ถอดความจากการนั่งล้อมวงคุยกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ใน ททท. เมื่อปลายปี 2557

นวพล เคยเขียนบทภาพยนตร์ เคยเขียนหนังสือ เคยทำหนังสั้น เคยกำกับหนังยาว เคยทำมิวสิกวิดีโอ เคยได้รางวัลมากมาย เคยช่วยงาน ททท. หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2553-ปัจจุบัน 

ทั้งช่วยพูด ช่วยเขียน ช่วยคิด ช่วยแก้ไข

ททท.: แนวคิดในการเขียนหนังสือคืออะไร
นวพล: เล่มแรกที่เขียน (ที่โรงภาพยนตร์ไกลบ้านคุณ, 2008) ตอนนั้นไปงานเทศกาลหนังที่เบอร์ลิน มันเป็นหนังสือบันทึกการท่องเที่ยว ช่วงนั้นน่าจะเป็นยุคเริ่มต้นของหนังสือแนวท่องเที่ยว ยุคนั้นก็มีนักเขียนอย่างเอ๋ (นิ้วกลม) แล้ว

ตอนเริ่มเขียนเล่มนี้ มาจากการที่ผมเขียน Blog และต่อมาก็รวมเป็นเล่ม ตั้งชื่อว่า ‘ที่โรงภาพยนตร์ไกลบ้านคุณ’ มันเป็นหนังสือนำเที่ยวเบอร์ลิน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมันหนาวมาก คนเบอร์ลินเขาหนีหนาวออกมาเที่ยวนอกประเทศ เมืองมันจึงเงียบๆ ดังนั้น จึงเป็นอุบายที่เขาจัดงานเทศกาลหนัง เพื่อให้เมืองมันไม่เงียบ ผมเขียนเหมือนเป็นบันทึกการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก อะไรมันดูน่าสนใจ น่าเล่าไปหมด แต่มันค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ไม่แมส

 

ททท.: ความแมส หรือ ไม่แมส มันคืออะไร
นวพล: จริงๆ แล้ว มันก็คือการที่เราจะคุยกับคนจำนวนเท่าไหร่ ถ้าผมทำหนังเกี่ยวกับการถ่ายรูป มันก็คงไม่มากมายเท่ากับผมทำหนังเกี่ยวกับผู้หญิงที่อายุ 30 แล้วยังไม่มีแฟน (รถไฟฟ้ามาหานะเธอ) ซึ่งผู้หญิงกลุ่มนี้มันเยอะมากมายมหาศาล

หรือในกรณีของการโปรโมต หนังสือ New York First Time ที่ทำคลิปฝรั่งพูดไทย เรื่อง BKK . First Time ออกมามีคนเข้าไปดูมากมาย เพียงแค่ว่าฝรั่งพูดไทยได้ มันก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ชอบ

แต่เรื่อง BKK. First Time มันไปไกลมาก แบบสุดๆ ซึ่งสิ่งที่ฝรั่งคนนี้พูดทั้งหมด มันเป็นสคริปต์ เพื่อจะโปรโมตหนังสือ New York First Time ของเบนซ์

เราก็ทำกันเอง สนุกๆ ผมเคยทำหนังตัวอย่าง (Trailer) เพื่อโปรโมตหนังสือเล่มที่ 2 ของผม คือ ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป (2010) อันนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในวงการหนังสือนะครับ

ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน คนจะตื่นเต้นกับ Trailer มากกว่าหนังสือ แล้วก็มีกลุ่มนักเขียนพูดกระแทกว่า “นี่กูเขียนหนังสือเสร็จ กูต้องทำหนังเพื่อโปรโมตหนังสืออีกเหรอวะ” หรือมีคนถามผมว่า “มึงต้องทำขนาดนี้เลยเหรอวะ” แต่เมื่อผ่านไป 4 ปี ส่วนใหญ่ก็ทำกันนะ

 

ททท.: เดี๋ยวนี้การขายหนังสือต้องทำหนังเพื่อโปรโมตด้วยหรือ
นวพล: ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเที่ยวฮ่องกงอีกแบบหนึ่ง เป็นการพาไปดูซอย มากกว่าไปไหว้พระ และเป็นการตามไปดูโลเกชั่นหนังฮ่องกง ดังนั้น Trailer ที่ตัดมามันคือ การผสมระหว่าง ภาพในหนัง กับ ข้อมูลในหนังสือ

อีกเล่มที่ทำ Trailer คือ หนังสือ เมดอินไทยแลนด์ 2 ที่วางขายในปี 2014 (ห่างจากหนังสือเมดอินไทยแลนด์เล่มแรก ประมาณ 4 ปี) การทำ Trailer สำหรับหนังสือเล่มนี้ผมอยากทำคลิปที่รวมความเป็นไทยที่มันดังและเป็นที่สนใจ แต่ประเด็นสำคัญคือ เวลามันดัง มันจะดังประมาณ 2 อาทิตย์แล้วหายไปเลย อยากรวมไว้ กลัวคนลืม

 

ททท.: การประสบความสำเร็จในงาน วัดจากอะไร
นวพล: ผมค่อนข้างจะเข้าใจตัวเองว่าสิ่งที่ทำ มันไม่ได้สนทนากับคนในวงกว้าง งานที่เราชอบทำมันอาจจะไม่ได้มีคนชอบมาก ผมจะไม่ Fail ที่มันไม่กว้าง แต่ว่าจะ Fail เมื่อคิดว่าจะทำหนังให้คนดูหมิ่นคน แต่มีคนมาดูเพียงสองพันคน อันนี้ Fail เพราะคนหมื่นคน มันไม่ได้เยอะเท่าคนล้านคน ผมไม่เคยน้อยใจ เพราะในฐานะที่ผมทำ Content มันก็จะรู้แหละว่าเรื่องใด Relate กับคนจำนวนมาก หรือจำนวนน้อย

ถ้าเป็นงานหนังสือ ผมจะเขียนในสิ่งที่ชอบหรือถนัด และค่อนข้างจะเขียนเรื่องที่เป็นความชอบส่วนตัว อย่าง ‘ที่โรงภาพยนตร์ไกลบ้านคุณ’ หรือ ’ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป’ นี่ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจ ซึ่งแน่นอน มันจะมีคนชอบเรื่องประมาณนี้ ไม่เยอะ เหมือนผมจะเปิดร้านสักร้าน ก็อยากจะได้แค่ร้านเล็กๆ ไม่ต้องใหญ่โตเหมือน CP ก็ได้ แต่ถ้าใครอยากทำร้านใหญ่ก็ทำไป มันแค่เป็นคนละสเกลแค่นั้น

แต่ถ้าผมต้องเขียนบทภาพยนตร์ให้ GTH อย่างเรื่อง รถไฟฟ้าฯ (รถไฟฟ้ามาหานะเธอ) ผมจะต้องเขียนเรื่องผู้หญิงอายุ 30 ที่ยังไม่แต่งงาน ซึ่งมีจำนวนมาก ผมต้องเขียนให้ Relate กับคนกลุ่มนี้

 

ททท.: ในการทำงาน มอง Target เป็นตัวตั้งหรือเปล่า
นวพล: ถ้าเป็นงานของตัวเอง ก็ไม่ค่อยสนใจ Target เท่าไหร่ อยากเล่าในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่อยากให้สิ่งที่เราชอบ และทำสื่อสารออกมาให้ได้มากที่สุด แม้ว่า Content มันจะเฉพาะมาก แต่ถ้าเราสามารถสื่อสารออกมาให้ได้ มันก็จะดีมาก อย่างล่าสุด ผมอ่านหนังสือ Colors ไอ้เล่มที่ผมอ่านมันเขียนเรื่องฟุตบอล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความสนใจของผมเลย ผมเปิดดู แล้วอยากอ่านต่อ เพราะองค์ประกอบต่างๆ ของหนังสือ ไม่ว่าเป็นอาร์ตเวิร์ก หรือกราฟิก ซึ่งมันทำให้เราย่อยง่าย แล้วอยากตามเรื่องนี้ต่อไป

 

ททท.: การดังหรือไม่ ในเชิงการตลาดมีเดียมีผลอย่างไร
นวพล: เรื่องมีเดียเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าสามารถผลักดันตัวเองให้ออกในสื่อกระแสหลัก หรือสื่อแมสได้ อันนี้ดังแน่นอน ตัวอย่างที่เป็นเรื่องของผมเอง คือเรื่องที่ผมได้ออกรายการสรยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) กรณีที่ไปรษณีย์ไทยทำรางวัลผมหัก พอผมออกรายการ เพื่อนๆ รู้กันหมด โทรฯ มาถามว่า “มึงทำหนังด้วยเหรอวะ”

นี่กูทำมาตั้งนาน มึงไม่รู้ แต่พอออกสรยุทธ ทุกคนรู้หมดว่าผมทำหนัง ได้รางวัล ผู้จัดส่งรางวัลมาให้จากต่างประเทศไปรษณีย์ทำรางวัลผมหัก และเผอิญรางวัลที่ผมได้ มันเป็นหิน หินยังหักเลย

การที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะไปได้ ผมว่ามันต้องเป็น Topic ที่แมส มันมีปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอ เช่น รูปหัก ของหาย มันเป็นอารมณ์ร่วมของคนทั้งชาติ และเผอิญที่สิ่งหักของผมเนี่ย มันเป็นหิน มันแรง แม้แต่หินยังหัก ซึ่งผมก็แค่โพสต์ลงไปธรรมดาๆ

ถ้าผมคิดว่า เรื่องรางวัลหัก มันเป็นโปรดักต์ ผมไม่ต้องทำอะไรเลย แค่กด โพสต์ จบเลย ไปแล้ว...ได้ออกสรยุทธด้วย ไม่ต้องจ่ายเงิน

 

ททท.: อยากให้เล่าเรื่องบทบาทด้านการทำหนัง
นวพล: ผมทำหนังทั้งสองแบบ ทั้งหนังอินดี้ และหนังแมส และเป็นสองหนังที่ชอบทะเลาะกัน อินดี้ก็จะพูดถึงหนังแมส ประมาณว่า “พวกมึงทำแต่หนังเอาเงิน ไม่มีสาระ” อีกฝั่งหนึ่งก็จะบอกว่า “พวกมึงก็ทำหนังไม่รู้เรื่องเหมือนกันแหละ” ผมแค่รู้สึกว่าอยากทำอะไรก็ทำเหอะ ทุกคนมีความถนัดเป็นของตัวเอง

อย่างผมที่ชอบทำหนังอินดี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องดูแต่หนังอินดี้ไปตลอด บางทีก็อยากแวะไปดูหนังแมสบ้าง ปัญหาของมันจริงๆ คือ มันจะมีแต่แบบนี้แบบเดียวมากกว่า หมายความว่ามีแต่หนังฮอลลีวูดอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น ถ้ามันมีความหลากหลายบ้าง มันก็จะไม่มีปัญหาอะไร

การทำหนังของผม ถ้าผมมี Story เล็กๆ ก็ทำเป็นอินดี้ไป แต่ถ้ามี Story ที่ใหญ่หน่อย ก็ไปทำกับค่ายก็ได้ สามารถกลับไปกลับมาได้ ไม่เกี่ยวกับว่าจะเสียศักดิ์ศรีหรือจิตวิญญาณใดๆ ทั้งสิ้น

 

ททท.: ความคิดเห็นต่อหนังอินดี้
นวพล: หนังอินดี้เป็นหนังสเกลเล็ก สำหรับงานของผม ผมคิดว่ามันสุดแล้ว อย่างเรื่อง Mary is Happy Mary is Happy หนังเรื่องนี้มันได้ไปสุพรรณหงส์ จูนจูน ที่เป็นนางเอกของเรื่อง ได้รับรางวัลดารานำฝ่ายหญิง และถ่ายรูปคู่กับณเดชน์ อันนี้มันเกินจากความคาดหมายไปมาก หนังเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงสองคน วิ่งไปมา

 

ททท.: วิธีการสื่อสารกับคนดู
นวพล: การทำหนังเรื่อง Mary... เรารู้ว่าจะสื่อสารกับคนกลุ่มไหน มันเด็กมาก และเรียลิสติกมาก เป็นหนังวัยรุ่นมากๆ การตัดหนังตัวอย่าง ทั้ง Teaser และ Trailer เราต้องรู้ก่อนว่ามันเป็นหนังเด็กวัยรุ่นผู้หญิงสองคน ซึ่งไม่ค่อยจะมี ถ้ามี ก็จะออกแนวน่ารักไม่ดิบเถื่อน ซึ่งจริงๆ เด็กวัยรุ่นผู้หญิงก็จะพูดกันแบบนี้ Teaser จึงมีแต่คำว่า เหี้ย แต่เป็น Teaser ที่ Work มาก คนทำหนังทุกคนจะไม่รู้หรอกว่าที่ทำออกมานั้น มัน Work หรือไม่ Work มีแต่คำว่า ‘น่าจะ’ ‘อาจจะ’ บางครั้งผู้จ้างชอบให้เรารับประกัน ซึ่งบอกเลยว่า มันจะรับประกันอะไรไม่ได้เลย มันมีขึ้น มีลง ไม่แน่นอน เอาว่า คนทำพอใจ ก็โอเคแล้ว

การตัด Trailer คือจะบอกหมดว่า หนังเรื่องนี้สร้างมาจากทวิตเตอร์ มีทั้งหมด 410 ทวีต ตอนทำก็จะมานั่งลิสต์ว่า วัยรุ่นชอบพูดคำว่าอะไร เช่น มั่วสัด / นอยด์ / เวิ่นเว้อ เป็นต้น แล้วเอามาใช้ใน Trailer

 

ททท.: มีกระบวนการทางการตลาดอะไรที่ทำให้งานของคุณ มีคนดูเยอะๆ
นวพล: ถ้าพูดเรื่องการประชาสัมพันธ์ เอาเฉพาะเรื่องหนังก่อนนะ ผมว่าฝ่าย PR ทำงานจบในวันแรกที่หนังฉาย เพราะหลังจากนั้นฝ่าย PR ทำอะไรไม่ได้แล้ว ฝ่าย PR ทำได้แค่ดันหนังออกไปให้คนเห็นมากที่สุด ทำยังไงให้คนอยากดูหนังมากที่สุด แต่เมื่อวันที่หนังฉายปุ๊บ อันนี้แล้วแต่หนังแล้ว ถ้าหนังไม่ Work มันก็จะร่วงอย่างรวดเร็ว และตอนนั้น PR ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

งานของผม ไอ้ที่มันจะขายได้หรือขายไม่ได้ มันอยู่ที่ Content มัน Touch คนหรือเปล่า สำหรับหนังสือเล่มที่ขายได้มากที่สุดคือ เมดอินไทยแลนด์ อันนี้ผมว่าทุกคน Relate ได้แน่นอน มันเป็นเรื่องไทยๆ ตลกๆ อันนี้ขายได้ แต่ถ้าเราวางงานเราไว้เฉยๆ คนอาจจะไม่รู้เลยว่ามีสิ่งนี้อยู่ในโลก PR จึงมีหน้าที่บอกว่า “เฮ้ย! ตอนนี้มีอันนี้เว้ย” จะซื้อหรือไม่ซื้อมันก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่เรื่อง คลิป BKK. First Time มัน Beyond มากๆ คือว่าคนดูคลิปแล้วตลกดี เลยมาซื้อหนังสือ New York First Time กันใหญ่ หนังสือเลยขายดีมาก

 

ททท.: ในแง่เรื่องการโปรโมตท่องเที่ยว มีอะไรอยากจะเสนอแนะ
นวพล: อยากจะบอกว่า “บ้านกูไม่ได้สะอาดมาก” เราควรจะมีความจริงใจในการขาย เช่น การบอกว่าเรามีอันนี้ แต่เราไม่มีอันนั้นนะ เราจะเชื่อในสิ่งที่มันจริง มันมีข้อดี มันก็มีข้อเสียแต่ต้องโชว์ออกมาให้เห็น เราควรจะบอกไปเลยว่า เราเป็นยังไง แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้น เพราะเราเริ่มโปรโมตว่า เรามี Street Food เรามีตั๊กแตนทอด

 

ททท.: การแก้ภาพลักษณ์ทางลบของไทย
นวพล: ตอนนี้ผมคิดว่า เราควรยอมรับความจริง โดยพื้นฐานคนจะเข้าใจได้ว่า คนมันผิดได้ ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น และทำการปรับปรุงไป แก้ไขไป แต่ที่สำคัญคือ ต้องยอมรับก่อน ถ้าเราพูดไม่จริง ก็จะทำให้คนเชื่อยาก

 

ททท.: คิดอย่างไรกับคลิปไวรัล I Hate Thailand
นวพล: I Hate Thailand มันออกผิดเวลาไปหรือเปล่า ในขณะที่ คดีเกาะเต่า ยังไม่รู้ว่าใครฆ่าแหม่ม แล้วคนที่ตำรวจจับไป จะใช่คนร้ายตัวจริงหรือไม่ ยังคลุมเครือ ไม่แน่นอน แต่กลับมีการออกคลิป I Hate Thailand ด้วยต้องการสื่อสารเรื่องของหาย ได้คืน ผมคิดว่าคนที่ดูจะรู้สึกได้ว่ามันไม่จริง มันเป็นหนังโปรโมตประเทศไทย

ในเรื่องของหาย ได้คืน ไม่จำเป็นต้องบอกผ่านคลิป แต่มันต้องเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สมมุติว่า เราไปเที่ยวญี่ปุ่น วางกล้องทิ้งไว้ ยังไงก็ไม่หาย สิ่งนี้เป็นเรื่องจริงที่คนไปเที่ยวญี่ปุ่นรับรู้ได้ ไม่ต้องทำคลิป

 


 

เรื่อง: กองบรรณาธิการ

Back to top

TAT 4/2015