1 ทุกวันนี้ ใครๆ ก็พูดกันถึง ‘ความปกติใหม่’ หรือ The New Normal ว่ามันคือเทรนด์ คือการโอบรับความแตกต่างหลากหลาย โลกจะก้าวไปสู่สภาวะที่ไม่มีใคร ‘ผิดปกติ’ กันอีกต่อไป เพราะทุกความปกติหรือไม่ปกติ (ในความหมายใดๆ ก็ตาม) สามารถถูกมอง ด้วย ‘สายตาใหม่’ ว่าคือ ‘ความปกติใหม่’ ที่มีกรอบและฐานคิดในแบบของตัวเองได้ แล้ว ดังนั้น การเอาข้อทึกทักล่วงหน้าใดๆ ไปตัดสิน-จึงไม่ใช่เรื่องที่พึงทำ

แต่คำถามที่อยากชวนคุณย้อนกลับไป ตรึกตรองถึงมันเสียก่อนก็คือ,

แล้วคำว่า ‘ปกติ’ ในแบบเดิมนั้น-มัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไรกันเล่า

 

ทำไมเราถึงมี ‘ความปกติ’ และ ‘ความ ไม่ปกติ’ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในตัว ‘มนุษย์’ คนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้กระทั่ง ชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง

อะไรคือ ‘ความปกติ’ นั้น

และ-มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

 

2 ก่อนตอบคำถามข้างต้น อยากชวนคุณไปรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งเสียก่อน

เขามีชื่ออ่านยากว่า อดอลเฟ กาเตเล (Adolphe Quetelet) ชายคนนี้เกิดที่ เมืองเกนต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองในเบลเยียม แต่ในยุคที่เขาเกิด (คือปี 1796) เกนต์ อยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส

กาเตเลเป็นคนที่มีฝันใหญ่ เขาเรียนเก่ง โดยเฉพาะในด้านคณิตศาสตร์ อายุแค่ 19 ปี กาเตเลก็เป็นครูสอนคณิตศาสตร์แล้ว และพออายุ 23 ปี เขาก็ได้รับปริญญาเอก ด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเกนต์

แน่นอน คนเก่งอย่างเขาต้องการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง เขาอยากโด่งดังแบบเดียว กับ เซอร์ไอแซก นิวตัน เขาอยากค้นพบอะไรสักอย่างหนึ่งที่สลักสำคัญ

ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่โลกวิทยาศาสตร์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ทุกคน สนใจสิ่งที่เรียกว่า ‘เทหวัตถุ’ คือดวงดาวต่างๆ แต่ละประเทศต้องแข่งกันมีหอดูดาว ใหญ่ๆ เอาไว้ส่องมองฟ้า แต่ในตอนนั้นเบลเยียมที่กาเตเลอาศัยอยู่ไม่มี

ในปี 1823 กาเตเลโน้มน้าวให้รัฐบาลดัตช์ที่ปกครองเบลเยียมอยู่ในขณะนั้น สร้างหอดูดาวขึ้นมาได้ในกรุงบรัสเซลส์ แน่นอน, กาเตเลได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการของหอดูดาวนั้น ขณะที่หอดูดาวกำลังก่อสร้าง กาเตเลต้องเดินทางไป ตามประเทศต่างๆ ในยุโรป เพื่อเรียนรู้วิธีดูดาวแบบใหม่ๆ จะได้นำมาประยุกต์ใช้ กับหอดูดาวของตัวเอง

แต่แล้ว...เมื่อหอดูดาวยังสร้างไม่เสร็จ และกาเตเลตระเวนอยู่ในยุโรปนั่นเอง ก็เกิดการปฏิวัติขึ้นในเบลเยียมในปี 1830

หอดูดาวของกาเตเลถูกฝ่ายขบถยึดครองไปเป็นฐานทัพ!

แน่นอน, กาเตเลเซ็งมาก เขาไม่รู้ว่าการปฏิวัติจะกินเวลานานแค่ไหน แล้ว รัฐบาลใหม่จะสนับสนุนการก่อสร้างให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์หรือเปล่า แต่กระนั้น การเมืองและพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้กาเตเลเกิดความอยากรู้ อยากเห็นใหม่

ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยสนใจเลยว่า พวกมนุษย์ทั้งหลายจะมีพฤติกรรมอย่างไร เขาเห็นว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของเขา พฤติกรรมทาง สังคมของมนุษย์ก็เป็นเรื่องของมนษุย์ จะไปเกี่ยวกับดวงดาวที่เขาสนใจได้อย่างไรกัน แต่การ ‘พลิกผัน’ และ ‘เปลี่ยนผ่าน’ ของแผ่นดินเบลเยียมเพื่อกลายเป็นสังคม สมัยใหม่นั้น ทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมา

เขาเห็นว่าสังคมสมัยใหม่ (จริงๆ ก็คือสังคมในยุคนั้น) มีความ ‘คาดเดาไม่ได้’ อยู่หลายอย่าง เพราะมันไปขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร จะมาจับได้ คล้ายๆ กับโลกของดวงดาวและดาราศาสตร์ยุคก่อนหน้าไอแซก นิวตัน ก่อนจะมีกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันมาอธิบาย

ด้วยเหตุนี้ กาเตเลจึงเห็นช่องทาง!

เขาอยากเป็นนิวตันมานานแล้ว และคราวนี้แหละ เป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่เขาจะพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อจัดการสังคม ตลอดมาเขาใช้เวลาในการ ค้นหารูปแบบของดวงดาว ตอนนี้เขาจะใช้หลักการเดียวกันเพื่อเป้าหมายใหม่

เขาจะแสวงหารูปแบบหรือแพตเทิร์นของมนุษย์!

 

3 โชคดีไม่น้อย ที่กาเตเลอยู่ในยุคต้นศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคที่เกิด ‘คลื่น’ ของสิ่งที่เรียกว่า Big Data ขึ้นมาเป็นครั้งแรก นั่นคือเริ่มมีการ เก็บข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เอาไว้มากมาย (ซึ่งต้องตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ เสียหน่อยนะครับ ว่าในสังคมไทย ต่อให้เป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว การเก็บข้อมูล พื้นฐานยังถือว่าน้อยมากทีเดียว) โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับประชากร และการทหาร อย่างเช่นข้อมูลเรื่องการเกิดการตายในแต่ละเดือน จำนวนของอาชญากรรมที่เกิดในแต่ละปี หรือโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละ เมือง เป็นต้น

กาเตเลได้ ‘ข้อมูล’ เหล่านี้มาอยู่ในมือมากมาย แต่คำถามก็คือ- แล้วเขาจะทำอะไรกับมันดี?

ด้วยฐานที่เป็นนักดาราศาสตร์ กาเตเลรู้ว่า งานสำคัญอย่างหนึ่งของ นักดาราศาสตร์สมัยศตวรรษที่ 18 ก็คือการวัดความเร็วของเทหวัตถุ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ ดาวหาง หรือดาวฤกษ์ โดยวิธีวัดก็ใช้ หลักการง่ายมาก นั่นคือการจับเวลาตอนที่เทหวัตถุเหล่านี้ผ่านหน้ากล้อง โทรทรรศน์ โดยเอาเส้นสองด้านเป็นหมุดหมาย เริ่มจับเวลาเมื่อเทหวัตถุ ผ่านเส้นแรก แล้วหยุดจับเวลาเมื่อเทหวัตถุผ่านเส้นที่สองตรงปลายทาง

เทคนิคนี้ฟังดูง่าย แต่ก็มีปัญหาอย่างหนึ่งของมัน เมื่อวัดกันอย่าง ละเอียดยิบแล้ว ไม่มีนักดาราศาสตร์คนไหนวัดค่าออกมาได้ ‘เท่ากันเป๊ะ’ เลยแม้แต่คนเดียว

คำถามก็คือ-แล้วใครถูกใครผิดกันล่ะทีนี้

นักดาราศาสตร์จึงหาวิธีใหม่เพื่อ ‘รวม’ เอาค่าการวัดทั้งหลาย ทั้งปวงเข้าด้วยกัน ในท้ายที่สุดก็เกิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ ที่มีชื่อเรียกดั้งเดิม ว่า Method of Averages หรือวิธีหาค่าเฉลี่ย โดยนำเอาค่าการวัดทั้งหลาย มารวมกันให้กลายเป็นค่าเฉลี่ยเดียว ซึ่งในทางดาราศาสตร์นั้น พบว่า ค่าเฉลี่ยพวกนี้จะให้ค่าที่ถูกต้องแท้จริง ‘มากกว่า’ ค่าที่เกิดจากการวัด เพียงครั้งเดียว

เมื่อเป็นเรื่องของมนุษย์ กาเตเลเลยคิดว่าน่าจะใช้วิธีการเดียวกันได้

เขาเริ่มต้นกับค่าของ ‘รอบอก’ ของทหารสกอตแลนด์ โดยนำเอา ค่าทั้งหมดมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนของทหาร ผลที่ออกมาคือราว 39.75 นิ้ว กลายเป็นค่าเฉลี่ยรอบอกของทหารสกอตแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็น ครั้งแรกสุดในประวัติศาสตร์เลยนะครับที่มีการคำนวณ ‘ค่าเฉลี่ย’ ของ ร่างกายมนุษย์ในทางวิทยาศาสตร์

แต่คำถามของกาเตเลก็คือ-แล้วค่านี้มัน ‘บอก’ อะไรกับเรา

ย้อนกลับไปที่ดาราศาสตร์อีกรอบนะครับ อย่างที่บอกเอาไว้ว่า นักดาราศาสตร์เห็นว่า ‘ค่าเฉลี่ย’ คือค่าที่ ‘ถูกต้องแท้จริง’ (อย่างน้อยก็) มากกว่า-ค่าที่คนคนหนึ่งวัดได้ เพราะค่าที่คนแต่ละคนวัดได้นั้น จะมีความ ผิดพลาด (Error) บางอย่างอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งเราจะค้นไม่พบหรอกถ้าไม่ได้ นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอีกมากมายแล้วหา ‘ค่าเฉลี่ย’ ออกมา

กาเตเลจึงนำหลักคิดแบบนั้นมาใช้กับ ‘รอบอก’ ของทหารสกอตแลนด์ เขาบอกว่าค่าเฉลี่ยที่ได้นั้น คือ ‘ขนาดที่แท้จริง’ ของทหารสกอตแลนด์ แต่ถ้าใครมีรอบอกเล็กหรือใหญ่กว่านี้ ถือได้ว่าเป็น ‘ความผิดพลาด’ ของ รูปร่างของทหารคนนั้นเอง

ทีนี้เมื่อวัดขนาดร่างกายส่วนอื่นๆ แล้ว ที่สุดกาเตเลก็ได้ค่าของมนุษย์ มาครบถ้วนตามที่เขาต้องการ แล้วเขาก็วาดออกมาเป็น ‘มนุษย์ค่าเฉลี่ย’ หรือ Average Man ซึ่งกาเตเลถือว่านั่นคือ ‘แบบและเบ้า’ ที่มนุษย์พึงเป็น คือเป็นโมเดลของมนุษย์ แต่การที่มนุษย์แต่ละคนไม่ได้เหมือน ‘แบบ’ เป็น เพราะมนุษย์มีความผิดพลาดตามธรรมชาติ

หลักคิดนี้ทำให้ Average Man เหมือนกับเป็น ‘มหาบุรุษ’ เพราะ กาเตเลบอกว่าคนยิ่งใหญ่ทั้งหลายในประวัติศาสตร์ (ที่จริงๆ ก็หาตัวตนไม่ได้แล้ว) น่าจะมีลักษณะของร่างกายเหมือนหรือใกล้เคียงกับ Average Man มากกว่าคนอื่นๆ

ถัดจากนั้น กาเตเลก็คำนวณอะไรต่อมิอะไรออกมาอีกมากมาย เช่น น้ำหนักเฉลี่ย สีผิวเฉลี่ย รูปร่างเฉลี่ย อายุเฉลี่ย การแต่งงาน การตาย การเกิด ความยากจน การศึกษา และกระทั่งการฆ่าตัวตายในแต่ละปี (ซึ่งมีผลไปสอดคล้องกับการโคจรของดวงดาวด้วย) แล้วในที่สุด เขาก็ คิดออกมาเป็น Quetelet Index หรือดัชนีกาเตเล ซึ่งทุกวันนี้เราก็ใช้กัน อยู่นะครับ ในชื่อ Body Mass Index หรือ BMI นั่นเอง

กาเตเลบอกว่า สิ่งที่แตกต่างไปจากคุณสมบัติและเงื่อนไขแบบ Average Man คือความบิดเบี้ยวและเป็นโรค พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ‘ผิดปกติ’ นั่นเอง ซึ่งก็ผิดปกติได้ทั้งที่เล็กน้อยไปจนถึงใหญ่โต แต่ถ้าใคร อยู่ในรูปในรอย ลงตัวกับความเป็น Average Man ก็จะมีความดี ความงาม อยู่ในตัว

ทุกวันนี้ Average Man หรือ ‘ค่าเฉลี่ย’ อาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่อง ของความสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อิทธิพลของวิธีคิดแบบ กาเตเลยังคงอยู่ เรายังแบ่งคนเป็นลักษณ์ต่างๆ แบ่งคนเป็นกลุ่มๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะเฉพาะบางอย่างของกลุ่มนั้นๆ ซึ่งก็เป็นไปตาม แนวคิดของกาเตเล

นักคิดจำนวนมากได้รับอิทธิพลของกาเตเลมา ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล บอกว่า Average Man เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ส่วนคาร์ล มาร์กซ์ ก็ใช้หลักการนี้พัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับคอมมิวนิสม์ กระทั่งนักฟิสิกส์ อย่างเจมส์ แมกซ์เวลล์ ก็นำหลักการของกาเตเลไปคิดค้นทฤษฎีกลศาสตร์ ของก๊าซ หรือแพทย์อย่างจอห์น สโนว์ ก็ใช้แนวคิดของกาเตเลไปสู้กับ อหิวาตกโรคในกรุงลอนดอน ทำให้เกิดการสาธารณสุขขึ้นมา เป็นต้น

การ ‘คิดค้น’ สิ่งที่เรียกว่า Average Man ของกาเตเล จึงก่อให้เกิดผลต่อเนื่อง ในการสร้าง ‘ความปกติ’ ในด้านต่างๆ ของมนุษย์ขึ้นมา

และนั่นก็คือเรื่องราวของ Normalness,

ที่นับวันก็จะหายไป...

 

4 ทุกวันนี้ คำว่า Average หรือการอยู่ใน ‘ค่าเฉลี่ย’ อาจไม่ใช่คำที่หลายคนชอบ สักเท่าไหร่ เพราะมันมีความหมายสอดคล้องกับความธรรมดาสามัญ ไม่ได้สมบูรณ์ แบบเหมือนกับที่กาเตเลเคยคิดอีกแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรที่อยู่ใน ‘ค่าเฉลี่ย’ จะเป็นเรื่องที่คน ไม่ชอบใจเสมอไป ตัวอย่างเช่นค่า BMI ที่ใช้เป็นเครื่องวัดร่างกายดูก็ได้ มนุษย์จำนวนมาก อยากมีรูปร่างที่อยู่ใกล้กับ ‘ค่าเฉลี่ย’ มากกว่าที่จะอ้วนไปหรือผอมไปทั้งนั้น แต่ในเวลา เดียวกัน หากเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องของรสนิยม ไลฟ์สไตล์ การบริโภค หรือกระทั่ง การท่องเที่ยวเดินทาง ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยาก ‘แหกคอก’ มีวัตรปฏิบัติที่ ไม่เหมือนกับ ‘ค่าเฉลี่ย’ (หรือ ‘ความปกติ’) ที่สังคมส่วนใหญ่วางเอาไว้

ดังนั้น โลกจึงไม่ได้ ‘เหวี่ยง’ ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ว่า อิทธิพลของกาเตเลจะหนักแน่นแข็งแรง แล้วจู่ๆ ก็สูญหายไปทั้งหมด แต่การ ‘สถาปนา’ สิ่งที่กาเตเลเรียกว่า ‘ความปกติ’ ให้ ‘เหนือ’ กว่า ‘ความปกติ’ ของคนอื่นๆ ด้วยการ บอกว่า Average Man มีความจริง ความงาม และความดี เหนือกว่าสิ่งอื่นๆ นั้น, บัดนี้ ได้ถูก 'รื้อ' ให้ลงมาเทียบเคียงเสมอภาคกับ ‘ความ (ผิด) ปกติ’ อื่นๆ แล้ว

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ Normalness ของกาเตเล ที่เคยยืนหยัดเด่นสง่านั้น แม้ไม่ได้ พังทลายลงทั้งหมด แต่ก็ลดขนาดลง ในขณะที่ ‘ความ (ผิด) ปกติ’ อื่นที่ ‘ใหม่’ กว่า ค่อยๆ สูงขึ้นมาจนทัดเทียมกัน

โลกยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นโลกที่เราสามารถให้ความหมายกับอะไรบางอย่างเหนือ อะไรอีกบางอย่างได้อีกแล้ว มันไม่ใช่โลกที่สงบราบคาบ ทุกคนก้มหัวอยู่ใต้วาทกรรมหลัก ชุดเดียวกัน แต่มันคือโลกของการขันแข่งริษยาซึ่งกัน เป็นความริษยาที่อยู่ในกรอบของ ความเสมอภาคกัน

Alain de Botton เคยบอกว่า ความอิจฉา (หรือ Envy) เป็นสิ่งที่ดี เพราะ มันแสดงให้เห็นว่าสังคมนั้นๆ มีความเสมอภาคกันพอสมควร ทำให้คนสามารถที่จะ ‘อิจฉา’ กันได้ แต่ไพร่ติดที่ดินในยุโรปยุคฟิวดัล คงไม่มีความสามารถใดๆ ที่จะไป ‘อิจฉา’ ขุนนางได้

และคนที่มีความสามารถที่จะอิจฉากัน ก็คือคนที่เป็น Average Man ทั่วไป ที่สามารถสร้างและให้ความหมายต่อ ‘ความปกติใหม่’ ของตัวเองได้ทุกเมื่อนั่นแหละครับ

Normalness ของกาเตเล ไม่ได้ล้มหายไปไหน มันเพียงแต่ยืนอยู่อย่างนั้น ในท่ามกลาง New Normalness อีกมากมายเต็มไปหมด-ก็เท่านั้นเอง...


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

 

หมายเหตุ : ข้อมูลเกี่ยวกับกาเตเลมาจากบทความชื่อ How the Idea of a ‘Normal’ Person Got Invented โดย Todd Rose ในนิตยสาร Atlantic, 18 กุมภาพันธ์ 2016