photo from Korat : เมืองที่คุณสร้างได้

"...หอเอนเมืองปิซา เท่าของจริง แห่งแรกของเมืองไทย!!!
มาปากช่องที่เดียว เหมือนได้เที่ยวทั่วโลก
เตรียมกล้องไว้เซลฟี่ได้เลย
หอเอนเมืองปิซา ครั้งแรกของเมืองไทย
ที่ Toscana Valley เขาใหญ่..."


เมื่อคำโปรยโฆษณาดังกล่าวเผยแพร่ออกไปไม่นานก็เกิดกระแสต่อต้านจากผู้รักความเป็นไทยมากมายตามสื่อสังคมออนไลน์ รวมไปถึงสถาปนิกหลายคนที่วิจารณ์ว่าการออกแบบเช่นนี้ ไม่คำนึงถึงบริบทของไทย และบางท่านกล่าวว่า ต้องการเห็นเมืองไทยเป็นเมืองไทยไม่ใช่อิตาลี ทำให้ผมนึกถึงพระที่นั่งอนันตสมาคมงานอิตาเลียนเรอเนสซองซ์ชิ้นสำคัญของเมืองไทยขึ้นมาในทันที

และนึกไปถึงพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 6 (ตามบันทึกของจมื่นอมรดรุณารักษ์) ที่ทรงมีต่อพระที่นั่งองค์นี้ว่าเป็นศิลปะแบบตะวันตก แม้จะงดงามและมีค่าเพียงใดก็หาใช่สิ่งที่จะอวดชาวต่างชาติได้ เพราะไม่มีอะไรที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมของไทยเลยสักนิด แต่พระองค์ก็ทรงอธิบายว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีปัจจัยแวดล้อมมากมายกำหนดที่ทำให้เข้าใจได้


ที่ทำให้นึกถึงก็เป็นเพราะว่า คำวิจารณ์ต่อกรณี Toscana Valley เขาใหญ่ เป็นไปในทิศทาง ตรงกันข้าม กล่าวคือเป็นการวิจารณ์บนฐานคิดที่ไม่คิดจะพิจารณาถึงเหตุปัจจัยอันเป็นที่มาของกระแสการจำลองตึกฝรั่งมาสร้างในสังคมไทยอย่างจริงจัง มีแต่การโยนข้อกล่าวหาเรื่อง ความเป็นไทยอย่างมักง่ายเพียงเท่านั้น และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจโครงการนี้เป็นพิเศษ


แต่ที่สนใจไม่ใช่เพราะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกระแสต่อต้าน แต่เป็นเพราะโครงการนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีต่อกระแสงานก่อสร้างโครงการลักษณะแบบนี้ที่เริ่มปรากฏมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนตัวเห็นว่าสิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ควรได้รับการอธิบาย และควรเป็นการอธิบายที่มากกว่าแค่การตะโกนใส่เจ้าของโครงการว่า “ทำแบบนี้ทำไม มันไม่ไทย ที่นี่ไม่ใช่ อิตาลี” เพราะถ้าจะทำอะไรที่ตื้นเขินไร้เดียงสาแบบนั้น ควรออกมารณรงค์เช่นเดียวกันกับพระที่นั่งอนันตสมาคมและสถาปัตยกรรมตะวันตกที่กลาดเกลื่อนเต็มพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ไปด้วย


ประเด็นคือ สถาปัตยกรรมตะวันตกเมื่อร้อยกว่าปีก่อนถูกสร้างขึ้นบนเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมการเมืองยุคล่าอาณานิคม มีงานศึกษามากมายอธิบายถึงเหตุปัจจัยอันเป็นที่มาของการสร้างตึกฝรั่งเต็มสยามสมัยนั้น ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ถึงที่มา


ดังนั้นกรณี Toscana Valley เขาใหญ่ ถ้าเราอยากหาคำอธิบายเพื่อหลีกเลี่ยงความตื้นเขินไร้เดียงสาของการวิจารณ์ เราควรทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างไร


ผมเองยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่คิดว่าครอบคลุมได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอว่า หากเราต้องการทำความเข้าใจ อย่างน้อยเราควรพิจารณาปรากฏการณ์นี้ในฐานะที่มันเป็นกระแส Themed Environments ในวัฒนธรรม Selfie Culture ของสังคมไทยร่วมสมัย


กระแสนี้หมายถึงอะไร เพื่อความชัดเจน ผมขอแยกเป็นประเด็นย่อย 3 ประการดังต่อไปนี้

ภาพจากในนิตยสาร


1.
ประการที่หนึ่ง Toscana Valley เขาใหญ่ คือภาพตัวแทนของปรากฏการณ์ทาง สถาปัตยกรรมที่ผมเรียกว่า Themed Environments


Themed Environments คืออะไร เราอาจนิยามโดยย่อได้ว่าคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ เล่นกับรูปทรงหรือสัญลักษณ์ทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่อ้างอิงและนำเราไปสู่การ สัมผัสประสบการณ์ของ Space/Time ต่างๆ ทั้งที่เป็นของในประวัติศาสตร์หรือในจินตนาการ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ สวนสนุก


แต่ปัจจุบันปรากฏการณ์ Themed Environments ได้ขยายตัวเองออกไปพื้นที่ลักษณะ อื่นมากขึ้น ที่เห็นชัดคือการสร้างที่พักอาศัยตากอากาศหรือ Community Mall ภายใต้แนวคิด แบบ Themed Environments ประเภทต่างๆ ซึ่งมีความพิเศษอยู่ตรงที่แนวโน้มการออกแบบ จะเน้นสร้างบรรยากาศพื้นที่ตลอดจนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในลักษณะจำลองสถานที่ ท่องเที่ยวสำคัญของโลกหรือไม่ก็ย้อนยุคกลับไปหาบ้านเมืองโบราณสมัยต่างๆ สิ่งนี้ทำให้พื้นที่ พักอาศัยหรือตัวร้านรวงใน Community Mall เหล่านั้นมิได้ทำหน้าที่เป็นแค่พื้นที่รองรับการ อยู่อาศัยหรือจับจ่ายซื้อของเท่านั้น แต่การมาเยี่ยมชมเปลือกอาคารเหล่านี้คือเป้าหมายในตัว ของมันเองในลักษณะไม่ต่างเลยกับการไปสถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างของโครงการ ลักษณะนี้เราสามารถพบเห็นได้มากมาย เช่น Venezia หัวหิน, Palio เขาใหญ่, Mimosa พัทยา, Pickadaily Bangkok, เพลินวาน, Venice di Iris วัชรพล, Toscana Valley เขาใหญ่, และอีก มากมายที่กำลังรอก่อสร้างในอนาคตอันใกล้


โครงการลักษณะข้างต้นมิได้เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เพราะความเข้าใจวัฒนธรรมของคนไทยร่วมสมัยกลุ่มหนึ่ง (ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย หลักของโครงการ) อย่างลึกซึ้งต่างหากที่ทำให้โครงการลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นได้


สังคมไทยมีรากทางวัฒนธรรมมายาวนานในการหลงใหลชื่นชม วัฒนธรรมตะวันตกว่าเป็นภาพสะท้อนของความศิวิไลซ์ สถาปัตยกรรม ตะวันตกเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยในทัศนะของชนชั้นนำไทย มาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแค่สถาปัตยกรรมเท่านั้น เครื่องแต่งกาย การใช้ชีวิต แฟชั่น ประเพณี พิธีกรรม ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่รับเอาอิทธิพลตะวันตก มาใช้และถือเป็นแม่แบบมาตรฐานของความเจริญมาโดยตลอด ดังนั้น การจำลองรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกขึ้นในสังคมไทย ด้านหนึ่ง ตัวมันจึงเป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์และทันสมัยเสมอในสายตาคนไทย ไม่ว่ารูปแบบจะเป็นการลอกเลียนมาทั้งหมดก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะประเด็นเรื่อง ‘ความจริง-ปลอม’ ไม่เคยเป็นปัญหาในทัศนะคนไทย


อาคารราชการ วัง ตำหนัก แบบตะวันตกที่สร้างขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน ก็ล้วนเป็นของจำลองและลอกเลียนไม่มากก็น้อยทั้งสิ้น และตึกเหล่านั้น ก็มีสถานะเป็นฉากแห่งความศิวิไลซ์ที่เราสร้างไว้เพื่ออวดชาวต่างชาติว่า เราเจริญทัดเทียมไม่แพ้กัน ดังนั้นการสร้างที่พักตากอากาศ หรือ Community Mall โดยลอกเลียนเวนิส, ลอนดอน, ปารีส, หรือ หอเอนปิซา จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และภายใต้ทัศนะว่าด้วยความศิวิไลซ์ การจำลองตึกเหล่านี้ จึงประสบความสำเร็จในเชิงการตลาดมาโดยตลอดหลายสิบปี การสร้าง บ้านที่เต็มไปด้วยเสาโรมันและยอดโดมจึงขายดิบขายดี และการไปเดิน ช้อปปิ้งภายใต้บรรยากาศสถาปัตยกรรมตะวันตกจึงเป็นเรื่องที่สามารถ อวดเพื่อนๆ ได้ การโวยวายเรื่องเมืองไทยไม่ควรมีสถาปัตยกรรมรูปแบบ เช่นนี้เพราะผิดบริบทจึงเป็นเรื่องของคนที่หลอกตัวเองและไม่เคยรู้จัก วัฒนธรรมไทยเลย


2.
คำถามที่เกิดขึ้นต่อมาคือ Themed Environments ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทำไมถึงขยายตัว อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคำถามนี้นำเราไปสู่ประเด็นที่สองของบทความที่ว่าด้วย Selfie Culture


มีงานศึกษามากมายอธิบายว่าปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคสมัยแห่งการ Selfie ยุคสมัย ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีถ่ายภาพที่ติดมากับกล้อง Smartphone การพัฒนาในเชิงเทคโนโลยีดังกล่าวนำมาซึ่งวัฒนธรรมใหม่ของการถ่ายภาพตัวเอง แน่นอน ภาพถ่ายตัวเองสามารถย้อนประวัติศาสตร์ไปได้ไกลร่วมร้อยปี แต่ภาพถ่ายตัวเองที่มาพร้อมกับ การแชร์ภาพได้อย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดไม่ถึง 10 ปีมานี้


ภาพถ่าย Selfie มีนัยในทางสังคมมากกว่าภาพถ่ายที่อัดขยายผ่านฟิล์มอย่างเทียบกัน ไม่ได้ ภาพอัดขยายแบบเดิมทำหน้าที่เป็นเพียงภาพถ่ายเก็บความทรงจำเฉพาะบุคคลหรือ ครอบครัว มากที่สุดก็เอาออกโชว์เพื่อนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ภาพถ่าย Selfie (และไม่ Selfie แต่ถ่ายโดย Smartphone) สามารถเป็นทั้งการเก็บความทรงจำเฉพาะบุคคลและเป็นทั้ง การสื่อสารตัวตนออกสู่สาธารณะไปพร้อมๆ กัน เพราะพื้นที่ในโลกสังคมออนไลน์ได้ทำให้เส้นแบ่ง ระหว่างส่วนตัวกับสาธารณะพร่าเลือน ณ ขณะที่เราแชร์ภาพถ่ายของเรา มันเป็นทั้งการโชว์ ตัวตนให้กับคนที่เรารู้จักและไม่รู้จักไปพร้อมๆ กัน เรากินอาหารอะไร ออกกำลังกายแบบไหน อ่านหนังสือประเภทใด ไลฟ์สไตล์คืออย่างไร ทั้งหมดสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ และเครื่องมือ ที่สำคัญที่สุดคือภาพถ่าย Selfie


ภาพถ่าย Selfie จึงมีพลังทางสังคมและมีเสน่ห์ทำให้คนในยุคสมัยใหม่หลงใหลจน นักวิชาการมากมายนิยามว่ามันเป็น Selfie Culture เพราะเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เอื้อให้ เราสามารถอวดโชว์ตัวเองได้โดยไม่โดนกล่าวหาว่าเป็นคนชอบอวด อันเป็นผลพลอยได้สำคัญ ที่มาจากความพร่าเลือนของพื้นที่โลกสังคมออนไลน์ที่เป็นทั้งพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะในเวลา เดียวกัน


Selfie Culture ทำให้ฉากหลังและสภาพแวดล้อมของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ต้องปรับตัวเอง ปรับจาก การเป็นเปลือกหุ้มอาคารมาสู่การเป็นฉากถ่าย Selfie แน่นอนว่าเปลือกอาคารในอดีตก็มิได้มีสถานะเป็นแค่ เปลือกอาคาร แต่ต้องมีความสวยงามหรือนัยทางความหมายมากมายแฝงอยู่เหมือนกัน แต่ในยุค Selfie Culture เปลือกอาคารยิ่งต้องมีสถานะแห่งการเป็นฉากเพื่อการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปลือกอาคาร เหล่านี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความเป็นตัวตนของมนุษย์ในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นผ่าน Selfie Culture


ประเด็นนี้จึงเป็นคำตอบ (อย่างหนึ่งในทัศนะผม) ว่าทำไม Themed Environments จึงกลายเป็น กระแสอย่างชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หากเราย้อนไปก่อนหน้านี้ Community Mall ก็ไม่ได้เน้นเปลือกอาคาร ที่เล่นกับยุคสมัยทางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่หลากหลายและแฟนตาซีมากเท่านี้มาก่อน แต่ด้วยการให้ ความสำคัญกับภาพถ่ายตนเองเพื่ออวดโชว์มากขึ้น ฉากของ Community Mall จึงมีบทบาททางสังคมและ นัยในเชิงความหมายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อผนวกเข้ากับประเด็นแรกที่ผมเน้นถึงนัยแห่งความศิวิไลซ์ ของหน้าตาตึกแบบตะวันตกในทัศนะคนไทย ยิ่งทำให้ผมเห็นว่ามันเป็นคำตอบของกระแสการสร้างโครงการ ลักษณะนี้ที่ต้องทำฉากอาคารเป็น เวนิส, ปารีส, อัมสเตอร์ดัม, ลอนดอน ฯลฯ


ถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้ได้ดี เราก็จะเข้าใจทันทีว่าทำไมโฆษณาของ Toscana Valley เขาใหญ่ จึงมีประโยคที่เขียนไว้ว่า “...เตรียมกล้องไว้เซลฟี่ได้เลย...” เป็นส่วนหนึ่งของคำโฆษณา เพราะเจ้าของ โครงการเข้าใจวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน เพราะถ้าใครตามงานศึกษาเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคม ออนไลน์อย่างใกล้ชิดก็จะพบว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้สื่อชนิดนี้สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก


3.
ประเด็นที่สาม คือ ความคับแคบของการนิยามความเป็นไทยทางศิลปะและสถาปัตยกรรม


ในสังคมไทยร่วมสมัย เมื่อต้องการนำเสนอภาพแห่งความเป็นไทย สิ่งที่เรานึกออกมีเพียงอย่างเดียว คือการหวนย้อนกลับไปหาศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบจารีต ซึ่งหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นวัดและวัง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาพตัวแทนสำเร็จรูปของความเป็นไทย


ไม่ปฏิเสธว่าปัจจุบันนิยามความเป็นไทยเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นและนำไปสู่ภาพตัวแทนที่หลากหลาย ไกลออกจากวัดวังบ้าง เช่น วัฒนธรรมชาวบ้าน, ตุ๊กๆ, กระบุงตะกร้า ฯลฯ แต่กระนั้น กระแสหลักเมื่อรัฐ หรือสังคมต้องการนิยามหรือนำเสนอภาพความเป็นไทย วัดวังและศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงมักจะถูกหยิบยก มาเป็นอันดับแรกเสมอ


เมื่อวัฒนธรรมชั้นสูงคือภาพตัวแทนหลักของความเป็นไทย จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะเล่นกับสัญลักษณ์ เหล่านี้ในโครงการเชิงพาณิชย์ทั้งหลาย เพราะสุ่มเสี่ยงจะโดนกล่าวหาว่าไม่รู้จักกาลเทศะ เอาของสูง มาทำเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเพื่อทำมาหากิน เช่นหลายกรณีของโรงแรมต่างๆ ที่มักจะโดน ข้อกล่าวหานี้อยู่เสมอๆ


ผนวกกับกลุ่มเป้าหมายของโครงการเหล่านี้ (บ้านพักตากอากาศ หรือ Community Mall) คือกลุ่ม คนไทยเป็นหลัก แตกต่างจากโรงแรมหรือรีสอร์ทที่กลุ่มลูกค้าคือชาวต่างชาติที่ต้องการมาสัมผัสความ Exotic ของโลกตะวันออกและความเป็นไทย ดังนั้น การออกแบบโครงการเหล่านี้ด้วยรูปลักษณ์ศิลปะและ สถาปัตยกรรมแบบไทยจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ศิลปะสถาปัตยกรรมตะวันตก จึงเป็นทางออกที่สมบูรณ์ เพราะไม่โดนกล่าวหาว่านำสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นของสูงมาทำมาหากิน ภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสายตาคนไทยคือความศิวิไลซ์ทันสมัย และกลุ่มเป้าหมายหลัก ที่ไม่ใช่ชาวต่างชาติ


ทั้งหมดนี้จึงเป็นคำตอบ (ในทัศนะส่วนตัว) ว่าทำไมปรากฏการณ์ Themed Environments ที่เต็มไป ด้วยการจำลองและลอกเลียนสถาปัตยกรรมตะวันตกจึงกลายเป็นกระแสนิยมที่พุ่งขึ้นอย่างมากในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา


และสำหรับกลุ่มผู้พิทักษ์ความเป็นไทยทั้งหลาย ถ้าคิดว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นปัญหาและอยากแก้ไข ก็ขอให้พิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้นถึงปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม ดังตัวอย่างที่ผมพยายามวิเคราะห์ในบทความนี้ แม้ว่าจะไม่เชื่อสิ่งที่บทความนี้วิเคราะห์เลยก็ตาม ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ผมก็หวังว่าเหล่าผู้พิทักษ์ ความเป็นไทยเหล่านั้นจะมีสติมากพอที่จะทำการศึกษาและค้นหารากเหง้าของปรากฏการณ์มากกว่าแค่การ ตะโกนใส่โครงการเหล่านั้นด้วยข้อหาง่ายๆ ว่าไม่คำนึงถึงความเป็นไทย หรือด้วยคำกล่าวมักง่าย เช่น ต้องการ เห็นเมืองไทยเป็นเมืองไทยไม่ใช่อิตาลี



เรื่อง : ชาตรี ประกิตนนทการ
อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

photo "Pisa tower" from Korat : เมืองที่คุณสร้างได้

 

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่

TAT Review Magazine 1/2016