สภาพสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงไป อย่างรุนแรงจนเลยจุดที่จะหวนคืน นำไปสู่สภาพความเป็น ปกติแบบใหม่ หรือ The New Normal ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต การทำงาน การบริโภค และรูปแบบธุรกิจใหม่ ลองจินตนาการ ถึงผู้คนจำนวนมหาศาล ที่กำลังถูกฟูมฟักและห้อมล้อม ไปด้วยความปกติใหม่พร้อมๆ กัน ทำให้ความคิด จิตใจ และ การใช้ชีวิตเปลี่ยนรูปแบบใหม่ทั้งหมด

 

การท่องเที่ยวของคนทั้งโลกก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผล กระทบเช่นกัน พวกเราจะออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยวิธีคิด ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือถ้าเป็นในฐานะของนักธุรกิจ เราจะรับมือกับคลื่นนักท่องเที่ยวแบบใหม่นี้อย่างไร

ความปกติใหม่เหล่านั้นประกอบด้วยหลากมิติ จุดเริ่มต้น มาจากสภาพเศรษฐกิจทั้งโลกที่กำลังซบเซา ถึงแม้จะมีความ เติบโต แต่ก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ และยื้อเวลาไปยาวนาน ไม่มี โอกาสบูมให้เห็นได้ง่ายๆ ในช่วงเวลาอันใกล้

ลองมาไล่กันดูปรากฏการณ์ใหญ่ๆ ในสังคมปัจจุบัน ที่ถือเป็นความปกติใหม่ว่ามันจะส่งผลกระทบและสร้างความ เปลี่ยนแปลงกับการท่องเที่ยวได้อย่างไร

 

เศรษฐกิจซึมเซายาวนาน

ความปกติใหม่ในแง่ของเศรษฐกิจ คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก นับหลังจากวิกฤติ ซับไพรม์ ที่ทำให้เกิดความซึมเซาต่อเนื่องไปยาวนาน สภาพการณ์แบบนี้ได้ขยายตัวออกไปทั่วโลก กลายเป็น ความปกติใหม่ที่คนทั้งโลกคุ้นชิน ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศไทย มันไล่มาตั้งแต่สหรัฐอเมริกา กระจายไปทั่ว ยุโรป แล้วในที่สุดก็กลับมาสู่เอเชียคือประเทศจีน ความรู้สึกฝืดเคืองกลายเป็นความรู้สึกปกติทั่วไปที่เราคุ้นเคย และยอมรับ

ในยุคสมัยก่อนหน้านี้ วัฏจักรเศรษฐกิจค่อนข้างมีรูปแบบและระยะเวลาคงที่ เมื่อกราฟการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจดิ่งลง มันก็จะฟื้นตัวกลับขึ้นไปได้เร็วเหมือนตัว V แต่ในยุคใหม่นี้ นักวิเคราะห์เริ่มเห็นสัญญาณ แบบใหม่ ว่าปัญหาจะยังคงดำเนินต่อไปในระยะเวลาที่ยาวขึ้น และก้นของกราฟตัว V นั้นถูกลากให้ยาวไป เรื่อยๆ เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

คริสทีน ลาการ์ด จาก IMF เรียกสภาวะแบบนี้ว่า New Mediocre ในขณะที่ แลร์รี่ ซัมเมอร์ส อดีต รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกสภาวะแบบนี้ว่า Secular Stagnation และ บิลล์ กรอสส์ แห่ง PIMCO (Pacific Investment Management Company, LLC) เรียกมันว่า New Normal

ถ้าเรามองว่าเศรษฐกิจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของทั้งระบบสังคม การกระจายทรัพยากรในสภาวะความ ปกติใหม่จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาของความเหลื่อมล้ำ และในที่สุดก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังโครงสร้างส่วนบน อันได้แก่ การเมือง วัฒนธรรม สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ในทุกมิติ

 

เศรษฐกิจซึมแบบยาวนานทำให้เกิดนักท่องเที่ยวแบบใหม่

การท่องเที่ยวแบบหรูหรา ลักชัวรี เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวไม่ได้อวดกันว่าใครไปเที่ยวได้ อย่างหรูหราพิเศษเหนือกว่าคนอื่น แต่แข่งขันกันที่ว่าใครสามารถประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่า โดยซื้อตั๋ว เครื่องบินและจองห้องพักได้ในราคาถูกกว่า

ผู้ให้บริการก็หันมาแข่งกันที่การลดราคา โปรโมชั่น ทั้งค่าที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบิน เพราะรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ ต้องการต่อรองราคา โดยคิดเทียบกับความคุ้มค่าระหว่างราคาและระดับมาตรฐานการบริการที่เคยมีอยู่เดิม นักท่องเที่ยวต้องการประสบการณ์หรูหราแบบเดิม แต่ในระดับราคาที่ต่ำลง มีการเปรียบเทียบแข่งกันของ แต่ละเจ้าได้ชัดเจน

โรงแรมระดับหรูจะถูกจองเข้าพัก เมื่อนักท่องเที่ยวสามารถซื้อคูปองจากเว็บดีล หรือซื้อแพ็คเกจเหมา รวมบริการจากงานแฟร์ลดราคา นั่นแปลว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ พวกเขาเลือกช้อปในงานแฟร์ลดราคาที่จัดขึ้นประจำปี ทำให้สามารถเปรียบเทียบราคาค่าบริการของหลายแห่ง ได้พร้อมกัน

หรือไม่เช่นนั้น ก็จะเลือกซื้อบริการจากทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ค้นเสิร์ชเอนจิน แหล่งรวมราคา เปรียบเทียบพร้อมกันตรงหน้า แล้วตัดสินใจได้ทันที

 

ภาวะโลกร้อน

ในฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านมา สกีรีสอร์ทในหลายประเทศทั่วทั้งทวีปยุโรปได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลง ฤดูหนาวอุ่นขึ้นกว่าปกติ ปริมาณหิมะลดลง และไม่มีพื้นที่เล่นสกีหิมะมากพอที่จะให้บริการ จึงมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบริการและค่าใช้จ่ายไปจากเดิม

ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก บิสซิเนส ระบุว่าปลายปี 2015 ที่ผ่านมา ถือเป็นฝันร้ายของการท่องเที่ยวในยุโรป ซึ่งเคยเป็นแดนสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องการมาเจอหิมะและกิจกรรมกลางแจ้งแบบหนาวๆ พวกเขาส่วนใหญ่จองทัวร์ ที่พัก และการเดินทางไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างน้อย 4-9 เดือน

ภาวะโลกร้อนทำให้ช่วงปี 2014-2015 นับเป็นปีที่ยุโรปมีอากาศร้อนที่สุด จึงแทบจะไม่พบหิมะปกคลุม ในพื้นที่ 2 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนเทือกเขาแอลป์ และในพื้นที่ที่อยู่ทางใต้ลงมา แทบจะไม่พบหิมะ ในพื้นที่ที่ต่ำกว่า 3 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเราจะพบสภาพการณ์แบบนี้ บ่อยขึ้นในระยะเวลาต่อจากนี้ไป จนถือได้ว่าเป็นความปกติใหม่ และนี่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ แถบนั้นในระยะยาว

ชาวบ้านในพื้นที่ถูกขอร้องให้งดเล่นสกี เพื่อเก็บพื้นที่หิมะหนาชันไว้ให้กับนักท่องเที่ยว เพราะว่า ในแต่ละปี เศรษฐกิจในพื้นที่นั้นได้รับผลประโยชน์เข้ามาจากนักท่องเที่ยวเป็นหลัก

วิธีการปรับตัวและแก้ไขปัญหาทำไปอย่างเฉพาะหน้า สกีรีสอร์ทบนเทือกเขาแอลป์ ประเทศเยอรมนี เผชิญกับอุณหภูมิ 9 องศาเซลเซียส จึงต้องใช้เครื่องทำหิมะสร้างลานสกีเทียมให้กับนักท่องเที่ยว

ในสวิตเซอร์แลนด์ ต้องให้นักท่องเที่ยวนั่งกระเช้าขึ้นไปถึงระดับที่สูงกว่าเดิม เพื่อจะได้เจอพื้นที่หิมะ หนาพอจะเล่นสกี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พยายามขับรถขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้เจอกับหิมะให้ได้ และ ทำให้เกิดการจราจรติดขัด รวมไปถึงปัญหาความแออัดในสถานที่ท่องเที่ยว

ส่วนในประเทศฝรั่งเศส สกีรีสอร์ทต้องปรับปรุงพื้นที่สวนสัตว์ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเอาใจเด็กๆ ที่ผิดหวัง เพราะมาเล่นสกีหิมะที่นี่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่การเที่ยวสวนสัตว์จัดเป็นกิจกรรมในฤดูร้อน

สภาพของสถานที่ท่องเที่ยวในเขตที่ต่ำลงมาของทวีปยุโรป อย่างประเทศอิตาลี ก็ได้รับผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อนมากขึ้นทุกปี ปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้น ที่ผ่านมา เวนิสถูกน้ำท่วมเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะ เป็นเมืองที่กำลังจมลงต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอย่างช้าๆ แต่ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความถี่และระดับความ ร้ายแรงของน้ำท่วมนั้นมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น

ภาพและข่าวสารเนื่องจากปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว คือภาพ เหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองเวนิส เมื่อปี 2014 ถือเป็นสภาพเลวร้ายที่สุดในรอบร้อยกว่าปี วิธีแก้ไขปัญหา คือมีความพยายามที่จะสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทำเป็นประตูน้ำและกำแพง คอนกรีตขนาดยักษ์

ขณะที่ทางการพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องกับนักท่องเที่ยวว่าสภาพน้ำท่วมแบบนี้ถือเป็นสภาพปกติ เรียกมันว่า Aqua Alta เกิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ และชาวเมืองเวนิสคุ้นเคยกับมันอย่างดี จึงดำเนินชีวิตประจำวันกันไปตามปกติ มีการจัดทำเว็บไซต์ให้ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำล่วงหน้า 4 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าเป็นมหันตภัยร้ายแรงธรรมชาติ ในความเป็นจริง น้ำไม่ได้ท่วม ยาวนานทั้งวันทั้งคืน แต่ระดับน้ำจะสูงขึ้นนานประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรืออาจจะนานที่สุดถึง 6 ชั่วโมง ต่อวัน แล้วก็จะลดระดับลง

บรรดาร้านรวงต่างๆ ในเวนิสได้ปรับตัวรับสภาพความปกติใหม่นี้กันมานานแล้ว โดยสามารถ เปิดร้านกันได้ตามปกติ ทำทางเดินยกระดับให้พ้นน้ำ มีกำแพงกั้นน้ำที่หน้าร้าน และมักจะเปิดร้านให้ดึก กว่าเดิม เพื่อเพิ่มโอกาสในการช้อปปิ้งให้กับนักท่องเที่ยว

 

การก่อการร้ายและเหตุไม่สงบ

หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ทำให้รูปแบบการเมืองระหว่างประเทศ สงคราม ความรุนแรง และความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ลัทธิการก่อการร้ายส่งผลต่อการบินพาณิชย์ การเดินทาง การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตคนทั้งโลก

มาจนถึงปัจจุบัน สงครามกลางเมืองในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดผู้อพยพจำนวน มหาศาลมุ่งหน้าไปสู่ทวีปยุโรป ที่เศรษฐกิจกำลังซบเซายาวนานไม่ต่างจากแถบอื่นๆ ของโลก และนั่นก็จะ ส่งผลต่อสภาพสังคมอย่างรุนแรง รวมไปถึงรูปแบบการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ข้อมูลจากนิตยสาร Fortune อ้างถึงการวิจัยตลาด ของ World Travel and Tourism Council (WTTC) ระบุ สถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับระยะเวลาที่ภัยอันตรายประเภท ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ดังนี้

การก่อการร้าย ส่งผลนานไม่เกิน 13 เดือน

โรคระบาด 21 เดือน

ภัยธรรมชาติ 24 เดือน

เหตุจลาจลทางการเมือง 27 เดือน

ดูเหมือนว่าภัยจากการก่อการร้ายนั้นส่งผลกระทบ ระยะสั้นที่สุด เมื่อเทียบกับอันตรายอื่นๆ แต่ก็ใช้เวลานาน เป็นปีอยู่ดี

WTTC ศึกษาสถานการณ์ในทวีปยุโรปในรอบหลายปี ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุวางระเบิดรถไฟในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ปี 2004 นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนที่นั่น ในอีกไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น การวางระเบิดในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปี 2005 ก็ส่งผลระยะสั้นๆ เช่นเดียวกัน คาดว่ารูปแบบเดียวกันนี้จะเกิดกับเหตุการณ์ร้ายในปารีส ฝรั่งเศส เมื่อปีที่แล้ว

ฝรั่งเศสมีรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยว ร้อยละ 9 ของ GDP มีแรงงานในภาคบริการท่องเที่ยว ร้อยละ 10 ของแรงงานทั้งหมด มีนักท่องเที่ยวมากถึง 84 ล้านคนต่อปี สรุปว่าประเทศที่มีความแข็งแกร่งของ ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากเหตุ ก่อการร้ายเพียงระยะสั้นๆ

เทียบกับประเทศเล็กๆ หรืออยู่ในศูนย์กลางของความ ขัดแย้ง เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายบ่อย เพราะผู้ก่อการร้าย ต้องการตอกย้ำทำลายภาพลักษณ์ รวมถึงเหตุการณ์ ไม่สงบภายในประเทศที่เกิดจากความขัดแย้ง ทางการเมือง เรื้อรัง ลักษณะแบบนี้จะได้รับผลกระทบยาวนานกว่า

นักท่องเที่ยวจากโลกตะวันตก จะได้รับคำเตือนจาก รัฐบาลของตนเองเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไปในประเทศที่ ไม่ปลอดภัย อย่างเช่น ชาวอังกฤษได้รับคำเตือนจาก รัฐบาล เรื่องความปลอดภัยในการเดินทางไปประเทศ อียิปต์ เนื่องจากเหตุจลาจลทางการเมืองช่วงอาหรับสปริง ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เดินทางไปอียิปต์ลดลง เรื่อยๆ มาตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปี 2014

 

สังคมผู้สูงอายุและเจเนอเรชั่นวาย

อัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง และอายุขัยของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก EIC Analysis สหประชาชาติ คาดการณ์สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 10 ในปี 2000 เป็นร้อยละ 20 ในปี 2050 โดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีบริการสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตดีกว่า จะยิ่งมีสัดส่วนประชากร ผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 30 ในปี 2050

ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วจากประเทศตะวันตก มีแนวโน้มในการวางแผนชีวิตหลังเกษียณ ว่าจะย้ายไปอยู่ในต่างประเทศ ที่ค่าครองชีพถูกกว่าและมีสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า ตัวอย่างจากประเทศอังกฤษ พบว่ามีแนวโน้มที่ผู้เกษียณอายุที่รับบำนาญจะ ย้ายไปอยู่ต่างประเทศมากขึ้น คาดว่าจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของคนกลุ่มนี้ทั้งหมดภายในปี 2050 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในปัจจุบัน นอกจากนี้ คนสูงอายุชาวสแกนดิเนเวียย้ายไปอยู่ในสเปนด้วยเหตุผลเรื่องอากาศและเรื่องสุขภาพ ส่วนคนสูงอายุ ชาวอเมริกันก็ย้ายไปอยู่ในเม็กซิโกเพื่อค่าครองชีพที่ถูกกว่า

ข้อเขียนนี้อ้างถึงผลวิจัย Retirement Index 2009 โดย International Living พบว่าประเทศยอดฮิตที่เป็นจุดหมาย ของการใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ 3 อันดับแรก ได้แก่ เอกวาดอร์ เม็กซิโก ปานามา ในขณะที่ มาเลเซีย และไทย เป็นประเทศ ในเอเชียที่ติดการจัดอันดับ 30 ประเทศ

นอกจากการย้ายถิ่นที่อยู่ การท่องเที่ยวก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของบริการที่คนกลุ่มนี้สนใจ ประเทศไทยต้องแข่งขันกับประเทศ ใกล้เคียง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามา โดยการเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้น คำนึงถึงค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ค่าครองชีพ และคุณภาพชีวิต ที่จะต้องทัดเทียมได้กับประเทศอื่นๆ รวมไปถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุข เพื่อส่งเสริม Medical Tourism ให้คนสูงอายุชาวต่างชาติได้ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาพยาบาล

นักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ ต้องการกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ใช้แรงกำลังไม่มากนัก อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน หอศิลปะ และสถานที่เทียมที่จัดสร้างขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจรภายในจุดเดียว เทียบกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว คือวัยรุ่นหนุ่มสาว เจเนอเรชั่นวาย ที่ต้องการบริการการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลก หรือ UNWTO ระบุว่านักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวนั้นมีจำนวนมากถึงร้อยละ 20 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าตลาดร้อยละ 18 และดูเหมือนว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวของเจเนอเรชั่นวาย คือ ประสบการณ์แปลกใหม่ พวกเขาเปิดรับโลกกว้าง และต้องการ แสวงหาความสุข จึงต้องการออกเดินทางท่องเที่ยวแบบทั่วไป เรื่อยไปจนถึงการเดินทางเพื่อไปเรียน ไปทำงาน ในลักษณะของ ทุนแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

สถานที่ท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติบริสุทธิ์ถูกเปิดเผยมากขึ้นเมื่อมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เกิดขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการ ผจญภัยแบบเอ็กซ์ตรีม พวกเขาแบ่งแยก ‘นักท่องเที่ยว’ ออกจาก ‘นักเดินทาง’ อย่างเด็ดขาด และพยายามหลีกเลี่ยงการ ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยคนรุ่นก่อน

เทคโนโลยีการสื่อสารและการตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันและกัน เจเนอเรชั่นวายจึงค้นหาข้อมูล การท่องเที่ยว จองที่พัก การเดินทาง วางแผนการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ไม่ได้สนใจบริษัทนำเที่ยวแบบครบวงจร อีกทั้งยังต้องการ ต่อรองราคาให้ต่ำที่สุด เปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่จะได้รับ ต้องแปลกใหม่และแตกต่างจากคนอื่นมากที่สุด

ความปกติใหม่ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ทำให้เกิดตลาด กลุ่มลูกค้า ช่องทาง และรูปแบบของสินค้าและบริการใหม่ที่นักธุรกิจ จะต้องพยายามปรับตัว และไม่มองข้ามความปกติใหม่เหล่านี้ โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ดำเนินมานานแล้ว

ความปกติใหม่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิถีชีวิต นำไปสู่การตัดสินใจและเลือกแบบใหม่ๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่อุปสรรคหรือ ข้อเสียไปทั้งหมด แต่ถ้าถือเป็นโอกาสและข้อดีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จะทำให้ธุรกิจที่ปรับตัวได้ทัน สามารถปรับปรุง เปลี่ยนโฉมหน้า ไปจากเดิม


เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

หมายเหตุ
ข้อมูลบางส่วนนำมาจาก

  • Alpine Ski Resorts Hope Petting Zoos Will Make Up for Lack of Snow December 30, 2015. http://www.bloomberg.com
  • Terrorism’s Effect on Tourism Doesn’t Last Very Long by Claire Zillman November 30, 2015. http://www.fortune.com
  • EIC Analysis / Note แนวโน้ม Aging Population อีกโอกาสทองของการท่องเที่ยวไทย 30 พฤศจิกายน 2010. วิธาน เจริญผล.
  • Youth Travel: The Habits of Generation Y by: Kuusela, Mikko. http://www.travel-conference.co.uk