1
ในช่วงที่นิตยสารอย่าง Kinfolk เริ่มออกวางตลาดใหม่ๆ นั้น ที่จริงยังมีนิตยสารที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันออกวางตลาดอีกหลายเล่มในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนะครับ

แรกทีเดียว ผมคิดว่านิตยสารเหล่านี้จะก่อให้เกิด ‘คลื่น’ ของนิตยสารแบบ ‘เก๋ไก๋ไปช้าๆ’ ขึ้นมาเสียอีก แต่การณ์ปรากฏว่า เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีแต่นิตยสารอย่าง Kinfolk เท่านั้นที่อยู่ยั้งยืนยง และกลายเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ร่วมกระแสฮิปสเตอร์ยุคใหม่ (อันมี ‘ความหมาย’ แปรเปลี่ยนไปจากฮิปสเตอร์ดั้งเดิมไม่น้อยทีเดียว) จนกระทั่งตัว Kinfolk ที่ถือกำเนิดมาอย่างนอกกระแส ได้กลายไปเป็นกระแสหลักอย่างหนึ่งเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้อยากจะพูดถึง Kinfolk มากเท่านิตยสารอีกเล่มหนึ่ง

นิตยสารเล่มนั้นมีชื่อว่า Anthology

 

2
ใครจะไปคิดใช่ไหมครับว่า จะมีคนคิดตั้งชื่อนิตยสารออกมาว่า Anthology ซึ่งผมเข้าใจว่า สิงห์ สนามหลวง เคยแปลคำนี้เอาไว้แสนไพเราะว่า ‘วรรณมาลัย’

เราน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘มาลัย’ ดีนะครับ ว่าหมายความถึงดอกไม้หลายๆ ชนิดที่ถูกนำมาเรียงร้อยเป็นพวง มีการจัดประดับตกแต่งให้ดอกไม้แต่ละดอกซึ่งก็มีความหมายและความงามในตัวอยู่แล้วนั้น ยิ่งเพิ่มความหมายที่สลับซับซ้อนมากเข้าไปอีกเมื่อมาอยู่รวมกัน

Anthology หรือวรรณมาลัยก็เช่นเดียวกันครับ ความหมายของคำนี้ก็คือการนำเอางานเขียนหรือวรรณกรรมหลายๆ ชิ้นที่เขียนเอาไว้ตามที่ต่างๆ โดยผู้เขียนหลายๆ คน มารวบรวมเป็นเล่มขึ้นมา หนังสือประเภท ‘วรรณมาลัย’ ส่วนใหญ่ จึงเป็นหนังสือที่เกิดขึ้นเพราะบรรณาธิการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา แล้วไปคัดเลือกหยิบยกบทตอนต่างๆ จากที่ต่างๆ มารวบรวมเป็นเล่ม โดยมักจะมีการคิด ‘ธีม’ ขึ้นมาเป็นเล่มๆ ไปแล้วขออนุญาตผู้เขียนเหล่านั้นนำมารวบรวมอีกทีหนึ่ง

วรรณมาลัยจึงเป็น ‘มรดก’ ของสังคมที่มีวัฒนธรรมการอ่านที่ยาวนาน ซับซ้อน และแช่มช้า เพราะกระบวนการวรรณมาลัยไม่ได้เกิดขึ้นได้ในทันที ทว่าเหมือนการตกตะกอนจนกลายเป็นฟอสซิล นั่นคือต้องรอให้เกิดงานเขียนต่างๆ ขึ้นมามากมายมหาศาลเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆ ใช้สายตา ความรู้ และรสนิยมอันแหลมคม เข้าไปคัดเลือกแยกแยะงานชิ้นต่างๆ เหล่านั้นออกมาจากห้วงมหาสมุทรแห่งงานเขียนอันไพศาล แล้วนำมากลั่นกรองรวบรวมเป็นเล่มอีกทีหนึ่ง โดยไม่ได้ไปสั่งงานใหม่เพิ่มเติม เปรียบไปก็เหมือนการเดินอยู่ในสวนดอกไม้ที่มีดอกไม้นับแสนหมื่นดอก แล้วเลือกเก็บทีละดอกๆ ที่สอดคล้องกับ ‘ธีม’ หรือสีสันที่เราเลือกเอาไว้เพื่อร้อยเป็นมาลัยพวงนั้นๆ

แน่นอน, การทำเช่นนี้ได้ แปลว่าเราต้องมี ‘ฐาน’ ทางวัฒนธรรมที่รุ่มรวยมากเพียงพอ โดยเฉพาะวัฒนธรรมการอ่าน

ที่สำคัญ กระบวนการคัดเลือกดอกไม้เหล่านั้น จะต้องเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป แช่มช้า ละมุนละไม จึงจะให้ผลที่งดงามออกมาได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นชื่อนิตยสาร Anthology ผมจึงค่อนข้างประหลาดใจ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่า นิตยสารนั้นต้องออกเป็นวาระ อาจเป็นรายเดือน รายปักษ์ หรือรายสองเดือนสามเดือนอะไรก็ตามที ซึ่งนั่นจะไปกระชั้นกระบวนการเก็บดอกไม้แสนสวยเหล่านั้น

แต่เมื่อพลิกเล่มแรกของ Anthology แล้วพบว่านี่คือนิตยสารที่สร้างขึ้นเป็น ‘ธีม’ เล่ม โดยเล่มแรกพูดถึง ‘ชีวิตแช่มช้า’ หรือ Slow Life พร้อมคำอธิบายตัวเองถึงกำเนิดของนิตยสารเล่มนี้ ผมก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่า ผู้ก่อตั้งต้องการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา


3
ในบรรดาความ ‘สโลว์’ ทั้งปวงนั้น ผมคิดว่าเราอาจคุ้นเคยกับ Slow Food, Slow Travel และ Slow Life ในด้านที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์กันดีอยู่แล้ว แต่กับ Slow Reading นั้น-หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยสักเท่าไหร่

ถ้าเราพลิกดูนิตยสารประเภทที่มีเนื้อเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การเดินทางท่องเที่ยว การออกแบบ หรือวัฒนธรรมส่วนใหญ่มักนำเสนอด้วยภาพมากกว่าเนื้อหาใช่ไหมครับ ด้วยความเชื่อที่ว่า คนอ่านอะไรๆ น้อยลง แต่ ‘ดู’ มากขึ้น จึงทำให้นิตยสารจำนวนมากหันไปนำเสนอในด้านภาพมากกว่าตัวอักษรเป็นหลัก แต่ในต้นปี 2010 เมื่อผู้ก่อตั้งนิตยสาร Anthology ไป ‘บรันช์’ กันที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก พวกเธอเกิดความคิดบางอย่างเกี่ยวกับการอ่านนิตยสารขึ้นมา

คุณจะเห็นได้ว่า แค่เริ่มต้นนิตยสารเล่มนี้ ผู้ก่อตั้งสองคน (คือ เม็ก แมททีโอ อิลาสโค กับ อัง มินห์ ลี) ก็ช่างมีชีวิตที่ ‘ชิล’ และ ‘ช้า’ ดีเหลือเกิน เพราะพวกเธอไปนั่งคุยกันระหว่างมื้อสาย (ซันเดย์บรันช์ได้แฝงสัญญะนั้นเอาไว้มานานแล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่ซันเดย์บรันช์มักเป็นมื้อบุฟเฟต์ยาวนานที่มีราคาแพง) โดยผู้ก่อตั้งสองคนที่เป็นผู้หญิงทั้งคู่นั้น ต่างก็เป็นทั้งนักเขียนและนักอ่านตัวยง ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่า แม้จะมีความสุขกับการอ่านออนไลน์ซึ่งเป็นการอ่านที่ ‘เร็ว’ แต่พวกเธอก็ไม่ยอมรับทฤษฎีที่ว่า ผู้อ่านจะไม่ชอบอ่านสิ่งพิมพ์ที่จับต้องได้ในมืออีกต่อไปแล้ว

นั่นทำให้พวกเธออยากทำนิตยสารใหม่ขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง

โดยความสนใจแล้ว พวกเธอชอบเรื่องราวเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การทำอาหาร การเดินทาง การออกแบบ พูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องในบ้าน เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมทั้งหลายนั่นแหละครับ แต่พวกเธอไม่อยากได้นิตยสารที่นำเสนอแค่ภาพสวยๆ เท่านั้น ทว่าอยากนำเสนอนิตยสารเล่มใหม่ที่ใช้วิธีแบบ Narrative Approach หรือใช้ ‘การเล่า’ ด้วย ‘ภาษา’ เป็นหลักมากกว่าแค่ใช้ภาพนำเสนอเท่านั้น

แน่นอน, เรื่องราวใน Anthology ในแต่ละเล่มนั้น คือ การนำเอาเรื่องราวต่างๆ มารวมกันตามชื่อนิตยสาร โดยให้มีศูนย์กลางของเนื้อหาอยู่ที่ธีมเล่มแต่ละเล่ม โดยเล่มแรกที่ผมมีโอกาสได้พลิกดูที่ร้านหนังสือ Book Smith ที่เชียงใหม่ ในยุคที่ร้านนี้เพิ่งจะเปิดตัวใหม่ๆ และผู้คนทั่วไปยังไม่รู้จักแม้กระทั่งนิตยสารดังอย่าง Kinfolk นั้น, Anthology นำเสนอธีมเล่มเรื่อง The Slow Life ซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายรายล้อมธีมความช้า ไม่ว่าจะเป็นบ้านแสนสบายของศิลปินในเมืองแสนก้าวหน้าอย่างเบิร์คลีย์ เรื่องของนักออกแบบจากชิคาโกที่สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์แสนสวยด้วยมือของตัวเอง การตกแต่งสวนสมัยใหม่อย่างแช่มช้า ค่อยเป็นค่อยไป รวมไปถึงการจัดดินเนอร์ปาร์ตี้ในแบบที่สนุกแต่ไม่ยุ่งเหยิง เพราะเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ฉุกละหุกเร่งร้อน

จะเห็นได้ว่า แนวคิดของ Anthology นั้น มีจุดกำเนิดอยู่ที่ความ 'ช้า' ของชีวิต แล้วใช้ 'วิธี' ที่เหนี่ยวรั้งให้ผู้คนต้องเสพอย่าง ‘ช้าๆ’ ไม่ใช่แค่ตัวนิตยสารเอง แต่รวมไปถึงเนื้อหาทั้งหลายที่อยู่ในเล่มด้วย และแม้ว่าเล่มถัดจากนั้นจะไม่ได้มีธีมเกี่ยวกับ Slow Life อีกแล้ว แต่ลักษณาการที่แทรกซ่อนอยู่ก็กระตุ้นให้เราหยิบ Anthology ไปขดตัวอ่านช้าๆ อยู่ตามมุมสบายในบ้าน พร้อมเนื้อหาที่บอกเราว่า เราสามารถมีชีวิตที่ช้าลงเหมือนค่อยๆ บรรจงเก็บดอกไม้ในสวนมาเรียงร้อยเป็นมาลัยได้เสมอ

 

4
มีผู้บอกว่า ‘ความช้า’ คือความหรูหราใหม่ เพราะมีแต่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีเท่านั้น ที่สามารถจะ ‘ช้า’ ได้ หลายคนวิพากษ์ขบวนการ Slow Food เอาไว้มากมายว่า เป็นกิจกรรมของคนที่เป็นเศรษฐีเท่านั้น จึงจะสามารถค่อยๆ ปรุงอาหารโดยใช้เวลาหลายๆ วัน ทำอาหารโดยใช้ความร้อนต่ำ ค่อยๆ ให้มันสุก รอเวลาให้ไวน์ที่หมักบ่มเองนั้นได้ที่ถึงจุดที่ดีที่สุด แล้วค่อยบริโภค

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีแต่คนรวยเท่านั้น ที่จะสามารถทำตัวเหมือน ‘ขี้เกียจ’ ได้

ส่วนคนทำงานที่ยังต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบหารายได้เข้าบ้านส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานประจำก็ตามที ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถ ‘สโลว์’ หรือ ‘เกียจคร้าน’ กันได้หรอก ทั้งนี้ก็เพราะกลไกของระบบเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ (จะเรียกมันว่าทุนนิยม ตลาดเสรี หรืออะไรก็ตามที) ทำให้มนุษย์ไม่สามารถ ‘หยุด’ หรือแม้แต่ ‘ชะลอ’ ตัวเองให้ช้าลงได้ มีแต่ต้องเร่งจังหวะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยกลุ่มคนที่อยู่บนยอดสูงของโครงสร้างเหล่านี้นี่เอง ที่เป็นผู้สร้างแรงกดดันลงมาเป็นชั้นๆ อย่างสลับซับซ้อน มีทั้งที่โฉ่งฉ่างและแนบเนียน จนทำให้คนที่อยู่ทางด้านล่างของโครงสร้าง ต้องโบยตีตัวเอง (ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว) ทำให้ชีวิตต้องดำเนินไปอย่างเร่งร้อน

ไม่เฉพาะการทำงานเท่านั้นที่เร่งร้อน กระทั่งการเดินทางท่องเที่ยวก็ยังเร่งร้อน อย่างที่หลายคนเคยตั้งคำถามกับตัวเองกันมาแล้วว่า ทำไมเวลาไป ‘พักร้อน’ ด้วยการท่องเที่ยว เมื่อกลับมาถึงได้รู้สึก ‘เหนื่อย’ มากกว่าเดิม

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะชีวิตอันเร่งร้อนทำให้เรามีโอกาสหยุดพักร้อนน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เมื่อเวลาในการ ‘หยุด’ มีน้อยลง เราจึงต้อง ‘รีบพัก’ ซึ่งหลายครั้งมีผลไปถึงการ ‘รีบเที่ยว’ ด้วย เพราะไม่มีใครมีเวลามากพอที่จะค่อยๆ ตระเวนท่องเที่ยวไปในโลกเหมือนที่นักเดินทางสมัยก่อนเคยเป็น

เราไม่สามารถไปพักอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ในชนบทที่ไหนสักแห่งเป็นเวลานานๆ ได้ ไม่ต้องในฝรั่งเศสตอนใต้หรือไปอยู่นานเป็นเดือนๆ หรอก เพียงไปนอนชายทะเลในเมืองไทยที่ไหนสักแห่งเป็นเวลาสักหนึ่งอาทิตย์ หลายคนก็จะร้อนรนไม่อยากอยู่ที่เดียว นานๆ แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะคุ้นเคยกับความเร่งร้อนเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาในทุกขณะของชีวิต จนทำให้ความสามารถที่จะแช่มช้าซึมซับนั้นลดน้อยถอยลง และถ้าฝืนตัวเองให้ทำอย่างนั้น ความกระวนกระวายก็จะกระโจนผึงเข้ามาแทนที่

ด้วยเหตุนี้ ในแง่ของการท่องเที่ยว เราจึงเห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘กับดักนักท่องเที่ยว’ หรือ Tourist Trap ขึ้นตามเมืองต่างๆ นั่นคือ เป็นแหล่งที่มีอะไรบางอย่างสำแดงความเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเสพแหล่งท่องเที่ยวอย่างสำเร็จรูป นักท่องเที่ยวควรจะ ‘มีอะไรทำ’ ด้วยการมาถ่ายรูป กินดื่มชื่นชมอะไรบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นั้นๆ ถ่ายรูปแบบเซลฟี่ด้วย แล้วก็จากไปโดยใช้เวลาไม่นานนัก

ทั้งหมดนี้มาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจ ทั้งการสแน็ปถ่ายรูป ความเร่งร้อนในการเสพสถานที่ท่องเที่ยวแบบสำเร็จรูป และการ ‘มักมากทางการท่องเที่ยว’ คือต้องไปเห็นให้ได้มากแห่งที่สุด เนื่องจากเวลาในการเดินทางท่องเที่ยวมีน้อยเกินไป จะให้ไปอยู่กับผู้คนในท้องถิ่น ค่อยๆ ทำความรู้จักพื้นที่และวัฒนธรรมของที่นั้นๆ อย่างแช่มช้า ผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองจริงๆ ไม่ได้ปรุงแต่งประดิษฐ์ให้เกิดขึ้น หรือไปที่นั่นเพื่อที่จะ ‘ไม่ทำอะไร’ ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่เมื่อมีแรงกด ก็ย่อมมีแรงต้าน ด้วยเหตุนี้ การเดินทางท่องเที่ยวแบบที่เรียกว่า Slow Travel จึงเกิดขึ้นคล้อยหลังต้นแบบอย่างขบวนการ Slow Food ไม่นานนัก

Slow Travel ไม่ใช่วิธีการท่องเที่ยวมากเท่าวิธีคิดในการเดินทางท่องเที่ยว นั่นคือไม่ได้พยายาม ‘บีบอัด’ เร่งเร้าให้ต้องเดินทางไปเห็นทุกสิ่งภายในหนึ่งทริป ทว่านักท่องเที่ยวที่เป็น Slow Traveler จะใช้เวลาค่อยๆ สำรวจแต่ละสถานที่อย่างช้าๆ และซึมซับประสบการณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น พูดๆ ง่ายก็คือไม่ได้ไปเพื่อเที่ยวหรือทำอะไรบางอย่าง แต่ไปที่นั่นเพื่อจะไม่ทำอะไร

ปรัชญาของ Slow Travel ก็คือการ ‘ปล่อยให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก’ และได้ ‘ทำความรู้จัก’ ในแบบที่เกิดขึ้นเอง มากกว่าแค่ ‘เห็น’ หรือ ‘บริโภค’ ซึ่งจะทำให้เกิดสายสัมพันธ์กับสถานที่ ผู้คน และวัฒนธรรมนั้นๆ มากกว่า

อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ขบวนการ Slow ทั้งหลายแหล่นั้นล้วนเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ ‘มีความสามารถ’ ที่จะ Slow ได้ ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่อยู่ในชั้นบนๆ ของโครงสร้างที่กดทับผู้คนให้ต้องลนลานเร่งเร้านั่นแหละ ถ้าเรามองขบวนการ Slow ด้วยสายตาแบบนี้ก็ต้องบอกว่านี่เป็นขบวนการที่น่าหมั่นไส้อยู่ไม่น้อย แต่ถ้ามองไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เราจะพบว่าข้อดีของสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เป็นไปได้ไม่น้อยที่ขบวนการนี้จะทำให้คนโดยทั่วไปต้องหันกลับมา ‘ทบทวน’ ตัวเองกันว่า ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่นั้นมันได้ทำร้ายเราไปมากน้อยแค่ไหน

แน่นอน ความช้า-เร็ว, ไม่ใช่เรื่องที่เป็นสากลมากเท่าอัตวิสัย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะหาจุดสมดุลระหว่างการทำงาน และพักผ่อน ระหว่างความเร็วและช้า และระหว่างการมีชีวิตที่มีเป้าหมายและการมีชีวิตที่ดี-ให้ได้ลงตัวมากขึ้นในท่ามกลางความผันผวนวุ่นวายของโลกเช่นนี้

นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายครั้งเรามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเรากำลังมีชีวิตที่ช้าหรือเร็วเกินไปหรือไม่

 

5
ในหน้าเว็บของนิตยสาร Anthology มีข้อความหนึ่งที่บอกเราว่า นิตยสารเล่มนี้ต้องใช้ความสามารถและ ‘การทำงานหนัก’ ของเหล่านักเขียนฟรีแลนซ์จำนวนนับสิบๆ คน นี่คือข้อความที่ฟังดูย้อนแย้งเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอน, การทำงานหนักไม่ได้แปลว่าต้องเร่งเร้าลนลานเสมอไป แต่กระนั้น นัยที่แฝงเร้นอยู่ก็ยังเป็นความหนักหนาสาหัสในการทำงาน ซึ่งย่อมมี ‘เวลา’ (หรือเส้นตาย) เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ และเป็น ‘เวลา’ นี้เอง ที่เป็นเครื่องกำหนดความช้าเร็วของชีวิต

คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ-แล้วผู้ที่มีความสามารถในการ Slow จะช่วยให้ผู้อื่นมีความสามารถเดียวกันนั้นได้อย่างไรไหม ไม่ใช่เพื่อบอกให้ทุกคนต้องช้า แต่เพื่อที่ทุกคนจะได้มี ‘โอกาส’ ที่จะเลือกว่าตัวเองจะช้าหรือเร็วอย่างไรในจังหวะที่ตัวเองต้องการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องสำคัญ และเราไม่ควรจะ ‘ช้า’ กับการพยายามสร้างให้โอกาสนี้ได้เกิดขึ้นจริงสักเท่าไหร่นักหรอกนะครับ

 


 

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

Back to top

TAT 4/2015