WTM Global Trends Report โดย Euromonitor เป็นรายงานแนวโน้มทาง การท่องเที่ยวที่โดดเด่นในแต่ละปี นำเสนอในงาน World Travel Market ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2558 โดยแนวโน้มการท่องเที่ยวโลก ที่สำคัญในปี 2015 ที่ระบุอยู่ใน WTM Global Trends Report เป็นการนำเสนอกระแส หรือเทรนด์ที่เกิดขึ้นในระดับภาพรวม (Global) และในภูมิภาคหลักๆ ที่สำคัญของโลก อาทิ เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง รวมถึงการระบุถึงประเทศที่เป็นผู้เล่นหลัก ด้านการท่องเที่ยวโลก เช่น จีน อินเดีย 

 

ใน WTM Global Trends Report ระบุคำสำคัญหลายคำที่เริ่มมีความสำคัญ และเริ่มก่อตัวเป็นเทรนด์ขึ้นมา อาทิ Hipster, Uberisation ซึ่งมีความหมายเท่ากับ Sharing, Startup, Crowdsourcing แนวคิดเรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกนำเสนอใน TAT Review มาตลอดปี 2015 สามารถย้อนดูฉบับเก่าๆ ได้หากสนใจที่จะค้นคว้าเพิ่มเติม


สรุปสาระสำคัญ WTM Global Trends Report

1.
Global Overview-Uncertain Times
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอน จากปัจจัยด้านเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในหลายประเทศ การขึ้น อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกา ความผันผวนของราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจ ในสหภาพยุโรป

เศรษฐกิจของจีนที่เคยอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด เริ่มส่งสัญญาณ ความยุ่งยาก ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากดัชนีตลาดหุ้นในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ปัญหาทางการเมืองในพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ รัสเซีย และยูเครน เริ่มส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของโลก

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า จะเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าปี 2014 ด้วยอัตราร้อยละ 3.7 (ในปี 2014 มีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ 1.1 พันล้านคน เติบโตร้อยละ 4.3) เช่นเดียว กับค่าใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว โดยมีการคาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเป็นภูมิภาคที่ได้รับรายได้ทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูงสุดในรอบ 5 ปี


2.
Americas : American Dream Part 2-Work Less Play Hard
The American Dream หรือโอกาสที่ทุกคนจะสามารถก้าวหน้าหรือ ไต่เต้าเพื่อสถานะทางสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน และมักถูกตีความด้วยชั่วโมง การทำงานที่ยาวนานนั้น ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยบริษัทชั้นนำบางบริษัท เช่น Netflix, Gravity Payments และ Virgin เริ่มมีนโยบายจำนวนวันหยุด ขั้นต่ำที่ยังคงได้รับค่าจ้าง (Paid Holidays) ไม่จำกัด

กลุ่มมิลเลนเนียลและกลุ่มพนักงานในบริษัทไฮเทคที่มีนโยบายไม่จำกัด วันหยุด จะชื่นชอบการเดินทางที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร ในขณะที่กลุ่มพนักงานอเมริกันทั่วไปจะเลือกใช้บริการการจองนาทีสุดท้าย (Last Minute Booking) และแพ็คเกจทัวร์เนื่องจากมีช่วงเวลาวันหยุดยาวนานขึ้น

นอกจากนี้ รูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวอเมริกันจะเป็นการเดินทาง ตลอดทั้งปี แทนที่การเดินทางในช่วงวันหยุด


3.
UK-Digitalisation Drives Travel to Secondary Cities
เมืองรองของสหราชอาณาจักรได้พยายามใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลและสื่อไฮเทค เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่น เกมออนไลน์ และสมาร์ทซิตี้ โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data มาวิเคราะห์เพื่อส่งมอบข้อมูลที่เหมาะสมและตอบสนอง ความต้องการของนักท่องเที่ยวมากที่สุดด้วยการส่งข้อมูลที่ทันสมัย (Real Time) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในท้องถิ่นผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ในบางเมือง เช่น Bristol ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ส่งข้อมูลผ่านบลูทูธ ที่เรียกว่า Beacon จำนวน 200 จุดทั่วเมืองเพื่อส่งข้อมูลท่องเที่ยว เช่น ข้อเสนอพิเศษ ข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ไปยังสมาร์ทโฟนโดยตรง


4.
Europe : Hipster Holidays
นักท่องเที่ยวในยุโรปส่วนใหญ่มักเคยเดินทางในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมดั้งเดิม แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวเริ่มหันมาสนใจแหล่งท่องเที่ยวนอกกระแส เพื่อซึมซับ วัฒนธรรมฮิปสเตอร์ที่กำลังได้รับความนิยมแทน โดย Airbnb มีส่วนสำคัญในการ ผลักดันกระแสดังกล่าว เนื่องจากในพื้นที่ท่องเที่ยวนอกกระแสมักมีจำนวนห้องพัก ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ เมืองหลวงของชาวฮิปสเตอร์ในยุโรป ได้แก่ Kreuzberg ในเบอร์ลิน, District VII ในบูดาเปสต์ และ Miera iela ในริกา โดยกลุ่มมิลเลนเนียลเป็นกลุ่ม นักท่องเที่ยวหลักสำหรับการเดินทางประเภทนี้ โดยเน้นการเดินทางเพื่อชื่นชมวัฒนธรรม การกินที่หลากหลาย ผลงานสร้างสรรค์ ศิลปะ และการช้อปปิ้ง


5.
Technology : Travel 3.0-The Advent of Smartphone
การจองสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวผ่านช่องทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้กลายเป็นกระแสหลัก (Mainstream) ไปแล้ว ด้วยมูลค่า 96 พันล้านเหรียญดอลลาร์ สหรัฐ ในปี 2014 หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2014-2019 ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ย ต่อปีถึงร้อยละ 22

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้พยายามที่จะเพิ่มคุณค่าของ ประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยการพยายามตอบสนองความ ต้องการของนักท่องเที่ยวรายบุคคลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย เครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data ตัวอย่างที่มีให้เห็นในปัจจุบัน คือ แอปพลิเคชั่น TripAdvisor บนแอปเปิลวอทช์ ซึ่งจะส่งข้อความเตือนเกี่ยวกับร้านอาหารที่ ได้รับคะแนนสูงสุดในบริเวณใกล้เคียงในเวลาอาหารกลางวัน โดยในอนาคตข้อความเตือนดังกล่าวจะถูกออกแบบให้ส่งข้อมูล ร้านอาหารประเภทที่สอดคล้องกับความชื่นชอบของนักท่องเที่ยวด้วย


6.
Middle East :
Iran-Branding Ancient Persia
รัฐบาลอิหร่านมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ อีกครั้งด้วยการให้ Visa on Arrival แก่นักท่องเที่ยวจาก ตลาดหลัก เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย ทั้งนี้ อิหร่าน มีความโดดเด่นในเชิงแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมของเปอร์เซีย ตลอดจนตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อ การเดินทางเชื่อมต่อทางอากาศระหว่างทวีปแอฟริกา ยุโรป และเอเชีย

ในปัจจุบันยังไม่มีการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวระดับ นานาชาติในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่นักลงทุนข้ามชาติ จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจดังกล่าวภายหลังการยกเลิกมาตรการ คว่ำบาตร โดยกลุ่มธุรกิจ Rotana Rayhaan Hotel and Resort ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นกลุ่มทุนต่างชาติกลุ่มแรก ที่ประกาศจะเข้าไปลงทุนธุรกิจที่พัก 4 แห่งภายในปี 2018


7.
Africa-Discovering
The New Startup Landscape
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีในแอฟริกาเป็นปัจจัย สำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์เติบโต มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่เว็บไซต์ Hotel.ng ซึ่งเป็น เว็บไซต์จองห้องพักออนไลน์ของไนจีเรียที่ใหญ่ที่สุด มีโรงแรมเข้าร่วมกว่า 7,000 แห่งในปัจจุบัน และมี แผนการขยายธุรกิจไปยังกานาและแอฟริกาตะวันตก ภายหลังเปิดให้บริการในปี 2014 ที่ผ่านมา


8.
Global Village :
Crowdsourcing Luxury Hotels
โรงแรมหรูหราได้หันมาใช้ Crowdsourcing และ Crowdfunding สำหรับการระดมทุน และค้นหานวัตกรรมใหม่ในการดำเนินธุรกิจ โดยธุรกิจสตาร์ทอัพอย่าง Amberlair กล่าวว่าการมีส่วนร่วมในธุรกิจห้องพักตั้งแต่วันแรกจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง โรงแรมและแขกผู้เข้าพัก ทั้งนี้ ผู้ร่วมทุนกับ Amberlair จะมีส่วนร่วมในการคัดเลือก สถานที่ตั้ง และแนวคิดหลักในการตกแต่งโรงแรม

สำหรับโรงแรมยักษ์ใหญ่อย่าง Marriott ก็ใช้ช่องทาง Crowdsourcing ในการพัฒนา นวัตกรรมของธุรกิจในเครือด้วยการออกแบบผ้าเช็ดตัวและตู้ขายของอัตโนมัติ

ทั้งนี้ คุณค่าของการเป็น ‘โรงแรมที่สร้าง ออกแบบ และลงทุนโดยคุณ’ (Created by You, Designed by You, Funded by You) จะถูกนำมาหยิบยกเพื่อเป็นจุดขาย


9.
Asia : The Sharing Economy Heads to China
Sharing Economy ได้เริ่มมีการขยายตัวอย่างเด่นชัดในประเทศจีนในปี 2014 ด้วยบริการของสื่อสังคมออนไลน์ท้องถิ่น เช่น บริการรถเช่า และรถแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชั่น Weibo และ WeChat ในขณะที่แบรนด์ระดับโลกก็มีแนวโน้มเติบโตที่ดีในจีน ไม่ว่าจะเป็น Uber หรือ Airbnb ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ และเคยมีประสบการณ์ในการใช้บริการประเภท Sharing Economy มาก่อน สำหรับพื้นที่ ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับสินค้าและบริการประเภทดังกล่าวแล้ว เช่น ฮ่องกง ก็เริ่มก้าวข้ามไปสู่ สินค้าและบริการอื่นๆ เช่น การเช่ากระเป๋าเดินทางและกล้องถ่ายรูป


10.
India : Travel for the Unbanked
ประชากรอินเดียถึงร้อยละ 66 อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท โดย Bank of India คาดการณ์ ว่ามีชาวอินเดียในชนบทถึงประมาณ 500 ล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบธนาคาร ปัจจัยดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ อย่างไรก็ตาม มีการนำเสนอ บริการใหม่แก่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวที่ไม่สามารถชำระเงินออนไลน์ได้ ได้แก่ Cash On Delivery (COD) โดยลูกค้าสามารถจองสินค้าและบริการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ และเมื่อมีการชำระเงินด้วยเงินสดแล้วจึงจะได้รับตั๋ว ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกได้ว่าจะรับ ด้วยช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์



เรียบเรียง : ณัฏฐิรา อำพลพรรณ
หัวหน้างานวิจัย กองวิจัยการตลาด ททท.
ถอดความจาก WTM Global Trends Report

 

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่

TAT Review Magazine 1/2016