยพอสมควร ไม่ค่อยเดินทางมาก

การเกิดกลุ่มนักท่องเที่ยว Travelist ทำให้ เกิดสังคมแบบ Sharing Society ขึ้นมาด้วย ตัวอย่างธุรกิจการท่องเที่ยวจากเทรนด์นี้คือ Airbnb

 

6. Sustainability

หลายภาคธุรกิจให้ความสนใจเทรนด์เรื่อง ความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาให้ เหมาะสมว่าการจัดกิจกรรมต่างๆ ถือเป็นเรื่อง ความยั่งยืนหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น การนำ ผ้าสีเขียวมาหุ้มขวดน้ำ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว อาจเพิ่มภาระการซักล้าง และเพิ่มสารซักฟอก สู่สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ มีตัวอย่างของการนำเทรนด์เรื่อง ความยั่งยืนไปใช้ในภาคธุรกิจ โดยนำมาปรับ ให้กลายเป็นความหรูหรา (Sustainability is the New Luxury) เช่น เจ้าของรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ทางภาคใต้พยายามจะไม่ใช้หลอดดูดน้ำใน โรงแรม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก นักท่องเที่ยวยังคงคุ้นชินกับการใช้หลอดดูดน้ำ ทางเจ้าของโรงแรมจึงหาผู้ผลิตหลอดดูดน้ำ จากฟางแทน เพื่อที่จะไม่ต้องใช้พลาสติก ลด Carbon Footprint ซึ่งหลังจากเปลี่ยนหลอด ดูดน้ำเป็นหลอดฟางแล้ว ปรากฏว่านักท่องเที่ยว มาเที่ยวเพิ่มขึ้น เพราะการดูดหลอดฟางเป็น ความหรูหราใหม่แทนที่จะดูดหลอดพลาสติก  

 

ชมวิดีโอ


 

ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว ททท.
บรรยายนำโดย โตมร ศุขปรีชา