1.
คุณอยากไปอิตาลีหรือพรอว็องส์...ไปเขาใหญ่
คุณอยากไปซานโตรินี...ไปรามอินทรา
คุณอยากไปเวนิส...ไปหัวหิน
คุณอยากไปญี่ปุ่น...ไปศรีราชา
คุณอยากไปสวิส...ไปชะอำ
คุณอยากไปแดนคาวบอย...ไปเขาใหญ่
คุณอยากไปโมร็อกโก...ไปเพชรบุรี

ที่ว่ามาข้างต้นนั้น ล้วนมี ‘สถานที่’ แบบ Man Made คือมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น โดย ‘จำแลง’ แปลงร่างเอาสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศ มาไว้ในเมืองไทย บางแห่งนั้นทำถึงขั้น ‘ชะลอ’ สิ่งก่อสร้างบางอย่างมาไว้ที่นี่ ด้วยอัตราส่วนและวัสดุก่อสร้างนำเข้าแบบเดียวกันเปี๊ยบเลยก็มี แต่ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่เมืองไทยนะครับ


วัฒนธรรมที่ฝรั่งเรียกว่า Copycat Culture นั้น แท้จริงแล้วมีมาตลอด ทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งในโลกตะวันตกก็มี แต่ที่เห็นได้ชัดและมีลักษณะ เฉพาะทางวัฒนธรรมอันแตกต่างและโดดเด่นอย่างยิ่ง เกิดขึ้นในยุคนี้สมัยนี้ กับประเทศหนึ่งที่คุณคงรู้ดีว่าคือประเทศอะไร

จีนไงครับ!


หลายคนคงรู้ว่า จีนนั้นมีวัฒนธรรมก๊อบปี้มานานแล้ว ตั้งแต่ก๊อบปี้นาฬิกา กระเป๋า รวมไปถึงข้าวของแบรนด์เนมต่างๆ มากมายหลายหลากมาขาย ชนิดที่เคยมีตลาดที่เรียกว่า Copy Market ขายกันอย่างโจ๋งครึ่มอยู่ใจกลาง เมืองเซี่ยงไฮ้เลยทีเดียว แต่ตอนหลังเมื่อถูกอเมริกาบี้ด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์ หนักเข้า ตลาด ‘อย่างเป็นทางการ’ ที่ว่านี้ก็ล้มเลิกไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ‘ของปลอม’ ทั้งหลายแหล่จะหายไปด้วย


เพราะตอนนี้ Copycat Culture นั้น มาปรากฏ อยู่ใน ‘นโยบาย’ การสร้างเมืองของจีนกันเลย ทีเดียวครับ


ที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือนโยบายที่เรียกว่า One City, Nine Towns อันเป็นแผนที่ริเริ่มกัน มาตั้งแต่ปี 2001 กับมหานครเซี่ยงไฮ้ โดยในหนึ่ง มหานคร (หรือ City) นั้น จะมี ‘เมืองเล็ก’ (หรือ Town) มารายล้อมอยู่ถึง 9 เมือง และแต่ละเมือง ก็จะมีลักษณะพิเศษเฉพาะแตกต่างกันไป น่า เสียดายที่โครงการนี้ล้มเลิกไปแล้ว ไม่อย่างนั้น เราคงได้เห็นอะไรดีๆ อีกเยอะ


แต่กระนั้น โครงการนี้ที่สร้างเสร็จสำเร็จรูป แล้วก็มีหลายแห่ง (ซึ่งหลายแห่งต้องบอกว่าเป็น ‘เมืองร้าง’ คือเป็น Ghost Town) อย่างเช่น Holland Village ใน Pudong ซึ่งแน่นอนว่าจะต้อง มีกังหันลมสไตล์ฮอลแลนด์อยู่ด้วย หรือเมืองที่ เลียนแบบเมือง Sigtuna ของสวีเดน เมืองที่ เลียนแบบเมืองของเยอรมนี (คือเมือง Anting) เมืองที่เลียนแบบเมือง Breeza Citta ของอิตาลี และอีกแห่งหนึ่งก็คือ Thames Town ซึ่งชื่อก็ บอกอยู่แล้วนะครับว่าเป็นเมืองที่ลอกเลียนมาจาก อังกฤษ


อย่างไรก็ตาม แค่นี้ยังต้องบอกว่าน้อยเกินไป เพราะเอาเข้าจริง ทั่วทั้งประเทศจีนนั้น ได้เกิด อาการ Copycat ขึ้นมากมายหลายแห่ง ถ้าไม่ถึง ขั้นเป็นเมือง ก็เป็นอาคารสถานที่สำคัญๆ ตัวอย่าง เช่น หอไอเฟลที่ Tianducheng หรือห้างสรรพสินค้าที่เทียนจินที่สร้างเลียนแบบเมืองฟลอเรนซ์ ทั้งเมือง รวมไปถึงการนำสถานที่สำคัญๆ มาสร้าง เช่น สะพานทาวเวอร์บริดจ์ที่ซูโจว หรือชาโต เดอ เมซงส์-ลาฟฟิตต์ที่ปักกิ่ง หรือสะพานปอนต์ อเล็ก ซองเดร อะ ในเทียนจิน เป็นต้น


แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด เห็นจะเป็นการสร้าง เมืองฮัลล์ชตัทท์ขึ้นมาทั้งเมือง (ซึ่งแน่นอน ชาว ฮัลล์ชตัทท์ไม่ค่อยจะชอบใจเท่าไหร่นักหรอกนะ ครับ) โดยไม่ได้แค่สร้างเมืองให้เหมือนฮัลล์ชตัทท์ เท่านั้นนะครับ แต่ยังนำเข้านกเขาให้เหมือนกับนก ของเมืองนั้นด้วย


คำถามที่น่าสนใจก็คือ เพราะอะไร คนจีนถึงได้ชอบ Copycat Culture กันถึง ขนาดนี้!


2.
ถ้าไปถามคุณโทนี แม็คเคย์ (Tony Mackay) ซึ่งเป็นสถาปนิกชาวอังกฤษ ผู้ออกแบบผังแม่บทของเมือง Thames Town ในจีน ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีจะเป็นโครงการ เพื่อที่อยู่อาศัยในบริเวณชานเมืองเซี่ยงไฮ้ถึงเรื่อง Copycat Culture เขาจะส่ายหน้า


เมื่อได้รับการว่าจ้างในปี 2001 ให้มาดูพื้นที่ แม็คเคย์พบว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็น เรือกสวนไร่นา มีการทำปศุสัตว์และเลี้ยงเป็ด แต่ทุกวันนี้ ด้วยฝีมือการออกแบบ ผังใหญ่ของแม็คเคย์ Thames Town กลายเป็นเมืองที่มีถนนปูหิน มีผับ และมีบ้านครึ่งตึก ครึ่งไม้สไตล์ทิวดอร์เต็มไปหมด


ที่จริงแล้วมีแม้กระทั่งรูปปั้นของวินสตัน เชอร์ชิล!


แต่กระนั้น แม็คเคย์ก็ยังส่ายหน้า เขาบอก ว่ามันออกมาแล้วดูไม่เหมือนของจริงเท่าไหร่ ดูแล้วผิดๆ (เขาบอกว่า “It looks false.”)


ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะคนที่รับงานต่อไป ก่อสร้างนั้น ไม่ได้สร้างตามแบบที่เขาวางเอาไว้ จริงๆ ทว่าจับแพะชนหมู จับวัวชนควาย มีอะไร ก็ยัดๆ โยนๆ ใส่เข้าไป ได้รับคำสั่งดัดแปลงรื้อ เปลี่ยนอะไรมาจากรัฐบาลเผด็จการก็ทำตาม


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ซุงสไตล์ทิวดอร์นั้น บางหลังสร้างสูงถึง 6 ชั้น ซึ่งไม่ได้มีอยู่จริงในโลก แถมความปลอดภัยจะดี หรือไม่ก็ยังไม่รู้ อาจจะพังทลายลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ สัดส่วนต่างๆ ก็ผิดพลาด หน้าต่างของโบสถ์ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่ถูก การเลือกใช้หินชนิดต่างๆ ก็ผิดไปหมด ไม่ใช่แบบที่จะใช้กันในอังกฤษจริงๆ


แม้เมือง Thames Town จะสร้างเสร็จแล้ว แต่ตอนแรกๆ คนซื้อเพื่อ ลงทุนมากกว่าจะเข้ามาอยู่จริง ทั้งเมืองเลยดูว่างเปล่าเป็นเมืองผีสิง เพิ่งจะ ระยะหลังๆ นี้เองที่เริ่มมีคนเข้ามาอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ยังดูร้างๆ หลายคนเลยบอก ว่าเมืองนี้ดูเหมือนฉากหนังมากกว่า โดยเฉพาะหนังเรื่อง The Truman Show แม็คเคย์อาจจะไม่ชอบเมืองที่เขาออกแบบ แต่ถ้าไปถามคนจีนทั่วไป คุณอาจ ได้รับคำตอบที่น่าประหลาดใจไม่น้อย

เพราะพวกเขาชอบครับ!

ใช่, คนจีนโดยทั่วไปนั้นชอบ Thames Town และไม่ใช่แค่ Thames Town เท่านั้น ทว่ายังชอบเมือง Copycat ทั้งหลายแหล่ด้วย บางคน ให้เหตุผลว่า ที่ชอบเมืองพวกนี้ ก็เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไป ต่างประเทศเพื่อไปดูไปเห็นเมือง พวกนี้จริงๆ แค่เดินทางใกล้ๆ ก็ได้ เห็นแล้ว จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย


แต่บางคนก็ให้เหตุผลที่ชอบว่า เพราะพวกเขาชอบ วัฒนธรรมตะวันตก อย่างเช่นหนุ่มจีนคนหนึ่งบอกว่าเขา ชอบฟุตบอลยุโรป พอสนใจฟุตบอล ก็เลยสนใจสิ่งอื่นๆ จากยุโรปไปด้วย โดยเฉพาะอังกฤษ การมาเมือง Thames Town ก็เหมือนได้มาอังกฤษ และเขาฝันว่าวันหนึ่งจะได้ ไปอังกฤษจริงๆ ไปนั่งจิบกาแฟรับแดดริมแม่น้ำเทมส์


ข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อกรณีนี้อยู่ในหนังสือ ชื่อ Original Copies: Architectural Mimicry in Contemporary China ของ เบียงก้า บอสเกอร์ (Bianca Bosker) เธอเรียกลักษณะของสถาปัตยกรรมเลียนแบบพวกนี้ว่า Duplitecture โดยเธอบอกว่า เจ้าสถาปัตยกรรม เลียนแบบพวกนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดที่จีน ในอเมริกาก็เคยมีอะไรแบบนี้ มาแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็แค่บินไปลาสเวกัสเท่านั้นแหละ คุณจะเห็น พีระมิดเอย สฟิงซ์เอย และอะไรอื่นๆ อีกมากมาย หรือไม่ก็ที่ เมือง Epcot ในฟลอริดา จะมี Theme Park ที่สร้างอาคาร เลียนแบบประเทศอื่นๆ อยู่เยอะแยะ มีตั้งแต่พีระมิดของแอซเทค เก๋งจีน วัดญี่ปุ่น ฯลฯ


แต่กระนั้น บอสเกอร์ก็บอกว่า ถึงมันจะเป็น Duplitecture เหมือนกัน ทว่า ‘ความหมาย’ และ ‘การให้คุณค่า’ กับสิ่ง เหล่านี้ระหว่างชาวตะวันตกกับชาวจีนนั้น...แตกต่างกันอย่าง สิ้นเชิง


เธอบอกว่า คนตะวันตกจะเห็นวัฒนธรรมก๊อบปี้พวกนี้ ไปในแนวบันเทิง เป็น ‘รสนิยมสาธารณะ’ (หรือ Kitsch) เป็นของแปลกๆ เอาไว้ดูเล่นๆ ไม่ได้รักชอบอะไรพวกมันมาก นัก เพราะวัฒนธรรมการก๊อบปี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม ถ้าจะก๊อบปี้ก็เลยทำกันขำๆ แต่ในเมืองจีนนั้น คนจีน ‘รัก’ ของก๊อบปี้พวกนี้จริงๆ เชิดชูบูชามันจริงๆ คนจำนวนมากอาศัย อยู่ใน ‘แมนชั่นจำแลง’ (Replica Mansion) คือลอกแบบมา จากอาคารของตะวันตก และพวกบ้านเรือนทั้งหลายที่ขายกัน อยู่ในจีนปัจจุบันนี้ สองในสามก็มีลักษณะแบบตะวันตกด้วย


บอสเกอร์บอกว่า ในโลกตะวันตก การก๊อบปี้คือการทำ กันเล่นๆ ขำๆ แต่ในจีน การก๊อบปี้ถือว่าเป็น ‘งานฝีมือชั้นครู’ อย่างหนึ่ง ดังนั้น ถ้ามีการลอกแบบมา ก็จะไม่มีใครแสยะปาก ใส่ แต่จะชื่นชอบกัน เพราะศิลปะการลอกแบบนี้มีมานานนม แล้ว ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิองค์แรกก็ว่าได้


ในเวลาเดียวกัน การลอกเลียนแบบอาคารหรือแม้ กระทั่ง ‘เมือง’ ในปัจจุบันนั้น รัฐบาลจีนอาจจะมองว่า เป็นการ ‘บริหารอำนาจ’ แบบหนึ่งด้วยซ้ำไป คือเป็นการ บริหารอำนาจแบบ Soft Power แสดงให้เห็นว่า ‘ฉันก็ทำ แบบแกได้’ คือโลกตะวันตกมีอะไร จีนก็มีได้ทัดเทียมกัน สร้างได้เหมือนกัน จึงไม่น่าประหลาดใจนัก ที่ในจีนจะมีตั้งแต่ ทำเนียบขาวจำแลง ไปจนถึงหอไอเฟลจำแลง


แต่กระนั้นก็ไม่ได้แปลว่าคนจีนทั้งหมดจะชอบวัฒนธรรม ก๊อบปี้หรอกนะครับ เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเริ่มวิพากษ์ วิจารณ์วัฒนธรรมนี้กันแล้ว โดยบอกว่าจีนเองมีความเป็นมา ยาวนาน มีประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของตัวเอง มากมาย ทำไมต้องไปก๊อบปี้คนอื่นด้วยเล่า


บอสเกอร์ให้ความเห็นว่า เรื่องวัฒนธรรมก๊อบปี้นั้น ดูเหมือนจะเป็นแค่กระแสชั่ววูบ มันพัดมาแล้วเดี๋ยวก็จะพัดไป เพราะในปัจจุบันเริ่มมีการออกแบบบ้านที่มีลักษณะ ตะวันตกอยู่ข้างใน แต่มี ‘ผิวแบบจีน’ (Chinese Skin) คือมีหน้าฉากเป็นจีน ไม่ว่าจะเป็นสวนแบบจีน หรือการใช้หลักการแบบฮวงจุ้ยมาผสมผสาน


แม็คเคย์ก็คิดแบบเดียวกัน เขาเห็น ว่ากระแสวัฒนธรรมก๊อบปี้นั้นน่าจะเป็นแค่ Fad คือแฟชั่นชั่วครั้งชั่วคราว ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะจีนปิดประเทศมานานมาก การก๊อบปี้ จึงเป็นความพยายามจะ ‘เชื่อมต่อ’ (Reconnect) กับโลกอีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ ต้องการ ไม่ใช่การหวนกลับไปหา ‘มรดก’ เก่าๆ ประเภทที่ต้องสร้างบ้านให้เป็นจีนแบบเดิมๆ ทว่าคือการสร้าง ‘จีนใหม่’ ที่มีความเป็นโมเดิร์น ทว่ามีลักษณะที่สืบทอดรากบางอย่างมาจากจีน เดิม แต่ต้องต่อเนื่องกับวิถีชีวิตใหม่ๆ ได้


ที่ตลกก็คือ มีความพยายามจะสร้างตึก แบบที่แม็คเคย์ว่าเอาไว้จริงๆ นะครับ คือตึกที่ชื่อ Wangjing SOHO ที่ปักกิ่ง โดยว่าจ้าง ซาฮา ฮาดิด สถาปนิกอังกฤษเชื้อสายอิรัก ซึ่งเป็นสถาปนิก ชื่อดังมาออกแบบ เธอออกแบบได้สวยงาม โมเดิร์นมาก โดยมีลักษณะเหมือนปลาที่ผุดขึ้นมา จากลำธารน้ำ แต่ใช้เส้นสายเรียบง่าย


ทว่า ก็อีกนั่นแหละ เจ้าตึกของฮาดิดนั้น กำลังถูก ‘ก๊อบปี้’ โดยตึกอีกตึกหนึ่งในเมืองฉงชิ่ง


ที่เจ็บปวดก็คือ ว่ากันว่าไอ้เจ้าตึกเลียนแบบ นี่น่าจะเสร็จก่อนตัวต้นแบบอีกนะครับ


แล้วแบบนี้จะบอกว่าใครเลียนแบบใครกัน ล่ะนี่!

 

3.
ย้อนกลับมาดูวัฒนธรรมก๊อบปี้ในสังคมไทย กันบ้าง ถ้าจีนก๊อบปี้เพราะอยาก Reconnect กับ โลก คำถามก็คือ แล้วเพราะอะไรเราจึงก๊อบปี้


ในโลกตะวันออกนั้น ลักษณะเฉพาะของ สังคมก็คือการเป็นสังคมรวมหมู่ (Collectivism) ไม่ได้เป็นสังคมแบบ Individualism เพราะ ฉะนั้นจึงมีคนตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า เป็นไปได้ไหม ที่เมื่อเราไม่ได้เป็น Individualism เราจึง ไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับการมี ‘เอกลักษณ์ เฉพาะตัว’ ในแบบที่สังคมปัจเจกเขาให้ความ สำคัญกัน


เมื่อไม่จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสียแล้ว เราก็สามารถ ‘จำลอง’ หรือ ‘ชะลอ’ ลอกแบบสถานที่ต่างๆ ได้ไม่ยากนัก เรื่องนี้ปรากฏให้เห็นมากมาย ในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งก็คล้ายๆ กับวิธีคิดของจีนเหมือนกัน คือไม่เห็นว่า การจำลองจำแลงสถานที่เหล่านั้นมาไว้ในบ้านเราเป็นเรื่องที่ผิดแปลกอะไร


วิธีคิดแบบนี้สะท้อนไปถึงเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ด้วย เพราะจะเห็นได้ว่าสังคมตะวันออกไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เท่าสังคมตะวันตกที่มีฐานคิดอยู่บนปัจเจกนิยม คือให้คุณค่ากับบุคคลแต่ละคน และสิ่งที่คนแต่ละคนนั้นสร้างสรรค์ขึ้น


เมื่อเป็นเช่นนี้ การเห็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะ ‘ทำซ้ำ’ (Repettitive) จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เราสามารถชื่นชมความละเอียดลออของการลอกแบบได้มาก พอๆ กับ หรืออาจจะมากกว่าชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ในการสร้าง ‘สิ่งใหม่’ (ที่มักจะเป็นขบถต่อต้านสิ่งเก่า) ด้วยซ้ำ


นอกจากนี้ การสร้างของก๊อบปี้ ยังทำให้คนได้เห็นสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยในทันที ไม่ต้องมานั่งสร้างความคุ้นเคยใหม่หรือความชื่นชอบใหม่ เมื่อเห็นปุ๊บก็เชื่อมโยง กลับไปถึงมโนทัศน์เดิมที่ซ่อนอยู่ภายใน เช่น เห็นอิตาลีหรือยุโรปแล้วนึกไปถึง การท่องเที่ยวสู่สถานที่ที่สวยงาม และมีนัยถึงความสูงส่งทางอารยธรรมากกว่า (แม้ปากจะบอกว่าไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมยาวนานก็ตาม) ยิ่งผนวกกับยุคดิจิทัล ที่เราสามารถแชะ แชร์ และโชว์ ได้ในทันที การไปแชะ แชร์ และโชว์ในสถานที่ ที่ทุกคนเห็นแล้วนึกรู้ว่ามันคืออะไรแบบสำเร็จรูป จึงสำคัญและ ‘ง่าย’ กว่าไปแชะ แชร์ โชว์ สิ่งที่คนอื่นไม่รู้จัก ให้ต้องมานั่งอธิบายกันอีกว่าสิ่งนั้นๆ มี ‘ความหมาย’ อย่างไร


วัฒนธรรมก๊อบปี้ในไทยจึงบอกอะไรเรามากมายทีเดียว!

 


 


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่

TAT Review Magazine 1/2016