ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบถึงเรื่อง การเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ ส่วนใหญ่พวกเขาจะตอบว่าเพิ่งไปเที่ยวบริเวณประเทศเพื่อนบ้านกันมา อย่าง พม่า ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เนื่องจากเดินทางง่าย สะดวก และที่สำคัญคือราคาไม่แพง บางคนดีขึ้นมาหน่อยก็เดินทางไปเกาหลีใต้ ตามซีรีส์ที่พวกเขาชื่นชอบ หรือตะลุยโตเกียวตามหนังสือไกด์บุ๊คบอกหรือตามโปรโมชั่นของสายการบิน แต่หลายคนมักไปพักตามโรงอาบน้ำ หรือนอนในสถานที่ที่ไม่ใช่โรงแรม หรือกระทั่งโฮสเทล แน่นอนว่าการได้ไปก็ย่อมดีกว่าไม่ได้ไป เพราะยังมีหลายคนที่ยังคงต้องเฝ้าเพียรเก็บตังค์เพื่อที่จะได้บินออกนอกประเทศสักครั้งหนึ่งที่ไหนก็ได้ 

น้องๆ กลุ่มนั้นมักจะบอกว่าอยากไปเที่ยวยุโรป หรืออเมริกาสักครั้งเหมือนที่ผมเคยได้ไป เอเชียไม่อาจตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง อันที่จริง การได้ไปประเทศในทวีปยุโรป หรือประเทศอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมก็แทบจะไม่ได้เสียเงิน เพราะเทศกาลหนังมักจะออกค่าใช้จ่ายทั้งตั๋วเครื่องบินและที่พัก บางทริปผมใช้เงินไม่เกิน 1 หมื่นบาทด้วยซ้ำ ตลอด 4-5 วัน ซึ่งถ้าให้ออกตังค์เองเพื่อไป ผมก็คงไม่ได้ไปเช่นกัน เพราะผมรู้เลยว่า อย่างน้อยๆ เราจะต้องเสียเงิน 3-4 หมื่นบาท ซึ่งสำหรับเด็กๆ หรือสำหรับคนทำงาน First Jobber ทั้งหลายนั้น ถือเป็นก้อนเงินจำนวนใหญ่ ดังนั้น ผมจึงเข้าใจดีทั้งความรู้สึกของการที่ไม่มีเงินไปท่องเที่ยวต่างแดนในอายุวัยที่โคตรอยากจะผจญภัยต่างแดนที่สุดวัยหนึ่ง และก็เข้าใจได้เช่นกันว่าทำไมหลายคนจึงอยากพยายามเที่ยวต่างประเทศด้วยเงิน 0 บาท หรือด้วยเงิน 1 หมื่นบาท


ต่างประเทศเหมือนดินแดนที่สูงส่งสำหรับเรา (ไม่งั้นเราคงเที่ยวแค่ต่างจังหวัดในไทยกันต่อไป) มันถูกบิวท์กันมานานแล้วผ่านค่านิยมต่างๆ ในสังคม สำหรับบางคนแล้วการที่ตัวเองได้ไปปรากฏตัวในต่างแดนนั้น มันอาจช่วยให้เราดูดีขึ้นได้ในหลายจำนวน แต่บางครั้ง ดินแดนเหล่านี้มันก็สูงเกินไปจนหลายคนอาจจะไม่สามารถไปได้เลย หรือกว่าจะได้ไปคงอีกนานมาก ซึ่งอันที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ดูแตกต่างกับสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่ทุกคนอยากได้อยากมี แต่ในเมื่อสินค้ามันราคาแพงเกินจริง หนทางแก้ไขของมนุษย์ทั่วๆ ไปอย่างพวกเรานั้นก็คือการใช้ของก๊อบ การถือกำเนิดของสินค้าก๊อบเกรดเอต่างๆ ก็เริ่มขึ้น มันคือระบบธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างสมดุลสำหรับประชากรในสังคม อย่างน้อยความตึงเครียดระหว่างชนชั้นก็อาจจะน้อยลง


แต่หากมองเป็น มาร์เก็ตติ้ง นี่ก็เป็น ตลาดชั้นยอด


สักเกือบ 10 ปีก่อน ผมไปเที่ยวกับทริปของออฟฟิศแห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด และระหว่างทางกลับ พวกเขาก็ได้แวะพักสถานที่ท่องเที่ยวที่คล้ายๆ จุดพักรถ ผมจำไม่ได้ดีนักว่าที่นั่นชื่อว่าอะไร แต่มันมีไร่องุ่น กับตึกสีๆ ต่างๆ ที่รูปทรงไม่เหมือนตึกในประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย ผมเดินเข้าไปเล่นๆ ในไร่องุ่นนั้น ก็เออๆ สนุกดี แต่ก็จะงงๆ อยู่ว่านี่เรามาทำอะไรกันที่นี่นิดนึง เพราะมันไม่ได้มีเครื่องเล่นหรือกิจกรรมอะไรมากมายนอกจากการถ่ายรูป โดยรวมก็คิดว่าแปลกๆ ดี เหมือนไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่อยู่เมืองไทย


และแล้วต่อมา ผมก็เริ่มพบการถือกำเนิดของสถานที่ท่องเที่ยวแนวนี้ คือ เป็นจุดพักระหว่างทางไปสถานที่เที่ยวฮิตๆ สักที่ และตกแต่งในสไตล์ของประเทศโซนยุโรปในชนิดที่แบบว่ายกมาทั้งอัน เช่น ที่มีธีมเป็นเวนิสสไตล์ ก็คือมีคลองแบบเวนิสกันไปเลย บางที่ทำให้เหมือนกับประเทศกรีซ สวิตเซอร์แลนด์ โมร็อกโก ฝรั่งเศส ฯลฯ คราวนี้มากันอีกเพียบเลย สร้างกระหน่ำไปๆ มาๆ มันเริ่มกลายเป็นสไตล์สถานที่ท่องเที่ยวแนวใหม่ในเมืองไทย โดยมักจะมีคำโปรโมตว่า ยุโรปแห่งเมืองไทย, สวิสเมืองไทย อะไรประมาณนี้, ตายละ ไอ้ไร่อง่นุนั่นมันคือเทรนด์ที่กำลังจะมา แต่เราไม่รู้ตัว


เอาจริงๆ แล้วเมื่อไปถึงเราก็จะพบว่า สถานที่เหล่านี้มันก็ไม่ได้เป็น เวนิสจริง ไม่ได้เป็นฝรั่งเศสจริง มันเพียงแต่ก๊อบปี้เอาลักษณะเด่นของ สิ่งก่อสร้างสถานที่เหล่านั้นบางอย่างมาก่อร่างสร้างทั้งเมืองขึ้นมา อย่าง เวนิสก็จะมีเรือกอนโดลา พร้อมกับคลองเล็กที่คล้ายๆ กับสระน้ำวน ที่สวนสยาม และยังมีการจำลองจัตุรัสเซนต์มาร์กที่เหมือนเอามาแค่มุมเดียว ไม่ได้เอามา 4 มุม (เขาเลยเรียกจำลองไง ให้ดู มุมหนึ่ง แต่ถ้ามีมุมเดียวมันจะเป็นจัตุรัสได้ไง ก็งงอยู่) ตึกรอบๆ ที่เป็นสีทั้งหลายล้วนใหม่เอี่ยมอ่อง ต่างจากตึก โทรมๆ เก่าๆ ที่เวนิสจริง ถ้าให้เทียบกับที่ข้าพเจ้าเคยไป เห็นของจริงมา ก็จะพบว่านี่เป็นเพียง 0.001 เปอร์เซ็นต์ ของเวนิสจริงเท่านั้น เรียกว่าไม่ใช่ก๊อบเกรดเอใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเกรดซีด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าสำหรับคนที่ไม่เคยไปเลย ไม่น่าจะมีใครสนใจว่านี่เวนิสจริงหรือไม่จริงแค่ไหน แค่มีเรือกอนโดลากับคลองให้ถ่ายรูป ก็ถือว่าเป็นเวนิส ไปแล้วเรียบร้อย


นี่ไม่ใช่การตำหนิคนสร้างหรืออำนักท่องเที่ยว แต่อย่างใดครับ อย่างที่บอกว่านี่คือกลไกธรรมชาติ ในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่างสินค้าและผู้บริโภค คือผมคิดว่าแม้นักท่องเที่ยวพึงพอใจกับสิ่งที่ได้รับมา ตามราคาที่ต้องจ่าย โดยที่เอาเข้าจริงพวกเขาอาจจะ ไม่ได้ตั้งคำถามด้วยซ้ำว่านี่มันเวนิสจริงหรือไม่จริง เหมือนหรือไม่เหมือน ของแท้หรือไม่แท้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นเวนิสที่แท้จริง เช่นเดียวกับที่สมัยเด็กๆ ผมกิน ช็อกโกแลตไทยที่หวานเกินขีด และชินไปกับมันจนผมรู้สึกว่านี่คือรสชาติ ของช็อกโกแลตที่แท้จริง โดยที่ไม่รู้เลยว่าช็อกโกแลตจริงๆ จากต้นตอ ประเทศผู้ผลิตนั้นมันอาจจะไม่หวานขนาดนี้ก็ได้ แต่ถ้าจะกินช็อกโกแลต ของจริง ผมอาจจะต้องเสียเงินแพงกว่านี้มากๆ จนอาจทำให้ผมไม่ได้กิน ช็อกโกแลตตลอดชีวิต ผมจึงสร้างกลไกการรับรู้ขึ้นมาว่า เออ...ช็อกโกแลต มันแถวๆ นี้แหละ มันก็ช็อกโกแลตเหมือนกัน แม้ว่ามันจะไม่ใช่ช็อกโกแลต จริงๆ ซึ่งเวนิสก็เช่นกัน เราได้นั่งเรือกอนโดลาก็เหมือนอยู่เวนิสแล้ว ได้ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊คแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ได้ขออะไรมาก เราไม่ได้สนใจ เรื่องอากาศและบรรยากาศรอบๆ เวนิส หน้าตาผู้คน และวัฒนธรรม ที่ประกอบขึ้นมาจนเป็นเวนิสจริงๆ เอาจริงๆ เราไม่รู้และนึกไม่ออกด้วยซ้ำ ว่ามันมีอะไรบ้าง เพราะเราไม่เคยเห็นของจริง นี่คือข้อตกลงระหว่าง ผู้บริโภค กลไกทางเศรษฐกิจ และผู้ผลิตสถานที่ท่องเที่ยว


สถานที่ท่องเที่ยวแนวยุโรปแห่งเมืองไทยเหล่านี้จึงเป็น เหมือนจุดกลางที่ตอบความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ต้องการไปเที่ยวเมืองนอกในเมืองไทย จริงๆ แล้วเป็นคำถาม ที่น่าสนใจสำหรับ ททท. เหมือนกันว่า เราจะนับสถานที่ท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไทยหรือไม่ สมมุติเล่นๆ ว่า ถ้าเกิดมี สถานที่แนวนี้ที่หนึ่ง ดันสามารถสร้างปารีสแบบเหมือนจริง เป๊ะๆ ขึ้นมาได้ มีชาวฝรั่งเศสมาอยู่จริง แล้วดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติมาได้ เราจะสามารถโปรโมตสถานที่ ท่องเที่ยวนี้ได้หรือไม่ เราจะคิดกับมันเหมือนที่เราโปรโมต เยาวราช ไชน่าทาวน์ได้หรือเปล่า


เท่าที่สังเกตเพิ่มเติม คือจริงๆ แล้วเทรนด์เหล่านี้ไม่ได้ จะหยุดแค่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างจังหวัด แต่หลายๆ สถานที่ ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มมีอะไรแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่บรรดา ตามอะเวนิวต่างๆ ที่บางที่พยายามจะปรับเปลี่ยนให้บรรยากาศ เป็นลอนดอน นั่นก็ยิ่งทำให้เราได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ความต้องการของชาวไทยที่อยากจะอยู่ในต่างประเทศนั้นมันมี มากขึ้น


นี่ไม่ใช่การที่ผมกำลังจะบอกว่า เราต้องปกป้องประเทศไทย และกีดกันวัฒนธรรมต่างชาติไม่ให้เข้ามานะครับ เพียงแต่มัน อาจจะเป็นวิวัฒนาการของสังคมที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะเป็น ผลจากการหลั่งไหลของข้อมูลมากมายจากอินเทอร์เน็ต หรือ มันอาจจะเป็นผลที่ค่าตั๋วเครื่องบินมีราคาถูกลง (แต่มันก็ยัง ไม่ถูกพอที่จะทำให้คนทุกคนไปเที่ยวเมืองนอกได้) มันกลับ ทำให้ความต้องการอยากไปต่างประเทศมีมากขึ้น เนื่องจาก เพื่อนที่ไปได้ ก็ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊คอวดกันใหญ่


แต่พูดก็พูดเถอะ การเที่ยวเมืองนอกมันก็เป็นประสบการณ์ ที่ทุกคนอยากจะลองสักครั้งทั้งนั้นแหละครับ และสำหรับ บางคนมันเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมมากจริงๆ การได้ไปรับ ประสบการณ์ที่คล้ายๆ หรือเสมือนจริงจึงเป็นทางออกสำหรับ สิ่งนี้ คนที่จะพูดว่าไม่เห็นอยากจะไปเที่ยวเมืองนอกเลย เที่ยว เมืองไทยดีกว่า ผมคิดว่าส่วนใหญ่คนกลุ่มนั้นจะเป็นคนที่เคย ไปมาแล้วเกือบทั้งนั้นแล ดังนั้น เราอาจจะต้องทำความเข้าใจ คนที่ไม่เคยไปเลยด้วยครับ


ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะได้เห็นอเมริกาใต้แห่ง เมืองไทย หรือแอฟริกาแห่งเมืองไทยกันอีกหรือไม่ อย่าบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะที่เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้

 


 

เรื่อง: นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่

TAT Review Magazine 1/2016