เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดพิธีเปิด ‘ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว’ หรือที่เรียกกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘TAT Academy’ ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยในช่วงท้ายของพิธีเปิด ททท. ได้เชิญสามหนุ่มนักเขียน + นักท่องเที่ยวผู้มีประสบการณ์จากการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศที่น่าสนใจ มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหัวข้อ ‘ความรู้แปลงร่าง’ เพื่อนำเสนอมุมมอง ที่เน้นการนำความรู้ไปสู่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการเดินทาง ตลอดจน Trend หรือแนวโน้มทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ของโลกที่เกิดขึ้น โดยเชื่อมโยงให้เห็นว่าแนวโน้มดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใดบ้าง และการผลักดันงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง สำหรับวิทยากรสามท่านที่ TAT Review ได้เอ่ยถึงไปแล้วข้างต้น ประกอบด้วย

 

  1. โตมร ศุขปรีชา
    บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร GM คอลัมนิสต์นิตยสารชั้นนำหลายฉบับ
    ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ‘วัฒนธรรม ชุบแป้งทอด’ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ซึ่งได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ฯลฯ
  2. สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์
    ครีเอทีฟและผู้กำกับ โฆษณา นักเขียนผู้ใช้นามปากกา ‘นิ้วกลม’ ฯลฯ
  3. ทีปกร วุฒิพิทยามงคล
    นักเขียน / Web Master ทางด้าน IT และ Social Network ฯลฯ

TAT Review เห็นว่าการเสวนานี้น่าสนใจ จึงขอสรุปมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ และหวังว่าเนื้อหาบางช่วงบางตอนจะสามารถจุดประกายความคิด หรือเป็นแนวทาง ให้ท่านนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวกันต่อไป ดังนี้


 

โตมร ศุขปรีชา

‘ความรู้’ เป็นเรื่องสนุกสนาน แต่อันดับแรกนั้นต้อง ‘รู้’ ก่อนว่ามีเรื่องอะไรที่น่าสนใจบ้าง โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ ที่ซับซ้อน และมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนเดิมมากขึ้น


แนวโน้ม (Trend) ใหญ่ๆ ที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทั่วโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว หลายแนวโน้ม เกิดขึ้นแล้ว หลายแนวโน้มกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะมี ผลกระทบไม่เฉพาะต่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบกับ ชีวิตของทุกคน มีอยู่ 4 แนวโน้ม ได้แก่


1. ความเป็นเมือง (Urbanization)

  • องค์การสหประชาชาติ ระบุว่าภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) คนจะเข้ามาอยู่ในเมืองถึงประมาณ 70-80% นับเป็นสิ่งที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

  • คนจะเริ่มเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น เมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ เท่านั้น อาจจะเป็นเมืองอย่างอุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี ฯลฯ ซึ่งเริ่มพัฒนาจนมีความเป็น เมืองแบบเดียวกับกรุงเทพฯ มากขึ้น

  • การย้ายถิ่นฐานดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการเข้ามาอยู่ในเมือง เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการของมนุษย์ด้วย เพราะเมื่อก่อนคนอยู่ในชนบท ใช้แรงงานมาตลอด การเข้ามาอยู่ ในเมืองจึงทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ๆ เช่น การนั่ง กลายเป็น อิริยาบถที่คนทำมากที่สุดในชีวิต เพราะต้องนั่งขับรถ นั่งทำงาน เป็นต้น

  • การเข้ามาอยู่ในเมืองทำให้เกิดความเข้มข้นของความหลากหลาย เพราะคนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไม่สามารถที่จะอยู่ในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ ได้อีกแล้ว จะต้องเข้ามากระจุกกันอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ความคิดในเรื่อง ของความเป็นส่วนตัว พื้นที่สาธารณะจะเปลี่ยนไป

  • ทำให้มีพัฒนาการในเรื่องของการ เดินทางอย่างเข้มข้น หลากหลายมากขึ้น เมืองมีพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือไปจากพื้นที่ สำหรับนักท่องเที่ยว (Tourist Zone) หรือ กับดักนักท่องเที่ยว (Tourist Trap) ซึ่ง สมัยก่อนเมื่อนักท่องเที่ยวไปเที่ยวตาม เมืองต่างๆ ต้องมีวัตรปฏิบัติ หรือมาตรฐาน ที่ต้องไป ต้องทำ แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยว ไม่ต้องเดินทางไปในเมืองนี้แล้วพบแต่ร้าน กาแฟร้านนี้ ร้านเบอร์เกอร์แบบนี้อีกแล้ว แต่จะพบอะไรบางอย่างที่แปลกแตกต่าง ออกไป ไม่เหมือนเดิม

  • กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นเมืองที่มีความหลากหลายมาก จะมี อาชีพใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งเกิดจาก Urbanization หลายอาชีพ เช่น การจัด Gastro Rally หรือการ นำเที่ยวแบบพาไปกินอาหาร ซึ่งการ นำเที่ยวประเภทนี้มีวิวัฒนาการมาหลาย ยุคสมัยดังนี้

    • ยุคแรก ต้องไปกินอาหารตามร้าน ที่ Guide book แนะนำไว้ หรือร้าน ที่เป็นที่รู้จัก ลือชื่อของเมืองนั้น ซึ่งจะเป็น การให้คะแนนโดยคนคนเดียว หรือ Guide book เล่มหนึ่งที่มีคนเขียนคนเดียว

    • ยุคที่ 2 เกิดพัฒนาการไปกินตาม Application ซึ่งประชาชนทั่วไปจะเป็น ผู้ให้ดาว หรือแสดงความคิดเห็นว่าร้านนี้ดี หรอื ไม่ เป็นการใหข้ ้อมูลโดยผ่านอำนาจของ คนมากมาย

    • ยุคที่ 3 คนเริ่มรู้สึกว่ามี Application อย่างเดียวไม่พอ เพราะอาจจะมีคำแนะนำที่ แตกต่างกันมากเกินไป จึงต้องการกลับไปหา คำแนะนำของใครบางคน

      Gastro Rally เห็นช่องว่างดังกล่าว จึงเข้ามาทำกิจกรรมนี้ โดย Tailor-made ตามความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า แต่ละคน เช่น การกินอาหารที่หรูที่สุด ของเมือง ณ ภัตตาคารที่หรูที่สุด การ ตระเวนไปกินอาหารตามร้านที่ Indy มาก ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่เคยไป นักท่องเที่ยว อาจจะไม่มีวันได้รู้จัก หรือการพาไปกิน อาหารค่ำที่บ้านของชาวเมืองนั้น เพื่อให้ ลูกค้าได้รู้จักเมืองหรือผู้คนที่อาศัยอยู่ใน เมืองนั้นๆ อย่างแท้จริง

  • เกิดวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ขึ้น เรียกว่า Mingled Society คือสังคมที่ผสมผสาน ปะทะ ปะปนกันไปหมด ซึ่งผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจจะลำบากใจกับความ Mingle ความ Mix ความผสมผสานดังกล่าว เพราะอาจจะคุ้นเคย กับการจัดทัวร์แบบ 6 - 7 - 8 คือทุกคนต้องตื่น 6 โมงเช้า 7 โมงกินอาหาร 8 โมงล้อหมุน สังคมสมัยก่อนเป็นแบบนั้น คือสามารถบอกได้ว่าแบบแผนชีวิตของคน คือ ตื่น ทำงาน กินอาหารเป็นมื้อ

  • เกิด Trend เรื่อง Breakfast All Day สมัยก่อนร้านอาหาร หรูๆ จะเปิดขายอาหารกลางวันเวลา 11.00 - 14.00 น. แล้วเปิด ขายอาหารค่ำอีกครั้งเวลา 19.00 - 22.00 น. แต่ในโลกปัจจุบัน ร้านอาหารไม่สามารถจะเปิดเป็นช่วงได้แล้ว ทุกอย่างผสมกันไป หมด แม้กระทั่งมื้ออาหาร ไม่ต้องมี Breakfast หรือ Brunch เพราะบางคนอาจจะตื่น 4 โมงเย็น แล้วอยากกินอาหารเช้า ตอน 4 โมงเย็นก็ได้ มื้ออาหารจึงถูกทำลายลงไป

  • ไม่ต้องการพื้นที่ทำงานแบบออฟฟิศหรือห้องประชุมแล้ว เพราะอาจจะไปทำงานหรือประชุมในร้านกาแฟ นัดคุยงานกัน ที่สวนสาธารณะ ระหว่างไปวิ่ง หรือระหว่างเวลาพักขณะที่ไป ร่วมกลุ่มจักรยาน ฯลฯ คือผสมกันไปหมด ทั้งเล่น ทั้งทำงาน

  • ทุกคนต้องการสิ่งที่มีความเป็นเฉพาะตัวมากขึ้น (Tailormade) ไม่สามารถไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เหมือนเมื่อก่อน


2. Digital Age

  • เป็น Trend ที่เข้ามาแล้วทำให้ชีวิตที่เคยมีแบบแผนค่อนข้าง จะแตกสลายไปหมด

  • ทำงานแบบ Freelance หรือทำ Startup Business คือ ไม่รับราชการ ไม่ทำงานบริษัท ซึ่งจะต้องไปทำงาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 5 หรือ 6 โมงเย็น แต่จะเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ของ ตนเองที่ใช้เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ

  • มีลักษณะชีวิตที่สำคัญอย่างหนึ่งคือทำอะไรไม่เป็นเวลา บางคนตื่นขึ้นมา ทำงานตั้งแต่ตี 4 ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องประสานงานกับต่างประเทศที่มี Zone เวลาไม่เหมือนกัน บางคนนอนตอนกลางวันแล้วทำงานตอนกลางคืน บางคน อาจจะตื่น 10 โมง หรือบ่าย 3 โมง

  • วิธีทำธุรกิจแบบ Freelance เป็น Model ที่จะสอดรับกับวิถีชีวิตและโลก ของการท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งในยุคหนึ่งที่ผ่านมา คนอาจจะเห็นว่าวิธีทำธุรกิจ แบบนี้ไม่ไปไหน ไม่เติบโต ตัวอย่างเช่นที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น จะพบร้าน เล็กๆ ที่อยู่มา 400 ปี ซึ่งยืนยันว่าจะอยู่เท่านี้ จะขายเท่านี้ จะไม่ขยายอะไรทั้งนั้น นั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดแบบญี่ปุ่น คืออยู่แบบที่ตนเองอยู่ ภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเป็น โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องของการขยายมาก

  • หลายประเทศในยุโรปมี Small Luxury Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ที่อาจจะได้ Michelin Star 3 ดาว ขายอาหารบางอย่างที่อร่อยมาก และไม่ขยายออกไปอีก นักท่องเที่ยวจะต้องไปกินอาหารนี้ที่โรงแรมนี้ จึงเป็นความภูมิใจให้ทำและรักษา อาหารชนิดนี้ไว้ให้ดีที่สุด


3. Ageing Society
หมายถึงสังคมที่มี ‘ผู้สูงอายุ’ มากขึ้น

  • คำว่า ‘ผู้สูงอายุ’ หมายถึงพวกเราทุกคนซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นผู้สูงวัย แต่เป็น ผู้สูงวัยที่หัวใจยังเป็นเด็ก ได้รับอิทธิพลจากชีวิตที่ผ่านมา มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความกระตือรือร้น ฯลฯ

  • Ageing Society ในอนาคตจึงไม่ใช่ความหมายของสังคมผู้สูงอายุในแบบที่ ทุกคนจะอยู่บ้าน ไม่ออกไปไหน แต่ยังจะต้องออกมาอยู่ข้างนอก เดินทาง อยู่ในเมือง ใช้ชีวิตกลางแจ้ง ฯลฯ มากขึ้น

  • ดังนั้น จะต้องออกแบบ ‘เมือง’ หรือ ‘พื้นที่สาธารณะ’ ในอนาคตอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับคนสูงอายุมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวว่า จะมีทัวร์แบบไหนที่จะตอบรับ ตอบสนองผู้สูงอายุซึ่งข้อเข่าไม่ดีแล้ว หรือบางคน อาจจะต้องนั่งรถเข็น เป็นต้น


4. Sustainability
คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน

  • บางคนบอกว่า Sustainability เป็น Luxury แบบใหม่

  • โรงแรมที่มัลดีฟส์ทำน้ำดื่มและหมุนเวียนน้ำทุกอย่างมาใช้เอง นับเป็นมูลค่าเพิ่ม สำหรับนักท่องเที่ยวที่คิดว่าตนมีสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนอยู่ จึงเลือกไป สถานที่แบบนี้

  • คนญี่ปุ่นชอบ ‘คิดใหญ่’ (Big Idea) คือคิดผนวกเรื่องเล็กๆ เรื่องวิถีชีวิต เรื่อง โครงสร้าง เรื่องของการท่องเที่ยว ฯลฯ ใส่เข้าไปในโครงสร้างใหญ่ๆ ตั้งแต่ต้น 

ตัวอย่างเช่นที่เมืองโอโนมิจิ มีการสร้างทางจักรยานบนสะพานที่ข้ามไปยังเกาะ ชิโกะกุ ซึ่งคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ถ้าไม่คิดวางแผนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ Highway เส้นนี้มีจุดขายเป็นทางจักรยานด้วย เมื่อขี่จักรยานไปตามเส้นทางแล้วไปพบวังน้ำวน ก็จะมีคำอธิบายว่าทำไมจึงมีวังน้ำวนบริเวณนี้ ซึ่งคำอธิบายนี้ผ่านความสงสัย ผ่านความทึ่งในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และผ่านความรู้ คือการทำวิจัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับภูมิศาสตร์บริเวณนั้น จึงได้เกิดวังน้ำวนนี้ขึ้นมา

  • ญี่ปุ่นเป็นเกาะ มีประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงมีการ ควบคุมกันและกันทางสังคม หากคุณเปิดร้านขายของขึ้นมา ร้านหนึ่ง คุณจะไม่สามารถหลอกลวง โกง หรือผลิตของที่ ไม่มีคุณภาพออกมาได้ แต่คุณจะต้องแข่งกันเพื่อทำให้เห็น ว่าคุณได้ผลิตสิ่งที่ดีที่สุด และความดีนี้ฝังอยู่ข้างในจริงๆ

  • การท่องเที่ยวแบบไทยๆ จำนวนมากที่ทำกันอยู่ใน ปัจจุบันนี้ เราไม่ได้ทำเพราะภูมิใจกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมา หรือไม่ได้ภูมิใจกับทะเลจริงๆ แต่ทำอย่างไรก็ได้ที่อยากได้เงิน เข้ากระเป๋าให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเพราะเราเป็น ประเทศที่ยากจนหรือเปล่า แต่ความจนไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ ที่ใจ ที่สำนึกว่าเราต้องการคิดว่าตนเองจนหรือไม่ เราจะเห็น เศรษฐีจำนวนมากที่ขายอะไรก็ได้เพื่อที่จะให้ได้เงินมา แต่มี บางคนที่ไม่สามารถขายอะไรก็ได้ แต่ต้องขายในสิ่งที่เขา ภูมิใจ

  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยจำนวนมากเป็นเรื่อง ไม่จริง (Fake) คำถามคือทำไมจึงไม่จริง ไม่ใช่เพียงเรื่อง ของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เกือบทุกมิติที่มีปัญหาเรื่องนี้ เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก เคยมีปัญหาว่านักออกแบบ ไทยคิดได้แต่ทำไมสื่อสารไม่เป็น ต้องถามว่า ที่สื่อสารไม่เป็นนั้นเป็น เพราะคิดได้จริงๆ หรือ ถ้าคิดได้ รู้สึกได้ มีพลัง มีอารมณ์ มีความอัดอั้น ตันใจบางอย่างกับสิ่งนั้น ทำไมสื่อสารไม่ได้ เพราะ การสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่คิดขึ้นมาลอยๆ ไปลอกอะไรมาแล้ว จึงมีเรื่องมาสื่อสาร

  • ประเทศไทยมีเกาะพีพี แล้วเพียงแต่สร้างบ้านพักขึ้นมา ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกลมกลืนอะไรกับพื้นที่ และไม่เคยสนใจ ใฝ่หาความรู้ว่าพื้นที่ แม่น้ำ หรือทะเลบริเวณนั้นเป็นอย่างไร

  • ที่เขาใหญ่ นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมสถานที่ ท่องเที่ยวที่สร้างแบบยุโรปน้อยลง เพราะสร้างไป แบบแกนๆ ไม่มีเรื่องเล่าว่าคืออะไร ดังนั้น ถ้าคุณ รักพรอว็องส์ (Provence) ประเทศฝรั่งเศสมาก คุณควรทำสถานที่ออกมาให้เหมือนพรอว็องส์ อยู่ที่นั่นจริงๆ มีชีวิตแบบชาวพรอว็องส์จริงๆ หรือ อาจจะถ่ายทอดความรู้ ทำเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม พรอว็องส์ ฯลฯ แต่ส่วนมากเราไม่ได้ทำแบบนั้น เราเพียงแต่สร้าง โดยนำ ‘เปลือก’ ของเขามา ตั้งไว้ตรงนั้น แล้วให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปโดยมี สิ่งเหล่านั้นเป็นฉากหลัง

  • การศึกษาความรู้จากท้องถิ่นของตนเอง จะก่อให้เกิดวัตถุดิบใหม่ขึ้นมา เราเพียงแต่นำ วัตถุดิบที่มีอยู่แล้วมาทำให้เป็นสิ่งที่เราเท่านั้น ที่มี และนักท่องเที่ยวเองก็เปลี่ยนไป เขาจะหา ประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ต้องการไปสัมผัส สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ และเที่ยวอย่างหาความรู้ มากขึ้นด้วย ซึ่งถ้าเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นเปลือก บางครั้งก็จะไม่ยั่งยืน แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่มีความลึก กว่า ก็สามารถจะไปหาความรู้ได้อยู่

 


 

สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์

สังคมไทยมีคนที่มี ‘ความรู้’ มีข้อมูลมากมาย และในขณะ เดียวกันก็มีคนที่เสพ ‘ความบันเทิง’ เป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่ สองส่วนนี้มีช่องว่างที่ขาดหายไป คือคนที่มีความรู้จะรู้สึกว่า เขามีความรู้มาก แต่ทำไมเวลาแปลงความรู้ออกมาแล้วจึงไม่ถึง หูคนอื่น คนไม่อยากฟัง จึงไม่ทราบว่าจะทำประโยชน์จากความรู้ ที่มีอยู่อย่างไร ส่วนบางคนอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย แต่รู้สึกว่าไม่มีเนื้อหา จะนำอะไรมาสื่อสารออกไปดี ซึ่งเรื่องนี้ เกิดขึ้นในทุกธุรกิจ รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย คือมีข้อมูลมากมาย แต่จะผนวกสิ่งเหล่านั้นผ่านความคิดสร้างสรรค์เพื่อที่จะสื่อสาร ออกไปสู่สังคม กลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้าได้อย่างไร

1. ความเป็นเมือง (Urbanization)

  • การเกิดขึ้นของเมืองเปลี่ยนชีวิตของคนในเมือง และเปลี่ยน ชีวิตของคนที่เดินทางไปเยือนเมืองนั้นด้วยเช่นกัน

  • ชีวิตคนเราเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนการเดินทางไปจังหวัด เชียงใหม่เป็นเรื่องใหญ่ ต้องขึ้นรถทัวร์ไป ต้องถ่ายรูปกันที่สนามบิน ดอนเมือง ฯลฯ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้รู้สึกว่าการไปเชียงใหม่เป็นเรื่อง ใหญ่โตอะไรเลย

  • วัฒนธรรมของความเป็นเมืองเริ่มเข้าไปในจังหวัดใหญ่ต่างๆ เช่น จังหวัดอุดรธานี มีร้านกาแฟเก๋ๆ หลายแห่ง มี Trend ขี่จักรยาน หรือที่จังหวัดภูเก็ตก็เกิดร้านเท่ๆ ขึ้นหลายร้านบนถนนที่มีตึกเก่า แบบชิโน-โปรตุกีส

  • คำหนึ่งที่ชัดเจนมากสำหรับความต้องการของคนยุคนี้คือคำว่า ‘Tailor-made’ ซึ่งคือการตัดเฉพาะตัว เหมือนเสื้อผ้าที่ตัดมาให้เรา คนเดียว ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งความเป็น Tailor-made ในแง่ของการ เดินทางท่องเที่ยวคือการได้ไปเที่ยว ไปกิน ไปสัมผัสผู้คนในแบบที่ ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน ความต้องการนี้กำลังเกิดเพิ่มมากขึ้น และก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ หรือสร้างมูลค่าใหม่ๆ ได้อีกมากมาย

  • รายการนำเที่ยวบังคับที่ว่าถ้าไปกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่แล้ว คุณต้องไปที่ไหนนั้น เมื่อลง Facebook แล้วไม่เท่ ต้องเป็นสถานที่ ที่ลงแล้วเพื่อนถามว่าคือที่ไหน

  • ความเป็นเมืองก่อให้เกิดความหลากหลายของรสนิยมที่ ผสมอยู่ในแต่ละเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบถ้าเราเห็นและ สามารถดึงขึ้นมาเป็นจุดขายที่จะสร้างความต้องการใหม่ให้ได้ เช่น นักท่องเที่ยวคิดว่าต้องพักโรงแรมดีๆ หรูหรา แต่ถ้าคุณมีโรงแรมเก่า สมัยคุณตาอยู่ที่จังหวัดมุกดาหารสักโรงแรมหนึ่ง นั่นอาจจะเป็นจุดขายหนึ่งก็ได้ว่า หากนักท่องเที่ยวได้ไปพักที่โรงแรมของคุณ เขา จะได้สัมผัสมุกดาหารในแบบมุกดาหารจริงๆ หรือแม้กระทั่งบ้านของ ตัวเองก็ยังเปิดเป็น Airbnb ได้

  • ขณะนี้มี Trend อนาคตที่น่าจะกำลังมาเหมือนกัน คือ Bleisure ซึ่งมาจากคำว่า ‘Business’ และ ‘Leisure’ ซึ่ง Trend นี้จะแยกการ เดินทางท่องเที่ยวไปพักผ่อนออกจากการทำงานยากมาก เพราะเมื่อ ไปพักผ่อนก็ทำงานด้วย และเวลาทำงานก็ต้องการพักผ่อนด้วย ซึ่งจะ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน


2. Ageing Society

  • ตลาดผู้สูงอายุกว้าง มีความต้องการมาก แต่เมื่อพูดถึงทัวร์ ผู้สูงอายุ เราจะไม่ได้นึกถึงเพียงมีผู้สูงอายุไปเที่ยวกันโดยรถบัส แต่จะตามมาด้วยอะไรอีกมากมาย เช่น เริ่มมีการให้ Rating โรงแรม ที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะได้รับการออกแบบมาอีกแบบหนึ่งให้อยู่แล้ว สบาย หรือยานพาหนะต่างๆ แม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านกาแฟที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ยังเกิดอะไรใหม่ๆ ได้อีกมากมาย


3. Emotion, Experience & Ekkalak

  • สิ่งสำคัญมากของนักท่องเที่ยวยุคนี้คือเรื่องของอารมณ์ (Emotion) การไปเที่ยวนั้นไม่ได้เพียงต้องการไปเห็นสถานที่สวย หรือไป รับรู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้น

  • เมืองซัปโปโร เป็นเมืองหลวงของฮอกไกโด เป็นเมืองที่ความจริง แล้วไม่ค่อยมีอะไร สิ่งเดียวที่เห็นอยู่กลางเมืองคือ ‘หอคอย’ ซึ่งไม่มี ความน่าสนใจอะไร แต่ระหว่างทางที่จะขึ้นไปดูนั่นเองที่เปลี่ยนอารมณ์ ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวให้เริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่หอคอยแล้ว แต่เป็น คุณลุงคนหนึ่งชื่อโอโต้ซัง (Otosan) เมื่อขึ้นไป นอกจากมีโลโก้แล้ว ก็เริ่มมีเครื่องดื่ม มีของที่ระลึกต่างๆ มีเสื้อวาดเป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ขาย มี Character หอคอยพ่อที่บอกหอคอยลูกให้ตั้งใจเรียนหนังสือ ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มรัก เริ่มมีอารมณ์ เมื่อลงมาแล้วจึงมองหอคอยนี้ ไม่เหมือนเดิม นี่เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเก่งมาก คือไม่ได้หมายความว่าต้อง สร้างการ์ตูนเท่านั้น แต่สร้างอารมณ์บางอย่างเข้าไปในสิ่งที่ได้สัมผัส ซึ่งจะเปลี่ยนความธรรมดาให้มาแตะหัวใจเรามากขึ้น

  • คนญี่ปุ่นมีความคิดหนึ่งที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของเขา คือเขาคิด ว่าทุกอย่าง ‘มีชีวิต’ มุมมองแบบนี้สร้างความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา คือความ รู้สึกของการคิดถึง ‘คน’ ปกติเรามักจะคิดในมุมของคนที่อยากบอก อยากเล่าข้อมูล เช่น ฉันมีดีอย่างนี้ โรงแรมของฉันดีอย่างนี้ ร้านของฉัน ดีอย่างนี้ จังหวัดของฉันดีอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องแข็งๆ แต่ลองคิดว่า ถ้าชามก๋วยเตี๋ยวเป็นคน จะบอกออกมาแบบไหน อาจจะไม่ต้องออกมา เป็นตัวการ์ตูนก็ได้ แต่คำพูดจา แม้กระทั่งการโฆษณาก็จะเปลี่ยน Mood & Tone ไป

  • คนญี่ปุ่นจะภูมิใจในสิ่งที่เขาทำจริงๆ และนำความภูมิใจนั้น มาเล่าต่อ จึงมี Story เกิดขึ้นมาในแต่ละสิ่งที่เมื่อสัมผัสครั้งแรก อาจจะเห็นเพียงว่าสวยเท่านั้น เช่น ที่เมืองชิราคาวาโกะจะมีบ้าน รูปแบบกัสโซ่ (Gassho) ซึ่งสร้างหลังคาหนาๆ เพื่อรองรับหิมะ จะมีส่วนหนึ่งที่เก็บไว้เล่าเรื่องว่าเมื่อผ่านไป 25 ปี ผู้คนทั้งหมู่บ้าน ต้องมามุงหลังคาร่วมกัน

  • ที่ฮอกไกโด ธรรมชาติสมบูรณ์มาก สวยงาม เป็นอุทยานแห่งชาติ ที่เป็นมรดกโลก แต่ตัวพิพิธภัณฑ์และเรื่องเล่านั้นเล่าผ่านชีวิตของ ปลาแซลมอนให้เห็นระบบนิเวศทั้งหมด ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกรัก สถานที่นี้มากขึ้น ส่วนในประเทศไทย ทะเลที่เกาะพีพีสวย แต่เรา ไม่รู้สึกว่าคนมีความภาคภูมิใจ หรือจะสื่อสารอะไรถึงทะเลพีพี

  • Big Idea หรือการแตกต่างจากสิ่งอื่น ซึ่งจำเป็นมากในโลก ปัจจุบันนี้ คือเมื่อรูดหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือ Tablet แล้วจะมี ข้อมูลเข้ามาหลากหลายมากจนจับไม่ติด ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรกันแน่

  • Branding ที่แข็งแรงของแต่ละจังหวัด แต่ละเมือง แต่ละ กิจการจึงสำคัญมาก คือถ้าเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาแล้วคุณนึกถึงอะไร ถ้าไปที่นี่แล้วต้องสิ่งนี้ และถ้ามีเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องจริงอยู่เบื้องหลัง ด้วย สิ่งนี้จะแข็งแรงมาก

  • ญี่ปุ่นมีไอศกรีมสารพัดประเภท ถ้าไปหน้าซากุระ ท่านจะได้ กินไอศกรีมรสซากุระ ถ้าไปในเมืองที่ทำมิโซะซุปซึ่งดังมาก ท่าน จะได้กินไอศกรีมมิโซะ ถ้าไปที่ทะเลจะมีไอศกรีมผสมน้ำทะเลลึก ผสมเกลือ ซึ่งน่าทึ่งและสนุกมาก เมื่อไปแล้วรู้สึกว่าต้องมาเพราะ เมืองนี้มีแบบนี้

  • ไม่ใช่เพียง ‘รู้’ แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยว ‘รู้สึก’ และมี ‘ประสบการณ์’ มีตัวอย่างมากมายจากต่างประเทศ เช่น

    • นำคุกเก่าซึ่งเป็นเรื่องที่ Serious มากมาเล่าเรื่อง และขาย คุกกี้ที่ทำเป็นรูปคุกน่ารักด้วย

    • โรงแรมที่ฮอกไกโดเก็บก้อนน้ำแข็งของฤดูหนาวเมื่อตอน ต้นปีไว้ และตั้งแสดงประดุจงานศิลปะ

    • ออนเซ็นแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนหาดทราย จะให้นักท่องเที่ยว เช่าจอบมาขุดทรายออก แล้วข้างใต้มีน้ำร้อนอยู่ จึงเป็นออนเซ็นที่ นักท่องเที่ยวขุดเอง เป็นการท่องเที่ยวแบบให้สัมผัสประสบการณ์

    • Hawaiian Airlines พยายามนำประสบการณ์ไปเสิร์ฟถึงที่ เช่น เต้นระบำฮาวายกลางไทม์สแควร์ที่นิวยอร์ก หรือทำหาดทราย จำลองที่ปักกิ่ง เพื่อชักชวนให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสของจริง

    • ธุรกิจให้นักท่องเที่ยวเลือกคนท้องถิ่นเป็นมัคคุเทศก์พาเที่ยว

    • ธุรกิจให้นักท่องเที่ยวจ้างช่างภาพท้องถิ่นแนะนำมุม ถ่ายภาพ

    • ที่สาธารณรัฐเช็กมีทัวร์คอร์รัปชั่น พาไปชมสถานที่ ราชการทั้งหลาย และบอกว่าคอร์รัปชั่นกันอย่างไร ซึ่งทัวร์ แบบนี้สร้างสรรค์มาก และมีความต้องการอยู่จริง

    • ทัวร์แม่มดในสกอตแลนด์ ทัวร์ Dark Side of Paris

  • วิธีการสร้างเรื่องราวที่มีอยู่แล้วแบบนี้ไม่ถูกนำมาใช้ มากนัก สมัยก่อนจะมีคำว่า ‘ทุกที่ ทุกเวลา’ คือไปไหนก็เหมือนๆ กัน แต่ปัจจุบันต้องใช้คำว่า ‘ตอนนี้ ที่นี่’ เท่านั้น

  • ทั้งอารมณ์ ประสบการณ์ และเอกลักษณ์สำคัญกับยุคนี้ เพราะจะนำมาซึ่งการแชร์ (Share) กัน หากทำให้คนมาแชร์ได้ ก็สบาย เพราะจะเป็นการช่วยเราประชาสัมพันธ์ มีตัวอย่าง เรื่องที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้ เช่น

    • ในเยอรมนีมีรีสอร์ทสำหรับคนอกหักโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถเล่าเรื่องได้

    • มีโรงแรมที่นักท่องเที่ยวจะต้องปลดทุกสิ่งทุกอย่างที่ Online ได้ฝากไว้ที่เขาก่อนเข้าไป

    • บุคลิกของนักเดินทางรุ่นนี้คือไม่ต้องการความ แน่นอนมาก จึงมีเว็บไซต์ที่จัดการ Match นักท่องเที่ยวกับ สายการบิน โดยอาจจะสำรองบัตรโดยสารเครื่องบินมา 2 - 3 ตัวเลือก เช่น อัมสเตอร์ดัมกับปารีส แล้วเขาจะไปเสี่ยงให้ นักท่องเที่ยวอาจจะต้องไปปารีสก็ได้ แต่ Win-Win เพราะ สายการบินที่มีที่นั่งว่างอยู่ในวันที่สำรองที่นั่งก็ได้เครื่องเต็มไป นักท่องเที่ยวก็ได้บัตรโดยสารราคาถูกลง 40%

  • จะเห็นว่าคิดสร้างสรรค์ได้อีกมาก เพราะพฤติกรรมและ ความต้องการใหม่ๆ ของคนที่เปลี่ยนไป ถ้าเป็นคนสูงอายุหรือ ครอบครัวไปใช้บริการโรงแรมของเรา หรือไปเที่ยวในสถานที่ ของเราแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเราเข้าใจความเปลี่ยนแปลง ก็จะคิดอะไรออกอีกมากมาย

 

4. Sustainability

  • นักเดินทางรุ่นใหม่ๆ เดินทางไปเพื่อที่จะก่อร่างความหมาย บางอย่างของตนเองด้วย เช่น หากไปพักโรงแรมที่ Sustain เขาก็จะเป็นคนดีของโลกใบนี้ เขาจะเป็นคนทันสมัยถ้าไปใช้ บริการนี้ เขาจะเป็นคนที่เรียนรู้กับคนท้องถิ่นถ้าไปเที่ยวแบบ Local มากขึ้น ความหมายเหล่านี้จะนำมาซึ่ง Idea ใหม่ๆ ใน ธุรกิจเดินทางได้มากเช่นกัน

 


 

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

Digital Age

  • คนไทยคนหนึ่งทำธุรกิจโดยจัดบ้าน จัดครัวของตนเอง แล้วประกาศไปบนอินเทอร์เน็ตเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติมาสัมผัสอาหารไทยที่เขาทำเอง ไม่ใช่อาหาร ไทยที่ขายตามร้าน เป็นรสชาติมือของคนไทยปกติที่ไม่ได้ เป็นกุ๊ก ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน Search ซื้อคอร์ส อาหาร แล้วมากินที่บ้านของเขา โดยสำรองเวลาไว้ และ ที่สนุกมากก็คือนักท่องเที่ยวจะไม่ได้มากินอาหารกับเขา สองต่อสอง แต่เขาได้เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวหลายๆ คน เข้าไว้ด้วยกัน เช่น จัดคนที่มาคนเดียว กับกลุ่มที่มาอีก 2 คน มารวมเป็นโต๊ะเดียวกัน คือทำอาหารครั้งเดียว แต่ นอกจากนักท่องเที่ยวแต่ละคนจะได้กินอาหารกับเขาแล้ว ยังได้เสพประสบการณ์ท่องเที่ยวจากคนอื่นๆ ที่มาร่วมโต๊ะ เดียวกันด้วย

  • ระยะหลังๆ มานี้เมื่อไปท่องเที่ยว จะรู้สึกว่ามีความ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 2 อย่างในวิธีการเที่ยวคือ

    1. ไม่ได้ไปเที่ยวแบบมาตรฐานอีกต่อไป แต่จะ Search หาร้านเก๋ๆ แบบที่เรียกว่าหาเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ (Hidden Gem) คือเป็นร้านที่แอบซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ

    2. วางแผนน้อยลงมากในแต่ละ Trip ที่ไป จะเริ่มจาก วัตถุประสงค์ว่าวันนั้นรู้สึกต้องการทำอะไรเป็นหลัก แล้วจะ Search ทันที เช่น ต้องการไปซื้อของแบบนี้ ก็จะ Search ว่าของแบบนี้มีอยู่ที่ไหน หลังจากนั้นจะ Search ว่าพื้นที่ ที่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ละวันจะไม่เหนื่อยมาก จะเที่ยวเป็น Zone
  • มีสิ่งประดิษฐ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นและตอบสนอง แนวโน้ม Bleisure คือมีการวิจัยว่าปกติในโรงแรมจะมีพื้นที่ ที่ทำงานแยกไว้เป็นส่วนหนึ่ง เช่น ล็อบบี้ หรือโต๊ะทำงาน ในห้อง แต่จากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้ ใช้โต๊ะที่อยู่ในห้อง หรือพื้นที่ตรงกลางล็อบบี้เพื่อทำงาน แต่ทำงานบนเตียง เพราะยุคนี้มีโน้ตบุ๊คบางๆ สามารถ พิมพ์งานบนเตียงได้ ดังนั้น สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาก็คือ ‘เตียง’ ที่ออกแบบให้ถูกตามหลักสรีระ เพื่อที่คนจะสามารถนั่งทำงานบนเตียงได้อย่างถูกสุขลักษณะ จึงเป็น สิ่งประดิษฐ์ที่ออกมาแล้วตอบโจทย์คำว่า Bleisure หรือ Workation ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวมาก

  • มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่าประชากร 1 ใน 3 ของอังกฤษท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Traveler) 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีอายุเฉลี่ยที่ 54 ปี และเป็นผู้หญิง

  • หอคอย Tokyo Skytree มีตัวละครเซตหนึ่ง ซึ่งสามารถพัฒนาต่อไปเป็นเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง ตัวละครเซตนี้ หรือเป็น Animation ก็ได้ และเมื่อคิด แบบนี้ก็ทำให้การสร้างของที่ระลึก ร้านอาหาร หรือ สินค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสถานที่ท่องเที่ยวนั้นง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มีอะไรให้ยึดจับไว้หนึ่งอย่างแล้ว

  • การท่องเที่ยวต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่เรามี คนเดียวกับสิ่งที่ใครๆ ก็มี เมื่อก่อนเราต้องสร้างสิ่งที่ ใครๆ ก็มี นั่นคือความสะดวกสบายต่างๆ เช่น ต้อง มีเตียง หรือห้องน้ำที่สะอาด มีการเดินทางที่สะดวก ซึ่งสำหรับการท่องเที่ยวแล้วเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็น Facility เป็นสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยว ได้อย่างสะดวกสบาย

  • ในโลกที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกคนแล้วแบบนี้ สิ่งที่เรามีคนเดียวกลับเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น หากเรามี ผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างที่เราเท่านั้นที่มี นักท่องเที่ยว ไม่สามารถซื้อที่อื่นได้ ถ้าของเราดีจริง ความดีนั้น จะถูกแพร่กระจายไปผ่านสื่อ Online ต่างๆ เอง เขา ก็ต้องเดินทางมาหาเรา

  • สถานที่แต่ละแห่งควรมีความชัดเจนในเรื่องที่จะ เล่า อย่านำเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่าก็ได้ มีร้านหนังสือ ร้านหนึ่งในญี่ปุ่นที่ทั้งสัปดาห์จะขายหนังสือเพียง เล่มเดียวเท่านั้นในร้าน และเรื่องแบบนี้เองมีค่าพอที่ คนจะไปเล่าต่อว่ามีร้านแบบนี้ด้วย และต้องไปที่นี่ เวลานี้เท่านั้น เพื่อที่จะให้ได้หนังสือเล่มนี้ หรือร้าน อาหารที่มีเมนูพิเศษเฉพาะสัปดาห์นี้เท่านั้น และ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครไป เพราะปัจจุบันอินเทอร์เน็ต เล่าเรื่องของเราแทนเราได้อยู่แล้ว

 


 

เรื่อง : สุดาพร วรพล
หัวหน้างานวิชาการ กองวิจัยการตลาด ททท.

โตมร ศุขปรีชา สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่


TAT Review Magazine 1/2016