เราสูญเสียสำนึกเกี่ยวกับเวลา เราเชื่อว่าจะเพิ่มพูนความหมายให้กับชีวิต ได้ด้วยการทำอะไรๆ ให้เร็วขึ้น เพราะไอเดียที่ว่าชีวิตนี้สั้นนัก ดังนั้น เราจึงต้องไปให้เร็ว จะได้เก็บทุกอย่างไว้ จริงๆ แล้วชีวิตนี้ยืนยาวมากพอ แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอย่างฉลาดได้อย่างไร - คาร์โล เปทรินี

เมื่อปี 1986 คาร์โล เปทรินี เริ่มจุดประกายการต่อต้านร้านแมคโดนัลด์ ที่จะไปเปิดร้านสาขาใหม่อยู่แถวๆ บันไดสเปน หรือ Piazza di Spagna ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อในกรุงโรม ประเทศอิตาลี

ในเวลานั้น กระแสเศรษฐกิจโลกกำลังไปได้ดี ระบบทุนนิยมและอุตสาหกรรมได้พิสูจน์ตัวเองมาตลอดยุคหลังสงครามโลกว่ามันได้ทำให้เรามีผลิตภาพสูงขึ้นจนเหลือเฟือ ผู้คนมีเวลาว่าง มีเงินเหลือ และมีไลฟ์สไตล์ใหม่ สงครามเย็นกำลังใกล้จะจบ ประเทศเสรีกำลังมีชัยชนะเหนือคอมมิวนิสต์ในอีกไม่นานและนักวิชาการฝ่ายขวามักจะเรียกช่วงนี้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

 

แต่ความขัดแย้งครั้งใหม่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างระบบเศรษฐกิจที่กำลังรุ่งโรจน์กับขบวนการทางสังคมแบบใหม่ๆ ที่ตั้งคำถามกับความรุ่งโรจน์นั้น โดยความคิดแบบฝ่ายซ้ายได้แตกกระจายออกไปสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยมากมาย เช่น กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่อต้านอิทธิพลบรรษัทข้ามชาติ ต่อต้านเทคโนโลยี ฯลฯ

คาร์โล เปทรินี อดีตแอคทิวิสต์ฝ่ายซ้ายชาวอิตาลี และร้านแมคโดนัลด์ สาขาบันไดสเปน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแพร่กระจายและครอบงำทางวัฒนธรรม จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกระแสต่อต้านแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า Slow Movement

Slow Movement ทั้งหลายทั้งปวงมีจุดเริ่มต้นจากวัฒนธรรมอาหาร สำหรับชาวอิตาลี ร้านเชนสโตร์ฟาสต์ฟู้ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความทันสมัยและเป็นหน้าเป็นตาของท้องถิ่น แต่เป็นสัญลักษณ์ของการครอบงำทางวัฒนธรรมทำให้สถานที่ท่องเที่ยวของพวกเขาแปดเปื้อนขัดแย้งกับวิถีชิวิตของคนในท้องถิ่น ที่มีวัฒนธรรมอาหารอันยอดเยี่ยมอยู่แล้ว

คาร์โลเริ่มต้นก่อตั้งองค์กรส่งเสริม Slow Food แล้วต่อมาก็ขยายออกไปสู่การเป็นเมืองช้าๆ หรือ Cittaslow ซึ่งหมายความถึง Slow City เมืองที่วิถีชีวิตของผู้คนช้าลงเพื่อให้คุณภาพชีวิตสูงขึ้น ในช่วงปลายสหัสวรรษ แนวความคิดนี้แพร่กระจายไปทั่วยุโรป ลามออกไปถึงทวีปอเมริกา และตอนนี้ก็กระจายออกไปทั่วโลก

Slow Movement ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จนถึงทุกวันนี้ มันแตกตัวออกไปในวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อต่อต้านความรู้สึกเร่งรีบ ที่มาพร้อมๆ กับความเจริญทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและอุตสาหกรรม

บทความเรื่อง No Time: How did we get so busy? โดย Elizabeth Kolbert ใน The New Yorker อ้างคำกล่าวของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เมื่อปี 1928 ว่า “คนรุ่นหลานของเราจะทำงานวันละสามชั่วโมง และทำด้วยความเต็มใจ”

ในเวลานั้น เทรนด์ของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า เครื่องยนต์ น้ำมัน พลังงาน วัตถุดิบในการผลิตที่มีมากมาย ฯลฯ ทุกคนจึงมีความหวังต่ออนาคตว่าเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเวลาพักผ่อน ทำงานหนักกันน้อยลงกว่าคนรุ่นสงครามโลกมีความกังวลกันว่าเราจะเอาเวลาว่างเหลือเฟือนั้นไปทำอะไรดี

แต่ในความเป็นจริง เวลาผ่านมาเกือบจะศตวรรษแล้ว และเรามีโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้น เทคโนโลยีที่มาทดแทนแรงงานคนมากขึ้น ทำไมเราทุกคนยังคงเร่งรีบ ?

ในบทความ Why is everyone so busy? จาก The Economist เสนอว่า ปัญหาเรื่องความเร่งรีบ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคสมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในศตวรรษที่ 18 คนเรามองเวลาเชื่อมโยงถึงกันแบบสายพานการผลิต และเกิดความคิดว่าต้องตรงเวลาต่อกัน นอกจากนี้ เรายังเชื่อมโยงเวลาเข้ากับเงินค่าจ้าง

ดังนั้น เมื่อแต่ละชั่วโมงของเราถูกเปรียบเทียบไปพร้อมกับคนอื่น อีกทั้งยังถูกตีมูลค่าออกมาเป็นตัวเงิน เราจึงเริ่มมีความรู้สึก ‘เสียเวลา’ และต้องการประหยัดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น ทำให้รู้สึกขาดแคลนเวลามากขึ้นไปเรื่อยๆ

สังเกตได้ชัดเจน จากการตลาดในยุคทศวรรษ 1960 จะเน้นถึงเรื่องความประหยัดเวลา ไม่ว่าจะเครื่องปั่นผสมอาหาร เครื่องตัดหญ้า อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ ทุกอย่างจะเน้นคุณสมบัติหลัก คือการแก้ปัญหาความขาดแคลนเวลาของผู้คน

เราต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อของใช้ประหยัดเวลา ในขณะที่เราก็ต้องใช้เวลาในการทำงานนานขึ้น เพื่อหาเงินมาซื้อของที่ประหยัดเวลาเหล่านั้น เวลาจึงกลายเป็นความกดดันและกลายเป็นอภิสิทธิ์ในเวลาเดียวกัน

ความรู้สึกเร่งรีบตลอดเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่เราไม่มีเวลา แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นปัญหาจากการรับรู้ ในความเป็นจริงทุกวันนี้ ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีเวลาว่างมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

บทความเดียวกันนี้ ยกตัวอย่างชาวอเมริกัน ในปี 1965 เป็นต้นมา ผู้ชายอเมริกันใช้เวลาทำงานน้อยลงสัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนเมื่อ 40 ปีก่อนหน้านี้ ในขณะที่ผู้หญิงใช้เวลาทำงานมากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งเข้าสู่ระบบการจ้างงานหลังจากผู้ชาย ผู้หญิงออกนอกบ้านไปทำงานมากขึ้น แต่พวกเธอทำงานบ้านลดลง เมื่อนำเวลาทำงานทั้งหมดมารวมกันแล้ว พวกเธอก็ไม่ได้ใช้เวลาทำงานมากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน

Cash-Rich, Time-Poor กลายเป็นวลีฮิต คนที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงหรือรายวันจะยิ่งมีความเครียดต่อเรื่องเวลามากกว่าคนที่ได้รับจ่ายเป็นรายเดือน หรือเป็นรายผลงาน คนที่มีรายได้มากจะยิ่งมีความเครียดมากกว่าคนรายได้น้อย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เรามีเวลาว่างมากขึ้นกว่าเดิม

คำถามคือ แล้วเราใช้เวลาว่างที่จริงๆ แล้วเรามีมากขึ้นกว่าเดิมนั้นไปอย่างไรบ้าง?

ในหนังสือ Success Intelligence โดย Robert Holden อ้างถึงแนวคิดของ Staffan Linder นักเศรษฐศาสตร์ชาวสวีเดน เรื่อง Acceleration of Consumption อธิบายว่า ผู้คนที่ทำงานอย่างเร่งรีบ ก็จะใช้เวลาพักผ่อนอย่างเร่งรีบด้วยเช่นกัน

เป็นเพราะว่าผลิตภาพในยุคสมัยของเราพุ่งสูงลิ่ว ทำให้เรามีสินค้าและบริการมากมายเหลือเฟือในราคาย่อมเยาลงเรื่อยๆ เราจึงใช้เวลาอยู่กับสินค้าและบริการเหล่านั้นต่อชิ้นๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้ไปซื้อหาสินค้าและบริการอื่นๆ เข้ามาทดแทนหรือเพิ่มอีก

ความรู้สึกเร่งรีบจะทำให้เราเหนื่อยล้าในวันทำงาน และจะทำให้เราเบื่อง่ายในวันพักผ่อน เราใช้จ่ายสิ้นเปลืองมากขึ้น เช่น ในทริปตีกอล์ฟร่วมกับนักธุรกิจ แทนที่เราจะตีให้ครบ 18 หลุมของสนาม เราก็ตีเพียงแค่ครึ่งทาง แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการนวดสปาและการพูดคุยในร้านอาหารแทน

อีกแนวคิดที่น่าสนใจของ Staffan Linder คือ Simultaneous Consumption อธิบายถึงรูปแบบของสินค้าและบริการ ที่จะต้องควบแน่นคุณสมบัติต่างๆ มาไว้ด้วยกัน อยู่ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ความสุขสุดยอดในเวลาที่รวบรัด เช่นในภัตตาคารที่เสิร์ฟอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ คุณสามารถกินอะไรก็ได้ มากเท่าไรก็ได้ ศูนย์การค้าแบบวันสต๊อปช้อปปิ้ง รวมร้านรวงทุกอย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน

รวมถึงการท่องเที่ยวแบบอัดแน่น อย่างเช่นโปรแกรมทัวร์ต่างประเทศแบบ ‘ทัวร์ 7 วัน 5 ประเทศ’ หรือการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น การตระเวนไหว้พระ 9 วัดในวันเดียว หรือเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทั่วเกาะรัตนโกสินทร์ในวันเดียว ฯลฯ เป็นการเสนอบริการที่ให้ความรู้สึก ‘ไม่เสียเวลา’ และคุ้มค่าสำหรับการใช้เวลาในวันหยุด

ความรู้สึกเกี่ยวกับเวลา ถูกกำหนดด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อมาถึงรูปแบบการใช้วันหยุด คนแต่ละเจเนอเรชั่นที่มีความคิดเกี่ยวกับงานที่แตกต่างกัน ก็จะใช้จ่ายเวลาในวันหยุดที่แตกต่างกัน

คนรุ่นก่อนจะภูมิใจกับภาพถ่ายทริปท่องเที่ยวแบบอัดแน่น ที่ใส่กรอบรูปวางโชว์ในห้องรับแขกที่บ้าน เขาจะบอกเล่าถึงความสนุกสนานเมื่อไปทัวร์ยุโรป 7 วัน 5 ประเทศ โดยไม่ได้บอกว่านั่นได้นับรวมวันที่ออกเดินทางและวันกลับ ที่ต้องนอนหลับอยู่บนเครื่องบินเอาไว้ในนั้นแล้ว

ในขณะที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เดินทางตามขบวนการ Slow Movement พวกเขามองการท่องเที่ยวแตกต่างออกไป และโชว์ความเนิบช้า การใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือยในโซเชียลมีเดียของตัวเองแทน

ไม่มีใครยอมกลับจากทริปท่องเที่ยว แบบที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากกว่าวันทำงาน ไม่ต้องการใช้เวลาในการขึ้นรถลงเรือ เดินทางหลายทอดต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและเบียดเสียดเข้าคิวกันเพื่อไปถึงจุดถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ

การท่องเที่ยวช้าๆ ไม่ได้หมายถึงแค่วิธีการเดินทาง ความช้าในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะแค่การเคลื่อนที่ แต่เป็นความช้าในความหมายถึงขบวนการทางสังคมแบบใหม่ ที่เน้น ‘การเชื่อมโยง’ ชีวิตเข้ากับสิ่งอื่นๆ รอบตัว จากที่เคยแยกขาดออกจากกันในสังคมอุตสาหกรรม ที่เน้นการแบ่งแยกหน้าที่การทำงาน แบ่งแยกเวลาออกเป็นส่วนตัวและเวลางาน

การเชื่อมโยงชีวิตนั้นก็มีได้ในหลายด้าน เช่น การได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น การมีสติและสมาธิกับการทำกิจกรรมใดๆ อย่างแท้จริง รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวในทุกด้าน การเดินทาง ที่พัก อาหาร ชุมชน ผู้คน วัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้ดำเนินไปแบบสำเร็จรูปและเร่งรีบ ผ่านการท่องเที่ยวแบบอุตสาหกรรมแบบเดิมที่เน้นเชื่อมโยงกันอย่างผิวเผิน ณ จุดท่องเที่ยว และผ่านวัตถุอย่างของที่ระลึกและของฝาก

รายละเอียดของทริปไม่จำเป็นจะต้องไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวให้ครบทุกแห่ง แต่คือการใช้เวลาอยู่กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งให้นานพอที่จะทำความรู้จักเพื่อนใหม่ในละแวกนั้น ช้อปปิ้งของฝากจากร้านค้าในท้องถิ่น หาซื้อของใช้ประจำวันและอาหารจากร้านชำ นำมาปรุงอาหารกินเองในห้องพัก

การปักหลักอยู่สถานที่เดียวนานๆ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปได้ รวมถึงการปรุงอาหารกินเองแบบง่ายๆ ก็ประหยัดกว่าการไปกินในร้านอาหารของกรุ๊ปทัวร์ นอกจากนี้การท่องเที่ยวช้าๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง การซักล้างเสื้อผ้าและห้องพัก และมื้ออาหารที่ปริมาณพอเหมาะกับเราเอง

เรื่องเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนธีมไปจากเดิม มันจะไม่ใช่การวัดความสนุกสนานในการท่องเที่ยวด้วยเชิงปริมาณของสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางไปถึง ไม่ได้สื่อผ่านของที่ระลึกและภาพถ่ายแบบยืนเรียงหน้ากระดานของผู้คนในกรุ๊ปทัวร์

คนรุ่นใหม่ปฏิเสธความเร่งรีบแบบเดิม ความช้าเป็นความหรูหราแบบใหม่ ความสำเร็จในการท่องเที่ยววัดกันที่การใช้เวลาอย่างเหลือเฟือ ไม่รีบร้อน โดยไม่ได้แข่งกันเชิงปริมาณสถานที่ท่องเที่ยวอีกต่อไป เรื่องเล่าของคนรุ่นใหม่จะเป็นเรื่องราวของประสบการณ์การเชื่อมโยงตัวเองกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นอย่างแท้จริง

เช่นการผจญภัยในราคาประหยัด การท่องเที่ยวญี่ปุ่นหนึ่งเดือน ด้วยงบไม่เกินสองหมื่นบาท การเฝ้ารอซื้อตั๋วเครื่องบินได้ในราคาโปรโมชั่น การเลือกที่พักผ่านเว็บ Airbnb แล้วได้เจอเจ้าของบ้านที่อัธยาศัยดี การพบเพื่อนใหม่เป็นคนในท้องถิ่น การทดลองชิมอาหารท้องถิ่นในร้านที่ไม่เคยถูกรีวิวลงในหนังสือไกด์บุ๊คส์เล่มไหนมาก่อน การหลงทางทั้งวันไปไม่ถึงจุดหมายแต่ก็ไม่รู้สึกเสียดายเวลา รวมถึงการไปถึงที่หมายในช่วงเวลาพิเศษ เช่นวันเทศกาลสำคัญ หรือเพียงแค่จะได้ซื้ออาหารกล่องตามตารางเวลาของทางร้าน ฯลฯ

เมื่อเทรนด์การท่องเที่ยวแบบช้าๆ กำลังมา ทำให้หลายๆ เมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความน่าดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มคนรุ่นใหม่มากกว่า เพราะมีความแออัดน้อยกว่า มลพิษต่ำกว่า ไม่มีเสียงรบกวน ธรรมชาติสะอาดบริสุทธิ์ การเดินทางสะดวกสบาย รถราไม่ติดขัด

ในขณะเดียวกัน เมืองช้าๆ ก็จะเน้นให้ความสุขกับผู้คนในท้องถิ่น โดยย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิต มากกว่าเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ และจำนวนรายได้ที่เข้ามาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งกลับจะยิ่งส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวแนวใหม่

Slow Travel กลายเป็นบริการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และบางทีก็มีการจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น Lonely Planet เสนอจุดหมายการท่องเที่ยวแบบช้าๆ ทั่วโลกที่น่าสนใจ และปัจจุบันก็มีบริษัทนำเที่ยวให้บริการเหล่านี้แล้ว เช่น
- ขับรถบ้านลัดเลาะไปตามชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย
- ล่องเรือชมฟยอร์ดในประเทศชิลี
- ขี่จักรยานในอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
- ขี่สกูตเตอร์ในริเวียร่า ตอนใต้ของฝรั่งเศส
- เดินป่ามิลฟอร์ด แทรค นิวซีแลนด์
- เส้นทางชิมไวน์ ฝรั่งเศส
- นั่งรถหมาลากเลื่อนหิมะ ในบริติชโคลัมเบีย แคนาดา
- ล่องเรือแม่น้ำโขง ประเทศลาว
- ขี่อูฐทะเลทรายซาฮารา โมร็อกโก


Slow Travel ในบ้านเราก็ได้รับความนิยม แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วยแนวคิดแบบย้อนยุค เนิบช้า รักสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างความสงบภายในใจ

ตลาดเก่า ตลาดน้ำ และย่านการค้าของชุมชนเก่าๆ ในชนบทกลับมาได้รับความนิยม ตลาดสามชุก สุพรรณบุรี ตลาดน้ำอัมพวา สมุทรสงคราม ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ราชบุรี เกาะเกร็ด นนทบุรี ปาย แม่ฮ่องสอน เชียงคาน จังหวัดเลย ฯลฯ

โฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ และโฮสเทล หลายแห่ง ตั้งขึ้นโดยเน้นคอนเซ็ปต์ Slow Life เสิร์ฟอาหารออร์แกนิกส์ สอนโยคะ คลาสออกกำลังกาย ฝึกทำสมาธิ เน้นธรรมชาติความสงบเงียบ ท่ามกลางแหล่งชุมชนเก่าแก่

ล่องเรือ เดินป่า การผจญภัย รวมถึงพิพิธภัณฑ์ วัง และบ้านโบราณ สถานที่ของหน่วยงานราชการต่างๆ

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่จัดการให้เป็น Slow Travel แล้ว เมืองเล็กๆ ในประเทศพัฒนาแล้วมากมาย ที่ดำเนินไปตามแนวทาง Slow City อย่างเช่นในญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย รวมถึงในยุโรปตะวันออก กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นจากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

พวกเขาจะตระเวนถ่ายรูปในเมืองเล็กๆ ที่สวยงามราวกับเป็นฉากหลังเทพนิยาย พักอยู่กับชาวบ้านที่เปิดบ้านให้บริการ Airbnb ตื่นเช้ามานั่งจิบกาแฟช้าๆ ไม่ต้องรีบออกไปไหน เพราะไม่มีกำหนดการบังคับให้ต้องไป และไม่มีคิวนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาต่อแถว ตอนเที่ยงก็ไปตลาดนัดในละแวกชุมชน ซื้อผัก นม และขนมปังแบบออร์แกนิกส์ นำกลับมานั่งกินสงบๆ อยู่ในห้องพัก ทำความรู้จักกับเพื่อนข้างห้อง หรือไม่ก็นอนอ่านหนังสือ แล้วก็อัพรูปภาพในโซเชียลมีเดีย ของที่ระลึกก็จะเป็นหัตถกรรมที่มาจาก Artisan จริงๆ ไม่ใช่โปสต์การ์ดหรือเสื้อยืดสกรีนสัญลักษณ์เมือง

Slow Travel เปิดทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ให้ไม่ต้องเคร่งเครียดกับเวลานัดหมายของกรุ๊ปทัวร์แบบ 5-6-7 คือตื่นตีห้า กินอาหารเช้าของทางโรงแรมตอนหกโมง และออกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่ห่างไกล พร้อมกรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดตอนเจ็ดโมง

การที่นักท่องเที่ยวมีความเป็นปัจเจก เขาได้มีเวลามากขึ้น อยู่สถานที่พักอย่างยาวนาน เดินทางอยู่ในละแวกใกล้ๆ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้คนในท้องถิ่นจริงๆ ได้ทำการค้าขายและหารายได้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านคนกลางและไกด์นำเที่ยวอีกต่อไป

Slow Movement ทั้งหลายทั้งปวง ได้ช่วยตั้งคำถามกับระบบทุนนิยมเสรี อุตสาหกรรมและสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ความเนิบช้าจะช่วยให้มีการกระจายตัวของรายได้และทรัพยากร อีกทั้งยังทำให้ลดความตึงเครียดจากการใช้ชีวิต ทั้งในด้านของการทำงานและด้านการพักผ่อน

 


 

เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

Back to top

TAT 4/2015