เรือสำราญเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องมาอย่างยาวนานโดยบริษัท P&O และ Cunard ถือเป็นผู้บุกเบิกเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุสัญชาติอเมริกันซึ่งมีรายได้สูงและชื่นชอบการล่องเรือไปในหลากหลายเส้นทาง ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ฤดูกาล และความชื่นชอบส่วนตัว ให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการ ความปลอดภัย ตลอดจนกิจกรรมบนเรือและบนฝั่ง ในระยะเริ่มต้นของการขยายธุรกิจอย่างเต็มตัว สายการเดินเรือได้ใช้เรือสำราญขนาดเล็กแต่หรูหราบริการในหลากหลายเส้นทาง เน้นเส้นทางแถบทะเลแคริบเบียนเป็นหลัก และมีการล่องเรือระยะยาวรอบโลก (World Cruise) แวะพักตามท่าเรือ แวะพัก (Port of Call) ที่น่าสนใจในหลากหลายภูมิภาค เช่น ยุโรป อเมริกาใต้ เอเชีย เป็นต้น

ลักษณะเฉพาะของเรือสำราญคือการผสมผสานระหว่างธุรกิจที่พักและการคมนาคมขนส่งไว้ด้วยกัน โดยนำกิจกรรมที่มีสาระและความบันเทิงต่างๆ นำเสนอระหว่างการเดินทางล่องเรือ มีบริการพื้นฐานต่างๆ เช่น ห้องอาหาร การแสดง กาสิโน สปา ร้านขายของปลอดภาษี คลับ สระว่ายน้ำ เป็นต้น และอาจจะมีบริการเสริมอื่นๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และใช้ท่าเรือแวะพักต่างๆ เป็นจุดดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้ตัดสินใจล่องเรือสำราญ ทั้งนี้ความปลอดภัยตลอดการล่องเรือถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ธุรกิจเรือสำราญเริ่มมีการแข่งขันกันสูงขึ้น มีสายการเดินเรือได้เข้ามาในธุรกิจมากขึ้น สายการเดินเรือหลัก เช่น Carnival Corporation, Royal Caribbean International หรือ Star Cruises ได้มีการใช้กลยุทธ์การควบรวมกิจการในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในที่สุดหลายสายการเดินเรือ เช่น Princess, Costa, Cunard, P&O, AIDA, Seabourn, Holland America Line เป็นส่วนหนึ่งของ Carnival Corporation และเป็นสายการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 50 ของอุตสาหกรรม ในขณะที่ Royal Caribbean International ได้ควบรวมกิจการกับ Celebrity Cruise กลายเป็นสายการเดินเรืออันดับที่สองของโลกมีสัดส่วน 1 ใน 4 ของอุตสาหกรรม ในส่วนของ Star Cruises ได้มีการควบรวมกิจการกับ Norwegian Cruise Line จนกลายเป็นสายการเดินเรืออันดับสามในเวลานั้น ทำให้ธุรกิจเรือสำราญถูกครอบงำโดยสายการเดินเรือหลักเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สายการเดินเรือขนาดเล็ก เช่น Silver Sea, Sea Dream, Hapag-Lloyd ยังคงดำเนินกิจการโดยเจาะตลาดกล่มผู้สูงอายุ เน้นคุณภาพบริการและตัวสินค้าที่แตกต่างเป็นหลัก

หลังจากการควบรวมกิจการของสายการเดินเรือหลัก มีการนำกลยุทธ์มาใช้ในการแข่งขัน มีการขยายฐานลูกค้าเรือสำราญ มีการกำหนดแผนการตลาดที่เป็นแนวรุกมากขึ้น มีการสร้างเรือสำราญเพิ่มมากขึ้น มีการสร้างความแตกต่าง เป็นต้น เป็นเหตุให้การท่องเที่ยวเรือสำราญมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก บริบทการท่องเที่ยวเรือสำราญเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มคนรวยเพียงกลุ่มเดียวเป็นการขยายกลุ่มตลาดให้กว้างขึ้น มีการเจาะตลาดกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว โดยใช้ราคาเป็นกลยุทธ์หลักในการจูงใจ เป็นสาเหตุที่ทำให้ขนาดของเรือใหญ่โตมากขึ้นเพื่อให้เกิดการประหยัดเชิงขนาด (Economy of Scale) และลดต้นทุนของการจัดการส่งผลให้ราคาของการล่องเรือลดลง สามารถจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายใหม่ตัดสินใจซื้อ ซึ่งสถานการณ์ของอุตสาหกรรมเรือสำราญสามารถสรุปหลักได้ดังต่อไปนี้


สถานการณ์การท่องเที่ยวเรือสำราญ
1. การเติบโตของอุตสาหกรรมเรือสำราญในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
การท่องเที่ยวเรือสำราญมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวเรือสำราญตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 จนถึงปัจจุบัน พบว่าจำนวนนักท่องเรือสำราญมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค โดยเกินครึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอเมริกา รองลงมาเป็นกลุ่มยุโรป และมีการคาดการณ์แนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต แม้ว่าจะเผชิญกับวิกฤติและปัจจัยต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือแม้แต่อุบัติเหตุจากเรือสำราญ

แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเรือสำราญในทวีปเอเชียมีจำนวนไม่มากนักหากเปรียบเทียบกับภูมิภาคหลักอื่นๆ หากพิจารณาอัตราการเจริญเติบโตพบว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วและน่าสนใจ จากข้อมูลของ PATA (2010) และ CLIA (2014) พบว่าในปี ค.ศ. 2010 สัดส่วนจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาท่องเที่ยวโดยเรือสำราญมีเพียงแค่ร้อยละ 2.4 และเพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 3.3 และ 4.4 ในปี ค.ศ. 2013 และ 2014 ตามลำดับ แสดงให้เห็นศักยภาพของภูมิภาคเอเชียต่ออุตสาหกรรมเรือสำราญ เหตุผลหลักๆ ที่ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น คือ ท่าเรือที่มีความหลากหลายครอบคลุมในหลายพื้นที่ สินค้าทางการท่องเที่ยวของแต่ละท่าเรือมีลักษณะเฉพาะ ฤดูกาลล่องเรือที่สามารถล่องเรือได้ตลอดปี ความคุ้มค่าของเงิน ความน่าสนใจของเส้นทางการล่องเรือระยะทางระหว่างท่าเรือที่เข้าถึงได้ง่าย ตลาดที่เติบโตของนักท่องเที่ยวเรือสำราญในทวีปเอเชีย ทำให้หลายสายการเดินเรือทุกขนาด เช่น Royal Caribbean International, Costa, Princess, Celebrity, Seabourn, Silver Sea และรวมไปถึงบริษัท Star Cruises ที่ให้บริการในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ได้นำเรือเข้ามาวิ่งในแถบเอเชียมากขึ้น บางสายการเดินเรือนำเรือมาให้บริการในแถบเอเชียตลอดปีบ้าง เป็นช่วงฤดูกาลบ้าง ในขณะที่ภูมิภาคหลักไม่สามารถล่องเรือได้ และบางสายการเดินเรือแวะพักที่ท่าเรือในเอเชียเป็นครั้งคราว สะท้อนภาพว่า ภูมิภาคนี้จะมีบทบาทสำคัญในธุรกิจเรือสำราญในอนาคตอันใกล้นี้ และเป็นโอกาสของเอเชียในการพัฒนาเมืองท่าต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด และเป็นการสร้างและกระจายรายได้ให้กับท่าเรือ

 

2. ขนาดเรือสำราญใหญ่มากขึ้น
ขนาดของเรือสำราญเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลต่อการจัดการท่าเรือมากที่สุด ในอดีตเรือสำราญที่ให้บริการเป็นเรือขนาดเล็กบรรจุผู้โดยสารประมาณ 100-200 คน โดยเน้นการตกแต่งที่หรูหรา ความสะดวกสบาย การบริการ จำนวนคนไม่เยอะ กำหนดราคาสูง ต่อมาเมื่อเรือสำราญเป็นที่รู้จักมากขึ้น สายการเดินเรือเริ่มขยายฐานลูกค้าเป้าหมายจากกลุ่มผู้สูงอายุไปยังกลุ่มที่หลากหลายดังที่กล่าวมาข้างต้น ขนาดของเรือสำราญเริ่มเปลี่ยนแปลงให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารได้มากขึ้น และมีราคาลดลงเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายใหม่ ทำให้ขนาดของเรือมีการพัฒนาให้ใหญ่มากขึ้น จาก 100-200 คน เป็น 1,000-2,000 คน จนปัจจุบันมีเรือขนาด 3,000-4,000 คน จำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้อยู่ภายใต้บริษัท Royal Caribbean International ชื่อเรือ Oasis of the Seas และ Allure of the Seas ซึ่งเป็นเรือพี่เรือน้องมีขนาด 225,282 ตันกรอสส์ รองรับผู้โดยสารได้ทั้งสิ้น 5,400 คนและลูกเรืออีก 2,000 คน และมีแนวโน้มว่าขนาดของเรือจะใหญ่มากขึ้นในอนาคต โดยหากดูสัดส่วนของเรือสำราญในตลาดพบว่าสัดส่วนเรือสำราญขนาดใหญ่มาก (เกิน 100,000 ตันกรอสส์) มีมากถึงร้อยละ 36 หรือเกือบ 1 ใน 3 และมีแนวโน้มจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เมื่อรวมกับเรือขนาดใหญ่ (80,000-100,000 ตันกรอสส์) มีสัดส่วนร้อยละ 21 ซึ่งเมื่อรวมเรือสำราญสองขนาดนี้พบว่า มีมากกว่าครึ่งของเรือสำราญทั้งหมด (ภาพที่ 3) นอกจากนั้นเรือสำราญที่มีการสั่งต่อในช่วงปี ค.ศ. 2000-2018 ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่และใหญ่มาก จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการจัดการท่าเรือทั้งท่าเรือหลัก และท่าเรือแวะพักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอดีตตัวท่าเรือจึงแสดงบทบาทแค่เป็นประตู (Gateway) สู่แหล่งท่องเที่ยวหลักของท่าเรือนั้นๆ แต่ปัจจุบันตัวท่าเรือมีความสำคัญมากขึ้น เพราะต้องมีศักยภาพและประสิทธิภาพที่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่และจำนวนผู้โดยสาร มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม มีความปลอดภัย

สำหรับภูมิภาคเอเชียมีเรือสำราญลำใหญ่ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น เรือ Mariner of the Seas ซึ่งมีขนาด 138,279 ตันกรอสส์ รองรับลูกค้าได้มากกว่า 3,000 คน นอกจากนี้ในปีนี้ (ค.ศ. 2015) ทาง Royal Caribbean International ได้ส่งเรือลำใหม่ชื่อ Quantum of the Seas เข้ามาวิ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยมีขนาดใหญ่โตขึ้นถึง 168,666 ตันกรอสส์ รองรับลูกค้าได้มากกว่า 4,000 คน ในขณะเดียวกันสายการเดินเรืออื่นๆ ก็นำเรือขนาดใหญ่และใหญ่มาก (Large & Mega Cruise Ship) เข้ามาในภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


3. กลุ่มลูกค้าเรือสำราญมีความหลากหลายมากขึ้น
สายการเดินเรือมองว่ากลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมีขนาดเล็กเกินไปในการขยายฐานธุรกิจ โดยมุ่งทำการตลาดไปยังกลุ่มใหม่คือกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ดังนั้น สายการเดินเรือต่างๆ จึงกำหนดกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น เช่น การสร้างเรือขนาดใหญ่มากขึ้น การพัฒนากิจกรรมและสาธารณูปโภคพื้นฐานบนเรือ การกำหนดเส้นทางการเดินเรือที่หลากหลาย จำนวนวันในการล่องเรือสั้นลง ราคาสำหรับการล่องเรือให้สอดคล้องและเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า

สำหรับตลาดเรือสำราญในเอเชีย สายการเดินเรือได้พยายามเจาะตลาดกลุ่มใหม่ ได้แก่ กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวชาวจีนและอินเดียเป็นกลุ่มหลัก เพราะมีจำนวนประชากรเยอะ และมีศักยภาพในการล่องเรือ โดยพฤติกรรมการเดินทางของกลุ่มนี้จะเน้นการเดินทางกับครอบครัวเป็นหมู่คณะ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มยุโรปหรืออเมริกา นักท่องเที่ยวเอเชียนิยมล่องเรือในระยะเวลาสั้นระหว่าง 3-7 วัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ให้ความสำคัญกับท่าเรือแวะพักที่น่าสนใจ กล่าวคือต้องมีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจและหลากหลาย ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวได้ดี โดยต้องมีความคุ้มค่าเงิน สายการเดินเรือคาดการณ์ว่าเพียงแค่เจาะตลาดในกลุ่มประเทศในแถบเอเชียที่มีเศรษฐกิจเติบโตเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลี เพียงแค่ร้อยละ 0.5% ของประชากรทั้งหมดจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากเกินถึง 16 ล้าน ซึ่งมีจำนวนมากกว่านักท่องเที่ยวเรือสำราญทั้งหมดของทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้สายการเดินเรือได้นำเรือเข้ามาให้บริการในภูมิภาคเอเชีย และสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของเรือสำราญขนาดเล็ก ที่เน้นคุณภาพของตัวสินค้าและบริการ ความน่าสนใจของท่าเรือแวะพักซึ่งเรือสำราญขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ สายการเดินเรือที่ยังคงเจาะกลุ่มตลาดนี้ ได้แก่ Seabourn, Silver Sea, Sea Dream, Hapag-Lloyd, Crystal Cruise เป็นต้น


4. ความต้องการท่าเรือเพิ่มขึ้น
เมื่ออุตสาหกรรมเรือสำราญเติบโตมากขึ้นภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง สายการเดินเรือได้กำหนดกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน หนึ่งในนั้นคือการคัดเลือกท่าเรือเพื่อกำหนดเส้นทางการเดินเรือ เพราะเส้นทางการเดินเรือที่ออกแบบให้น่าสนใจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ตัดสินใจล่องเรือ ดังนั้น ท่าเรือที่มีลักษณะเฉพาะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย มีกิจกรรมการท่องเที่ยวหลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จัก ชื่อเสียงของตัวท่าเรือ ความปลอดภัยและความสะอาด ฤดูกาล ระยะทางไม่ไกลเกินไประหว่างท่าเรือ ซึ่งไม่ควรจะไกลกว่า 200 ไมล์ทะเล และบริการอื่นๆ ที่เรือสำราญต้องการ แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ ศักยภาพและความพร้อมของตัวท่าเรือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรองรับเรือสำราญมีสาธารณูปโภคที่จำเป็นพร้อม มีโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยในการพิจารณาในการคัดเลือกท่าเรือของสายการเดินเรือในปัจจุบัน


5. ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการพิจารณาตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเรือสำราญซึ่งการเดินทางส่วนใหญ่อยู่ในทะเลหรือแม่น้ำ และมีความเสี่ยงจากผลกระทบอื่นๆ และส่งผลต่อภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเรือสำราญ เช่น อุบัติเหตุของเรือสำราญ Costa Concodia เป็นเหตุให้ผู้โดยสารเรือเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ไฟไหม้ในเรือสำราญ Insignia เป็นเหตุให้ผู้โดยสารเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง หรือไฟไหม้เรือ Grandeur of the Seas แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิต อีกทั้งโรคซารส์ และไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ H5N1 โรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร (Noro-Virus) ที่เกิดขึ้นในเรือสำราญ หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น พายุ แผ่นดินไหว สึนามิ รวมไปถึงภัยจากโจรสลัด เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางล่องเรือทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสายการเดินเรือจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับสูงสุด เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความไว้วางใจในตราสินค้าของตนเอง ด้วยเหตุนี้การจัดการท่าเรือจึงต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องหลักเช่นเดียวกัน โดยท่าเรือต้องได้รับการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ระดับนานาชาติเรื่องความปลอดภัยของเรือและท่าเรือ หรือที่เรียกว่า International Ship and Port Facility Security Code: ISPS Code


สถานการณ์การท่องเที่ยวเรือสำราญของภูมิภาคเอเชีย
ภูมิภาคเอเชียสามารถแบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาคย่อยสำหรับการท่องเที่ยวเรือสำราญ ได้แก่ เอเชียตะวันออก (East Asia) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) และเอเชียใต้ (South Asia) โดยแต่ละภูมิภาคย่อยมีความหลากหลายของวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ฤดูกาล และสภาพภูมิอากาศ


1. ภาพรวมของแต่ละภูมิภาคย่อยของทวีปเอเชีย

1.1 เอเชียตะวันออก (East Asia) ประกอบด้วยประเทศหลักๆ คือ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น ในปัจจุบัน (ค.ศ. 2015) มีจำนวนเรือและลูกค้าเรือสำราญเดินทางเข้าไปแวะท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากความพร้อมของท่าเรือ ทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ประเทศจีน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ระยะทางระหว่างท่าเรือที่ใกล้กัน อีกทั้งแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวมีความหลากหลาย โดยฮ่องกงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเรือสำราญในแถบนี้ ในขณะที่จีนและประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาเพื่อเข้ามาแย่งชิงโอกาสในการเป็นท่าเรือหลัก (Homeport) ในแถบนี้


1.2 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) ประกอบด้วย สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นต้น เป็นภูมิภาคย่อยของเอเชียที่มีเรือสำราญและนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวรองลงมาจากเอเชียตะวันออก เนื่องจากตัวสินค้าทางการท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าสนใจ ความคุ้มค่าเงิน เส้นทางการเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือที่ใกล้กัน สภาพอากาศ ในภูมิภาคย่อยนี้ สิงคโปร์มีบทบาทในการเป็นท่าเรือหลัก (Homeport) และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเรือสำราญ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย แสดงบทบาทการเป็นท่าเรือแวะพัก (Port of Call) ประเทศสิงคโปร์ได้ทุ่มงบประมาณในการพัฒนาตัวท่าเรือเพื่อรองรับเรือสำราญที่เพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนและขนาด โดยสร้างท่าเรือหลักสำหรับเรือสำราญท่าที่สองชื่อ Marina Bay Cruise Center ซึ่งมีขนาดใหญ่และสามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่มากเพิ่มขึ้นจากท่าเรือเดิมคือ Singapore Cruise Center ในขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้มีการพัฒนาตัวท่าเรือไปอย่างช้าๆ ทำให้ความสามารถในการรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่มีข้อจำกัด เพราะในบริบทการพัฒนาจำเป็นต้องบูรณาการไปด้วยกันทั้งภูมิภาค การที่มีท่าเรือหลักที่ได้มาตรฐาน แต่ท่าเรือแวะพักยังไม่พร้อมจึงเป็นข้อจำกัดในการเติบโตของอุตสาหกรรม


1.3 เอเชียใต้ (South Asia) ประกอบด้วย อินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นภูมิภาคย่อยของเอเชียที่แม้จะมีจำนวนเรือสำราญแวะพักน้อยที่สุด แต่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพียงแต่แต่ละประเทศยังไม่มีการพัฒนาท่าเรือเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยเรือสำราญส่วนใหญ่ที่ไปแวะพักยังท่าเรือแถบนี้เป็นเรือสำราญขนาดเล็กและขนาดกลาง เนื่องจากมีข้อจำกัดในหลายประเด็น โดยเฉพาะตัวท่าเรือ


2. นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายของเรือสำราญเพิ่มขึ้น
ในอดีตการท่องเที่ยวเรือสำราญไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย บริษัท Star Cruises ถือเป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเรือสำราญในแถบเอเชียมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยเจาะตลาดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในช่วงแรก เพื่อล่องเรือในแถบฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย โดยใช้เรือขนาดกลางและปรับเปลี่ยนเป็นเรือขนาดใหญ่ ต่อมาได้มีการเจาะกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยว จีน อินเดีย ญี่ปุ่น รวมถึงออสเตรเลีย นอกจากนั้นมีการจัดทำแพ็คเกจรวมเครื่องบินและการล่องเรือ (Fly & Cruise Package) โดยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศอังกฤษเข้ามาท่องเที่ยวในภูมิภาคโดยใช้ภูเก็ตเป็นท่าเรือหลัก

ต่อมาสายการเดินเรืออื่นๆ มองเห็นโอกาสการเติบโตของการท่องเที่ยวเรือสำราญในเอเชีย จึงนำเรือสำราญเก่าๆ เข้ามาให้บริการเพื่อทดลองตลาด และพบว่าโอกาสในการเติบโตมีความเป็นไปได้สูง เป็นเหตุให้หลายสายการเดินเรือนำเรือเข้ามาให้บริการอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมากขึ้น โดยเจาะตลาดเอเชียในประเทศที่มีประชากรหนาแน่น และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น จีน อินเดีย เป็นต้น โดยเน้นการล่องเรืออยู่ในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก โดยมีเส้นทางหลักๆ อยู่ 3 เส้นทาง คือ ในแถบเอเชียตะวันออก แถบทะเลอันดามัน และแถบทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยมีท่าเรือหลักๆ ในหลากหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ตามแต่ฤดูกาล และมีการนำนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเข้ามาท่องเที่ยวในเอเชียในสัดส่วนรองลงมา


3. การพัฒนาท่าเรือของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย
เมื่อเรือสำราญเติบโตมากยิ่งขึ้น หลายประเทศได้มีการพัฒนาท่าเรือเพื่อตอบสนองความต้องการของเรือสำราญ การพัฒนาท่าเรือส่วนใหญ่เน้นความสามารถในการรองรับขนาดและจำนวนของเรือสำราญเป็นหลัก โดยเน้นการสร้างขึ้นใหม่ และการขยายจากของเดิม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคือตัวท่าเรือและสาธารณูปโภคที่จำเป็นโดยประเทศหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออก เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี มีการสร้างท่าเรือตามมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้นมีการพัฒนาท่าเรือในองค์รวมเพื่อแย่งชิงโอกาสในการเป็นท่าเรือหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นการล่องเรือหรือจุดสิ้นสุดการล่องเรือ สาเหตุเพราะการเป็นท่าเรือหลักสามารถสร้างรายได้ให้กับท่าเรือมากถึง 4-8 เท่าของท่าเรือแวะพัก ประเทศจีนได้สร้างท่าเรือสำหรับรองรับเรือสำราญไว้ในหลายเมือง เช่น เมืองเทียนจิน เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ต้าเหลียน ในขณะที่ฮ่องกงก็มีการสร้างท่าเรือสำหรับเรือสำราญใหม่ ญี่ปุ่นกับเกาหลีมีท่าเรือสำหรับรองรับในหลายเมืองท่า ทำให้สายการเดินเรือนำเรือสำราญขนาดใหญ่มาให้บริการในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น และต่อเนื่อง ในส่วนของท่าเรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัญหาหลักคือท่าเรือยังไม่ได้มาตรฐาน ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ ทำให้เป็นข้อจำกัดในการนำเรือขนาดใหญ่มากเข้ามาในภูมิภาคแห่งนี้


บริบทของไทยกับการพัฒนาเพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเรือสำราญ
ประเทศไทยให้บริการเรือสำราญมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี โดยในช่วงแรกมีเรือสำราญขนาดเล็กนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว จำนวนเรือสำราญในแต่ละฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการล่องเรือรอบโลก (World Cruise) จนต่อมาสายการเดินเรือ Star Cruises นำเรือนักท่องเที่ยวเรือสำราญเข้ามาแวะพักยังท่าเรือของประเทศไทย ซึ่งเป็นการล่องเรือในเส้นทางเดิมในทุกสัปดาห์ (Weekly Call) มายังท่าเรือภูเก็ตเป็นหลักในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000 และท่าเรือเกาะสมุยและแหลมฉบังในเวลาต่อมา และในขณะเดียวกันก็เริ่มมีสายการเดินเรืออื่นๆ เริ่มกำหนดเส้นทางเดินทางไปยังท่าเรือในแถบเอเชียมากขึ้นตามลำดับ เรือสำราญเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากสายการเดินเรือหลักเริ่มนำเรือเข้ามาวิ่งในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยนำนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น และเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งนำเรือสำราญมาให้บริการในภูมิภาคเอเชียตลอดปี จำนวนเรือสำราญและนักท่องเที่ยวเรือสำราญจึงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ประเทศไทยมีท่าเรือหลักให้บริการเรือสำราญทั้งสายการเดินเรือในภูมิภาค (Regional Cruise Line) และนานาชาติ (International Cruise Line) และเรือในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนอยู่หลายท่าเรือ เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย แหลมฉบัง คลองเตย เป็นต้น ในช่วงนอกฤดูกาลการท่องเที่ยวจะมีเพียงสายการเดินเรือในภูมิภาคที่ยังคงนำเรือสำราญล่องในเส้นทางเดิมตลอดปี ในขณะที่สายการเดินเรืออื่นๆ เริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวบ้าง แต่มีปริมาณไม่มาก

บทบาทท่าเรือของประเทศไทยเป็นท่าเรือแวะพัก (Port of Call) เป็นหลัก โดยเรือสำราญนำนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยว แล้วกลับขึ้นเรือเดินทางต่อไปยังท่าเรืออื่น โดยระยะเวลาและจำนวนวันมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของท่าเรือ ส่วนบทบาทการเป็นท่าเรือหลัก (Homeport) ของท่าเรือไทยมีน้อย เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคของท่าเรือ ในอดีตสายการเดินเรือหลักๆ เช่น Princess Cruise เคยใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลัก แต่ด้วยความวุ่นวายจากปัญหาทางการเมือง สายการเดินเรือจำเป็นต้องย้ายท่าเรือหลักไปยังประเทศสิงคโปร์ หากพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการเป็นท่าเรือของประเทศไทย จุดแข็งและข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการจัดการท่าเรือสำหรับเรือสำราญมีดังต่อไปนี้


1. สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว
สินค้าและบริการการท่องเที่ยวถือเป็นจุดขายของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับเรือสำราญ ตัวแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ให้บริการเป็นตัวดึงดูดให้เรือสำราญนำนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะพักท่องเที่ยวตามท่าเรือต่างๆ แหล่งท่องเที่ยวในภาพรวมของไทยมีความหลากหลายทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี และแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นมาใหม่ สามารถตอบโจทย์ความหลากหลาย ความคาดหวัง และความต้องการของกลุ่มลูกค้าเรือสำราญได้เป็นอย่างดี ในขณะที่กิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่นำเสนอเป็นกิจกรรมที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เช่น การช้อปปิ้ง อาหาร การนวด เป็นต้น นอกจากนั้นความเป็นมิตรไมตรี เป็นจุดขายอีกประการหนึ่งที่ทำให้ท่าเรือของไทยสามารถดึงดูดสายการเดินเรือให้ใส่ท่าเรือไทยไว้ในเส้นทางการเดินเรือ

หากมองแยกเป็นรายท่าเรือพบว่า บางท่าเรือยังมีข้อจำกัดบ้างในเรื่องตัวแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะสมุย เกาะภูเก็ต ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ยังมีน้อยและขาดกลไกในการจัดการที่ดีเพียงพอ ในขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและอเมริกันสนใจในแหล่งท่องเที่ยวประเภทวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ด้วยตัวสินค้าทางธรรมชาติมีความโดดเด่น กอปรกับชื่อเสียงของทั้งสองท่าเรือนี้ จึงมีเรือสำราญเดินทางไปแวะพักอย่างต่อเนื่อง หากทั้งสองท่าเรือสามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเพิ่มส่วนที่ยังขาดอยู่ให้สามารถนำไปสร้างรายการนำเที่ยวที่น่าสนใจนอกจากจะสร้างความพึงพอใจแล้ว ยังสามารถดึงดูดเรือสำราญและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ในส่วนของผู้ให้บริการ แม้ว่าการต้อนรับ มิตรไมตรีจะสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวเรือสำราญ สิ่งที่ประเทศไทยต้องพัฒนาคือ ทักษะ ความรู้ ความชำนาญของผู้ให้บริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพ และสร้างความพร้อมในการแข่งขันและเป็นการพัฒนาจุดแข็งให้เข้มแข็งมากขึ้น


2. การจัดการความปลอดภัย
ในการบริหารจัดการท่าเรือสำหรับเรือสำราญ การจัดการความปลอดภัยมีความจำเป็นมากและต้องครอบคลุมในหลากหลายประเด็น รวมถึงสุขอนามัย ความสะอาด การจัดการความเสี่ยงความปลอดภัยของท่าเรือ โดยต้องผ่านมาตรฐานขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) ซึ่งต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ระดับนานาชาติของความปลอดภัยของเรือและท่าเรือ (International Ship and Port Facility Security Code: ISPS Code) ในปัจจุบัน ISPS Code ของทุกท่าเรือในประเทศไทยหมดอายุ และไม่ได้มีการต่ออายุมา 2-3 ปีแล้ว นอกเหนือจากนั้น การประสานการทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบบนเรือกับบนฝั่งต้องประสานกันเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย สิ่งที่สำคัญคือ ระหว่างที่นักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะไปกับบริษัทนำเที่ยวหรือไปโดยรถเช่าให้บริการ นักท่องเที่ยวต้องปลอดภัย ส่วนประเด็นความสะอาดของอาหารเป็นประเด็นใหญ่มาก สำหรับเรือสำราญ เนื่องจากบนเรือสำราญมีเพียงแค่คลินิกที่ให้บริการ เพราะฉะนั้น ร้านอาหารต้องเน้นเรื่องความสะอาดถูกสุขอนามัยเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคทางเดินอาหาร (Norovirus) ซึ่งเป็นเรื่องที่เรือสำราญเน้นมากที่สุด เพราะหากมีการระบาดบนเรือสำราญจะส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของสายการเดินเรือนั้น

ในส่วนความปลอดภัยของท่าเรือในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ปกติกล่าวคือไม่ได้มีประเด็นไหนที่ทำให้เรือสำราญมองว่าเป็นจุดอ่อนอย่างรุนแรงเพียงแต่ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาเพื่อเน้นให้ประเด็นนี้เป็นจุดแข็งให้ได้ อีกทั้งการวางแผนการจัดการความเสี่ยงในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น แผ่นดินไหว สีนามิ อุบัติเหตุ ยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร มีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลทำการฝึกฝน ให้ความรู้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อรับมือในกรณีฉุกเฉินเพื่อสร้างความมั่นใจให้เรือสำราญและตัวนักท่องเที่ยว


3. ตัวท่าเรือ
ท่าเรือเป็นปัจจัยหลักที่สายการเดินเรือใช้พิจารณาคัดเลือกท่าเรือเพื่อใส่ในเส้นทางการล่องเรือ การจัดการท่าเรือต้องมีประสิทธิภาพเพื่อส่งมอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัยให้แก่ตัวเรือสำราญและนักท่องเที่ยว ตัวท่าเรือในประเทศไทยเป็นปัจจัยที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วนมากที่สุด เพราะหลายท่าเรือในประเทศไทยยังไม่ได้มาตรฐาน และห่างชั้นเมื่อเปรียบเทียบกับท่าเรือของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะท่าเรือในจังหวัดภูเก็ต เกาะสมุยเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคที่จำเป็น เกาะสมุยไม่มีท่าเรือสำหรับเรือสำราญ แต่ใช้ท่าเรือประมงและท่องเที่ยวเป็นท่าสำหรับเทียบเรือขนถ่ายผู้โดยสารจากเรือสำราญ ในขณะที่ภูเก็ตแม้จะมีท่าเรือน้ำลึกซึ่งสร้างขึ้นสำหรับเรือขนส่งสินค้า แต่ก็ใช้ประโยชน์สำหรับเรือสำราญเช่นกัน ในอดีตท่าเรือน้ำลึกรองรับเรือสำราญมาตลอดเป็นระยะเวลานาน ต่อมาเมื่อเรือสำราญมีขนาดใหญ่ขึ้นท่าเรือไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่และใหญ่มากในช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยว สาเหตุจากเรื่องร่องน้ำ ความลึกของตัวท่าเรือ และสภาพลมและคลื่นทำให้เรือสำราญขนาดใหญ่จำเป็นต้องทอดสมอบริเวณป่าตอง และขนถ่ายผู้โดยสารโดยเรือเล็กมายังชายหาดซึ่งยังขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ที่พักผู้โดยสาร ห้องน้ำ ที่จอดรถ เป็นต้น ในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือคลองเตย แม้ว่าจะดีกว่าท่าเรืออื่นๆ หากเปรียบเทียบกับท่าเรือในหลายประเทศถือว่ายังต่ำกว่ามาตรฐานอยู่มาก เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาเรือสำราญของไทยคือการปรับปรุงตัวท่าเรือให้พร้อมรองรับเรือสำราญได้อย่างมีประสิทธิภาพให้มากขึ้น

นอกจากนี้ การพัฒนาท่าเรืออื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยในการดึงดูดเรือสำราญให้แวะพักท่าเรือในประเทศไทยให้มากขึ้นทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในปัจจุบัน กระบี่เป็นอีกหนึ่งท่าเรือที่เริ่มมีการพัฒนา และมีเรือสำราญเริ่มใช้เป็นจุดแวะพัก หรืออาจจะพัฒนาท่าเรือในบริเวณจังหวัดตรัง ระนอง เป็นต้น ในขณะที่ฝั่งอ่าวไทยมีเพียงท่าเรือแหลมฉบัง คลองเตย และเกาะสมุยเท่านั้น เพราะฉะนั้น หากมีการพัฒนาท่าเรืออื่นๆ เช่น หัวหิน นครศรีธรรมราช สงขลา เป็นต้น เพื่อเป็นท่าเรือทางเลือกจะก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะเป็นการเพิ่มวันท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ประเทศ โดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างท่าเรือแบบมาตรฐาน เพียงแต่สร้างท่าเรือที่สามารถเทียบเรือขนถ่ายผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัยในเบื้องต้น


4. นโยบายและแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญ
ธุรกิจเรือสำราญเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากว่า3 ทศวรรษ หากแต่ในระยะเวลาที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐไม่ได้มีการกำหนดนโยบายหรือพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญในประเทศไทย โดยภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนโดยลำพัง ลองผิดลองถูก และจัดการภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ จนการท่องเที่ยวเรือสำราญเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่หลายประเทศมีการขับเคลื่อนผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม ชัดเจน รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือและปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนและแย่งชิงความได้เปรียบ สาเหตุที่ไม่มีการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวประเภทนี้ เพราะหน่วยงานภาครัฐมองว่านักท่องเที่ยวเรือสำราญส่วนใหญ่มาเที่ยวเช้า-เย็นกลับ จึงนับเป็นนักทัศนาจร (Excursionist) ไม่ใช่นักท่องเที่ยว (Tourist) ด้วยเหตุผลในการคิดในเชิงจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่หากมองลึกไปกว่านั้น นักท่องเที่ยวเรือสำราญที่เข้ามาท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายมากกว่าวันละ 3,000 บาทต่อคน และจำนวนรายได้มีการรั่วไหลน้อยมากเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของประเทศ นอกจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดความรู้ความเข้าใจในธุรกิจเรือสำราญ เพราะฉะนั้นภาครัฐควรจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญ มีการก่อตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคีเพื่อขับเคลื่อนและประสานการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการเพื่อกำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว กำหนดงบประมาณในการพัฒนาตามลำดับความสำคัญ เพื่อสร้างโอกาสและรายได้จากอุตสาหกรรมประเภทนี้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน


บทสรุป
การท่องเที่ยวเรือสำราญถือเป็นการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งที่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สนใจเดินทางไปท่องเที่ยวโดยเรือสำราญเพื่อเยี่ยมชมเมืองท่าต่างๆ การจัดการการท่องเที่ยวเรือสำราญจึงมีหลากหลายมิติ ไม่ใช่แค่การพัฒนาท่าเรือเพียงเท่านั้น แต่จะต้องพัฒนาองค์ประกอบการท่องเที่ยวอื่นๆ ควบคู่กันไป เมื่อบริบทการท่องเที่ยวเรือสำราญเปลี่ยนไปดังที่กล่าวมาข้างต้น การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทุกภาคีที่เกี่ยวข้องต้องแสดงบทบาทและหน้าที่ในการขับเคลื่อนและประสานงานผ่านนโยบายและกลยุทธ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การท่องเที่ยวเรือสำราญโลก หากแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืนและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม การท่องเที่ยวเรือสำราญไม่ได้มองในแง่การแข่งขันเพียงอย่างเดียว หากแต่การร่วมมือกันระหว่างท่าเรือในภูมิภาคเป็นปัจจัยสำเร็จในการดึงดูดสายการเดินเรือให้นำเรือเข้ามามากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องกำหนดแผนและกลยุทธ์ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมพร้อมกรอบเวลาในการดำเนินการเพื่อพัฒนาท่าเรือสำหรับเรือสำราญให้น่าสนใจ และไม่ใช่แค่บทบาทการเป็นท่าเรือแวะพัก แต่ต้องพัฒนาเพื่อเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาคและดึงดูดให้เรือสำราญเข้ามาท่องเที่ยวในหลากหลายท่าเรือของประเทศไทยต่อการล่องเรือหนึ่งครั้ง

ดังที่ได้กล่าวมา การพัฒนาของประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาในองค์รวม ไม่ใช่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง ตัวท่าเรือเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนมากที่สุด แต่มิได้หมายความว่าทุกท่าเรือต้องมีการสร้างท่าเรือใหม่ เพราะบางท่าเรือเพียงแค่ปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นก็เพียงพอ และต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ ที่เร่งด่วนต้องมีการกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน และระดับความจำเป็น หากทุกภาคีที่เกี่ยวข้องรู้บทบาทหน้าที่และร่วมมือเพื่อขับเคลื่อน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยวเรือสำราญอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน

 


เรื่อง : ดร. ไพฑูรย์ มนต์พานทอง
คณะการจัดการการท่องเที่ยว
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

Back to top

TAT 4/2015