GET SMART

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2015

อุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาอัจฉริยะจนถึงพัดลมอัจฉริยะนั้นเป็นที่สนใจ ของผู้บริโภค เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายและให้ความสะดวกสบาย

 

เทคโนโลยีไฮเทคที่สวมใส่ได้นั้น สามารถใช้ในการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ ผู้ใช้ได้รู้จักตนเองมากยิ่งขึ้น และสามารถที่จะวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นได้ บริษัทเช่น LG, Panasonic, Cisco และ Haier ได้ช่วยกันในการวางแผนสำหรับผลิตภัณฑ์ของพวกเขาให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ Google ได้ผลิต Android’s TV ออกสู่ตลาด ในขณะที่ LG ได้เปิดตัว WebOS ตัวใหม่ที่ใช้ใน Smart TV

ซอฟต์แวร์ตัวใหม่ๆ จะช่วยทำให้เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ กับฮาร์ดแวร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้

  • Apple’s Home Kit ทำให้ผู้ใช้การสั่งการด้วยเสียงผ่าน Siri ในการควบคุมระบบไฟอัจฉริยะ ควบคุมอุณหภูมิของบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
  • Apple’s Health Kit คืออุปกรณ์ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ สามารถที่จะนำข้อมูลของผู้ใช้จากอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกายหลายๆ เครื่องมารวมไว้ในเครื่องเดียว
  • Apple Watch ได้รวมโปรแกรมต่างๆ มาไว้ที่ข้อมือ ทำให้ยิ่งง่ายต่อการใช้มากขึ้น

จากการตอบรับที่ดีของผู้ใช้อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ ทำให้ต่อไปอุปกรณ์เหล่านี้จะทำได้มากกว่าในเรื่องของสุขภาพ และการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในปี 2015 iPhone จะปล่อย ‘Scent Messing’ ผู้ใช้จะสามารถใช้แอปพลิเคชั่น ในการฉีดน้ำหอมภายในบ้านหรือส่งกลิ่นต่างๆ แทนข้อความ

การใช้สมาร์ทโฟนในการเชื่อมต่อยิ่งง่ายขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีการให้บริการ Wi-Fi ทั้งในรถไฟและเครื่องบิน ทำให้คนสามารถเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น การที่จะ Get Smart ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


ทำไมคนจึงใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ?

ชาวจีนจำนวนมากใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเหล่านี้อยู่แล้ว พวกเขา ใช้ในการวัดค่าต่างๆ จากร่างกายของพวกเขา และใช้ในการ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ

• 13% ของชาวจีนอายุระหว่าง 20-49 ปี มีอุปกรณ์ดิจิทัลแบบสวมใส่ในบ้าน

• 29% ของชาวจีนที่มีฐานเงินเดือนสูง จะมีสินค้าเหล่านี้อยู่ในครอบครอง

• ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่ชาวจีนมี Internet-enabled TV ที่บ้าน

ผู้บริโภคในปัจจุบัน เปิดรับต่อผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ช่วยอำนวยความสะดวก และช่วยในการติดตามสุขภาพ ร่างกาย

• 81% ของผู้บริโภคชาวจีน ยอมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าที่จะช่วยให้พวกเขาดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้น

• 39% ของผู้บริโภคชาวจีนกล่าวว่า มันคุ้มค่าในการที่ต้อง จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ช่วยพวกเขาในการ พัฒนาสุขภาพร่างกาย เช่น แอปพลิเคชั่นในการติดตามการ ทำงานของร่างกาย เป็นต้น

• 64% ของผู้บริโภคชาวจีนเห็นว่าการมีอุปกรณ์ดิจิทัล เหล่านี้ แสดงถึงความนำสมัยทางแฟชั่น (เป็นสินค้าแฟชั่น อย่างหนึ่ง) เช่น อุปกรณ์สำหรับสวมใส่ของไนกี้พลัส (Nike+ FuelBand) หรือ Jawbone

อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้นั้นเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกให้ความ สำคัญของอุปกรณ์ดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

• 59% ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ บอกว่าการใช้แอปพลิเคชั่นหรือ เว็บไซต์ในการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

• 76% ของผู้ที่มีศักยภาพในการซื้อทีวีในประเทศอังกฤษ สนใจทีวีที่ สามารถนำเสนอภาพ/วิดีโอ/หรือคอนเทนต์อื่นแบบไร้สายจากอุปกรณ์ ตัวอื่นได้ (28% นั้นยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อลูกเล่นตัวนี้)

ตลาดของผลิตภัณฑ์ของสินค้าดิจิทัลแบบสวมใส่ จะมีความ สามารถในการเติบโตอย่างมาก สังเกตได้จากจำนวนคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์

• 22% ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีอุปกรณ์ Smart Watch หรือ Fitbit

• 21% ของผู้บริโภคในอังกฤษใช้อุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับสวมใส่หรือ แอปพลิเคชั่นในมือถือที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

• 31% ของผู้บริโภคสนใจในการใช้ Smart Watch ในฟังก์ชันของเรื่องสุขภาพ

• 40% ของผู้บริโภค ใช้อุปกรณ์ที่ติดตามการเต้นของหัวใจและ ความดันโลหิต

• 34% ใช้อุปกรณ์ในการบันทึกการเคลื่อนไหวและการนอนหลับ


สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ปี 2015 และในอนาคต เราจะเห็นอุปกรณ์เหล่านี้พัฒนาความสามารถ ไปยังด้านอื่นๆ โดยเทคโนโลยีสำหรับอุปกรณ์สำหรับสวมใส่นั้นต้องให้มากกว่า ความสะดวกในการเชื่อมต่อ ต้องมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและปลอดภัย ซึ่งการที่ ผู้คนหันมาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลแบบสวมใส่มากขึ้น ได้ก่อให้เกิดประเด็นในการพูดคุย เกี่ยวกับกฎข้อบังคับในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลขึ้นมา

แม้ว่าอุปกรณ์ดิจิทัลแบบสวมใส่จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นหลัก แต่ความสวยงามของรูปแบบก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่นิวยอร์ก แบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไนกี้ อินเทล รายการทีวี Project Runway และ Digital Trend ได้ร่วมกันจัด ‘The Wearable Technology Competition’ ขึ้นมาเพื่อช่วย ทำให้อุปกรณ์สวมใส่เหล่านี้มีรูปแบบที่สมาร์ทมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถดึงดูด ผู้บริโภคให้หันมาใช้มากขึ้น

พวกเราจะมีความคาดหวังจากเครื่องมือไฮเทคเหล่านี้เพิ่มขึ้น เช่น คาดว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถวิเคราะห์สภาพทางจิตใจได้ สามารถที่จะสั่งอาหาร หรือเครื่องดื่มได้เอง นอกจากนั้นบริษัทที่นำข้อมูลของผู้ใช้ไปทำการวิเคราะห์ ประกอบการให้บริการและราคาเฉพาะบุคคล

  • Baidu เสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ของจีน ยังคงนำเสนอ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหนือกว่าคู่แข่งขันอย่าง Google Glass ด้วยจักรยานที่สามารถควบคุมทิศทางได้เอง และตะเกียบ ที่สามารถบ่งบอกได้ถึงสารปนเปื้อนในอาหาร
  • อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้เกิดการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา เป็นผลให้เกิดความต้องการของนวัตกรรมในการชาร์จ แบบไร้สายเกิดขึ้น (ซึ่ง Starbucks ได้มีการทดลองในบาง สาขาแล้ว) นอกจากนั้นความปลอดภัยของการเก็บข้อมูล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ บริษัทได้ให้ความ สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล (การวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็น ส่วนสำคัญของบริษัท) Nike ให้ความสำคัญในเรื่องของ ข้อมูลของผู้สวมใส่และแอปพลิเคชั่นต่างๆ จำนวนผู้ใช้ อุปกรณ์ก็มีการแชร์ข้อมูลของตนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญนำไป วิเคราะห์ เครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจะทำให้ บริษัทกลายมาเป็นผู้ให้บริการในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยขั้นต่อไปเราจะเห็นธนาคาร ร้านขายของ และแพทย์ นำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ไปใช้

 


การป้องกันมลพิษ (Pollution Protection)

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2015

ปี 2015 เรื่องของมลพิษเป็นเรื่องสำคัญที่สื่อต่างๆ ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอพยพออกจากเกาะ Cateret ในปาปัวนิวกินี เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น หรือข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ แหล่งน้ำสะอาดจะนำมาถกกันใน Milan Expo’15 รวมไปถึงเรื่องที่ สภาประชาชนแห่งชาติของประเทศจีนได้อนุมัติเปลี่ยนแปลงกฎในการ ป้องกันสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีบทลงโทษที่หนักขึ้นกว่าเดิม มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015

การเพิ่มขึ้นของการรับรู้ของประชาชนถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง มลพิษกับโรคมะเร็งและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่ามลพิษต่างๆ นั้นเป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม มากที่สุด เป็นผลให้ผู้คนหันมาสนใจในเรื่องของมลพิษมากขึ้น

จากข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศปี 2012 ที่รัฐบาลจีนนำมา เปิดเผย ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนได้รับรู้ถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศ ที่มีค่า PM 2.5 นั้นจะก่อให้เกิดโรคหอบหืด โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ได้ เป็นผลให้มีผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องกรองอากาศสำหรับติดตั้งที่บ้าน ออฟฟิศ หรือรถยนต์เพิ่มมากขึ้น และในหลายๆ ยี่ห้อได้อ้างถึงความ สามารถในการป้องกันมลพิษทางอากาศที่มีค่า PM 2.5

ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางนั้นได้ทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงผล ที่จะได้รับจากมลพิษ เช่น Avon ได้ใช้ข้อความ ‘ผงฝุ่น ในเมืองหลวง’ (Urban Dust) ในการพูดถึงสิ่งที่มาทำร้ายผิวและสุขภาพร่างกาย


ทำไมคนจึงใส่ใจในเรื่องนี้ ?

เทรนด์ในการ Go Clean ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ข้อมูลจาก Pure Earth / Blacksmith Institute กล่าวว่า 8.4 ล้านคนของทุกปีนั้นเสียชีวิต จากมลภาวะที่เป็นพิษ ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียเกือบ 3 เท่า และสูงกว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อ HIV/AIDS กว่า 14 เท่า

ปี 2012 กว่า 7 ล้านคนที่เสียชีวิต 1 ใน 8 คนจากผู้เสียชีวิตจากทั่วโลก เป็นผลมาจากสารพิษในอากาศ นอกจากนั้นแล้วมลพิษทางอากาศเป็นปัจจัย ในการประมาณการกับการเสียชีวิตของคนในเมืองหลวงและชนบทจำนวน 3.7 ล้านคนในปีเดียวกัน ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่า สารพิษที่เกิดภายในอาคารนั้นเกิดจากการทำอาหารโดยการใช้ถ่านหิน ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเตาทำอาหารชีวภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ เสียชีวิตของ 4.3 ล้านคนในปี 2012

ปี 2013 กระทรวงการป้องกันสิ่งแวดล้อม ( Ministry of Environmental Protection) ของประเทศจีน ได้พบหมู่บ้านมะเร็ง (Cancer Villages) จากการ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างพื้นที่แหล่งน้ำมีสารพิษเจือปนกับพื้นที่ที่มีอัตรา คนเป็นโรคมะเร็งสูง ซึ่งในปี 2014 กระทรวงฯ ได้พบว่า 60% ของพื้นที่ที่ทำการ ติดตามนั้นมีคุณภาพน้ำใต้ดินที่แย่มาก

สุขภาพเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคชาวจีนกังวลต่อผลที่จะ ได้รับจากมลพิษนั้น พวกเขาจะใช้เงินในการจับจ่ายเพื่อ ป้องกันตัวเองจากสารพิษ โดยในปี 2013 พบว่าพวกเขา ซื้อสินค้าที่ช่วยป้องกันสารพิษที่จะได้รับจากสิ่งแวดล้อม มากขึ้นกว่าปี 2012

  • ผู้บริโภคชาวจีน (อายุระหว่าง 20-49 ปี) ร้อยละ 47 บอกว่าพวกเขากลัวที่จะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้จาก สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และร้อยละ 38 กังวลเกี่ยวกับโรค ระบบทางเดินหายใจ
  • ความปลอดภัยของอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ชาวจีน ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก 56% ของผู้บริโภคชาวจีน นั้นกังวลที่จะเป็นโรคจากการรับประทานอาหารที่มีสาร เจือปน
  • นอกเหนือจากโรคภัยไข้เจ็บที่จะได้รับจากมลพิษ ในสิ่งแวดล้อม ชาวจีนยังคำนึงถึงผลกระทบที่ผิวของ พวกเขาจะได้รับ 1 ใน 4 ของผู้หญิงชาวจีนใช้ครีมทาตัว และทามือที่มีประสิทธิภาพในการลดการระคายเคือง ของผิว รักษาผิว และต่อต้านแบคทีเรีย บริษัทเครื่องสำอาง ในปัจุบันได้เพิ่มการใช้ PM* 2.5 ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ที่ปกป้องผิวจากสารพิษในอากาศ


สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

รัฐบาลของประเทศจีนให้ความสำคัญมากขึ้นกับนโยบาย สิ่งแวดล้อม โดยในปี 2015 รัฐบาลจะนำเรื่องของสิ่งแวดล้อม สู่สาธารณชนมากขึ้น ทำให้พวกเราคาดว่าจะเห็นนโยบาย เกี่ยวกับการต่อต้านมลภาวะที่เป็นพิษ (Anti-Pollution) ทั้งในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และในตัวของ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

ในภาคส่วนของความสวยความงาม เราคาดว่าจะเห็น การกล่าวอ้างถึงความสามารถในการป้องกันผิวพรรณหรือ เส้นผมจากมลภาวะที่มีค่า PM 2.5 ในการทำการตลาดของ ผลิตภัณฑ์

สำหรับภาคส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะเห็น การเพิ่มขึ้นของการโปรโมตในเรื่องวัตถุดิบที่ช่วยในการดีท็อกซ์ นอกจากนั้นเพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่คำนึงถึงความปลอดภัย ของอาหาร ผู้ผลิตควรจะเน้นย้ำในส่วนของวัตถุดิบที่ปราศจาก สารพิษเจือปน (Pollution-Free Ingredient) ในการทำ การตลาดของผลิตภัณฑ์ บางแบรนด์ใช้การเน้นในเรื่องของ แหล่งกำเนิดของวัตถุดิบในการทำการตลาด เช่น Tmall.com ของ ประเทศจีนได้จับมือกับ New Zealand Trade and Enterprise ในการทำโปรโมชั่นของเดือนเมษายน 2014 โดยให้ผู้บริโภค ชาวจีนสามารถซื้ออาหารทะเลสดตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ และมีบริการจัดส่งภายใน 7 ชั่วโมง

เราจะพบอุปกรณ์ไอทีสำหรับสวมใส่ และเสื้อผ้าที่ใช้ในการ วัดและป้องกันมลภาวะที่เป็นพิษในอากาศมากขึ้น เราได้เห็นการ โฆษณาที่ต่อต้านมลภาวะที่เป็นพิษ แม้กระทั่งที่บ้าน ที่ทำงาน หรือ แม้แต่ร้านค้าตามท้องถนนก็ต่อสู้กับสารพิษในอากาศโดย ใช้วัสดุที่สามารถดูดซึมสารคาร์บอน หรือวัสดุที่สามารถสะท้อน ความร้อน หรือวัสดุที่ใช้ในการเก็บแสงในตอนกลางวันและนำมา ใช้ในตอนกลางคืน

สำหรับภาคส่วนรถยนต์ รัฐบาลของจีนได้จับตามองมลภาวะ ที่เป็นพิษในเมืองปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ทำให้ยอดขายรถที่ใช้ พลังงานไฟฟ้าและรถที่ปล่อยมลภาวะในระดับต่ำจะคงมียอดขาย ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศจีนได้พัฒนาระบบการตรวจตรา ในการช่วยลดควันจากรถยนต์ในปักกิ่ง และกระตุ้นการใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำมันโดยการยกเว้นภาษีและ ยกเว้นค่าป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่ผู้ที่ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

 


ร้านค้าปลีกในโลกของความเป็นจริง (Real World Retail)

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2015

อินเทอร์เน็ตทำให้การซื้อขายแบบเดิมได้เปลี่ยนไป อินเทอร์เน็ตไม่เพียงแต่มอบความสะดวกสบายในการจับจ่าย แต่ยังมอบความรวดเร็วให้แก่ผู้ซื้อด้วย เห็นได้จากร้านที่เน้น การขายที่หน้าร้านได้เพิ่มจำนวนสาขา ของร้านในการรับสินค้าที่สั่งซื้อ ออนไลน์ และในทางกลับกัน ร้านค้าออนไลน์ Birchbox ได้เปิดหน้าร้านเพื่อรองรับ ความต้องการของผู้บริโภค เราจะเห็นบริการที่แก้ไข ช่องว่างของการซื้อ สินค้าแบบออนไลน์ เช่น Doddle and ASOS’s Local Letterbox ของประเทศอังกฤษได้จัดให้ มีห้องลองสินค้าในห้างสรรพสินค้า ยิม และสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อ ให้ผู้ซื้อ สินค้าออนไลน์สามารถที่จะลองสินค้าที่สั่งซื้อได้

ในประเทศจีนพบว่าการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้ามีความนิยมลดลง ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าไปในร้านเพื่อชมและทดลองสินค้า แต่จะทำการซื้อ สินค้าออนไลน์เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด

เราได้ก้าวมาถึงจุดที่เราคาดหวังว่าจะสามารถเข้าถึง และเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ระหว่างที่เรากำลัง เดินทาง เราสามารถซื้อสินค้าด้วยการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีให้ บริการในรถไฟและเครื่องบิน

การช้อปปิ้งระหว่างการเดินทางของผู้บริโภคถูกตอบสนอง ด้วยบริการ ‘Click-and-Collect’ เช่น ตู้รับสินค้าของ Amazon ที่สถานีรถไฟใต้ดินในเมืองลอนดอน และบริการ จัดส่งแบบออนดีมานด์ของ eBay ในสหรัฐอเมริกาได้ขยาย ไปยัง 25 เมือง นอกจากนั้น eBay ได้ร่วมมือกับ Argos ในประเทศอังกฤษในการใช้ร้านกว่า 650 แห่งของ Argos เป็นสถานที่รับสินค้าที่ทำการสั่งซื้อออนไลน์ สำหรับใน ประเทศจีน จะเห็นว่าร้านค้าต่างๆ ได้เข้าไป มีส่วนในการขายสินค้าแบบออนไลน์จากการ เข้าไปขายผ่านทางเว็บไซต์ของ Taobao และ Tmall เช่น แบรนด์ Marks & Spencer ของ อังกฤษ และห้างสรรพสินค้า Yintai ของ จีน พบว่า “สองในสามของคนจีน (อายุ 20-49 ปี) พวกเขาซื้อสินค้าออนไลน์ เพราะพวกเขาสามารถซื้อ เมื่อไหร่ก็ได้ที่พวกเขา สะดวก” เห็นได้ว่าความ สามารถในการให้ความ สะดวกสบายในการซื้อแบบ ออนดีมานด์นั้นเป็นสิ่งสำคัญใน ประเทศจีน


ทำไมคนจึงทำการซื้อสินค้าแบบออนไลน์ ?

การช้อปปิ้งออนไลน์ก่อให้เกิดการปฏิวัติรูปแบบการค้าขายไปทั่วโลก แต่ถึงอย่างนั้นผู้บริโภคยังไม่ได้ รับความพึงพอใจสูงสุด

53% ของผู้ซื้อชาวอังกฤษ โดยเฉพาะ 60% ที่เป็นเพศหญิง กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะได้เสื้อผ้าที่พอดี กับสัดส่วนโดยไม่ต้องทำการลองใส่

22% ของผู้บริโภคชาวอเมริกันจะซื้อสินค้าออนไลน์เฉพาะสินค้าที่พวกเขาเคยใช้และมีความคุ้นเคย

70% ของผู้บริโภคชาวจีน จะไปดูสินค้าจริงที่ร้านก่อนการซื้อสินค้าทางออนไลน์ และ 75% ของผู้บริโภค ชาวจีนเชื่อว่าร้านค้าแบบออนไลน์จะเข้ามาแทนร้านค้าแบบดั้งเดิมในที่สุด

19% ของผู้บริโภคชาวจีน เคยซื้อสินค้าแบบ ‘Click-and-Collect’ โดยรับสินค้าที่ทำการสั่งซื้อจากร้านค้า ตู้ล็อกเกอร์ หรือจากคลังสินค้า

ในประเทศจีน ผู้บริโภคอยากได้บริการหรือสิ่งที่ช่วยให้ตนเองได้รับประสบการณ์ในการซื้อที่ดีขึ้น สภาพแวดล้อมและการบริการลูกค้าจัดว่าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการเลือกห้างสรรพสินค้า โดยห้างสรรพสินค้านั้นเป็นโอกาสที่ร้านค้าใช้ในการส่งมอบสินค้าที่ถูกสั่งซื้อทางออนไลน์ให้แก่ผู้ซื้อ

14% ของผู้ซื้อกล่าวว่า บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการเลือกสถานที่ที่จะไปซื้อสินค้า

8% ของผู้ซื้อกล่าวว่า การบริการลูกค้าที่ดีมีผลต่อการเลือกสถานที่ที่จะไปซื้อสินค้า นอกเหนือจากการค้าแบบรีเทลแล้ว ผู้บริโภคยังมองถึงความสะดวกสบายที่อุปกรณ์ดิจิทัลเหล่านี้ จะมอบให้ในด้านอื่นๆ

6% ของชาวบราซิลสนใจที่จะซื้อรถยนต์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพวกเขายินดีที่จะให้บริษัทจัดส่ง รถยนต์ไปยังที่บ้านถ้าบริษัทมีบริการ

40% ของชาวแคนาดาสนใจที่จะใช้บริการออนไลน์ทางการเงิน ในการขอคำแนะนำทางการเงินและ ใช้เครื่องมือในการบริหารเงินแบบออนไลน์จากธนาคารที่พวกเขาใช้บริการอยู่

80% ของชาวจีนต้องการใช้บริการออนไลน์ในด้านอื่นๆ เพื่อที่จะช่วยให้ชีวิตของตนมีความสะดวกสบาย มากขึ้น เช่น การจ่ายบิลออนไลน์ การจองแท็กซี่ผ่านมือถือ เป็นต้น

 


สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

การให้บริการแบบทันท่วงที และแบบออนดีมานด์ที่กำลังขยายตัว จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของแอปพลิเคชั่นในการจัดส่งสินค้า และทางเลือกในการ ใช้ช่องทางในการขายสำหรับสินค้าในสินค้าหลายๆ ประเภท

ความสะดวกสบายเหล่านี้ไม่ได้สงวนไว้ให้แค่ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวง แต่ได้ ขยายโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ไปยังในส่วนของชานเมืองและชนบท การขยายตัวของ eBay Now Showcase ไม่ได้แค่ Growing Urban Environment แต่ได้ทำให้ เกิดความต้องการในการจัดส่งแบบออนดีมานด์ วิธีการในการจัดส่งสินค้านั้น ก็จะแตกต่างไปตามแต่ละสถานที่ เช่น

  • การรับสินค้าที่ร้านค้า (In-store Pickup) เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใน แถบชานเมือง
  • การบริการจัดส่งสินค้า (Subscription Service) สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใน แถบชนบทซึ่งอาจจะอยู่ไกลจากจุดรับสินค้า

ความคาดหวังที่จะได้รับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมบริการอื่นๆ ผู้บริโภคได้ใช้บริการเหล่านี้อยู่แล้ว สำหรับการบริโภคมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Netflix หรือ Hulu Plus

เราคาดว่าผู้บริโภคจะต้องการการบริการแบบออนดีมานด์และบริการที่ เหมาะสมสำหรับแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการทางเงิน การให้บริการ ด้านสุขภาพ และในด้านอื่นๆ การใช้ Google และ Wikipedia ในการหา คำตอบต่างๆ อาจจะไม่เพียงพอ พวกเขาต้องการให้มีบริการและมีผู้เชี่ยวชาญ ให้ความช่วยเหลืออยู่เพียงแค่ปลายนิ้ว


ในประเทศจีน Jumei Yupin ผู้ขายเครื่องสำอาง ออนไลน์รายใหญ่ที่สุดได้เปิดหน้าร้านที่เมืองปักกิ่งเพื่อช่วย ให้ผู้บริโภครู้จักถึงตัวสินค้ามากขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้ ซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ ในขณะที่ Shufeng ผู้ให้บริการ ส่งสินค้า ได้เริ่มธุรกิจโดยให้บริการทางออนไลน์ แต่ปัจจุบัน ได้มีการเปิดหน้าร้านเพื่อการให้บริการที่ดีขึ้น

ในอนาคตของเราคาดว่าจะเห็นการค้าปลีกแบบ ‘Omni-Channel’ ในจีน ซึ่งเป็นการใช้ช่องทางในการ ค้าขายทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นจากทางออนไลน์หรือทาง ร้านค้า สำหรับผู้บริโภค ปัจจัยในด้านราคาและความสะดวก สบายเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลในการตัดสินใจซื้อสินค้า ออนไลน์ ในส่วนของร้านค้านั้นใช้ลักษณะที่โดดเด่นของ ผลิตภัณฑ์ การให้ความรู้ในตัวผลิตภัณฑ์ การให้ประสบการณ์ ร่วม ในการดึงดูดลูกค้าเข้ามาจับจ่ายในร้าน


Tapping in and Speaking Out

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2015

เราเห็นการแข่งขันในตลาดมากขึ้นในโลกปัจจุบัน โดยใช้การ สื่อสารสองทาง การใช้คำเฉพาะต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ เช่น

  • Engagement คือความผูกพันของพนักงานกับองค์กร
  • Interaction คือการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด

คำหลายคำถูกนำมาใช้เป็นตัวกระตุ้นในองค์กรและการวัด ความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการสร้างสรรค์งานโฆษณาเพื่อสร้าง ความสนใจต่อกลุ่มลูกค้า ในขณะที่กลุ่มบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ พยายามที่จะค้นหาอุปสรรคที่เป็นตัวขวางและขจัดมันออกไป

เรายังเห็นสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังในปัจจุบันที่ปรากฏขึ้น ไม่เพียง แต่การให้ความสำคัญกับผลตอบรับจากผู้บริโภคเท่านั้น แต่บริษัท ยังนำประเด็นสำคัญเหล่านี้มาพิจารณาตั้งแต่การเริ่มดำเนินการ

ปัจจุบันผู้บริโภคมีส่วนช่วยสินค้าและสังคม โดยมีส่วนร่วมมากขึ้น มีความใกล้ชิดมากขึ้น กลยุทธ์ Crowdsourcing Business Models ที่ได้ส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม หรือส่งต่อปัญญาเพื่อรับข้อมูลหรือ ข้อเสนอแนะ รวมถึงวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อเป็นไอเดียทางธุรกิจ

ตัวอย่างที่น่าสนใจตัวอย่างหนึ่ง คือ การบุกเบิกของบริษัทผลิต เสื้อยืด Threadless ที่ส่งเสริมให้คนทั่วไปสามารถส่งผลงานการ ออกแบบเข้ามาทางบริษัท นอกจากนั้นยังมีส่วนคัดเลือกผลงานว่าผลงาน ชิ้นใดควรได้รับเลือกเพื่อผลิตเป็นสินค้าออกจำหน่าย

KFC ในประเทศจีนได้ใช้แผนการตลาดในการทำกิจกรรมที่มีชื่อว่า ‘Who Could Represent KFC’ โดยต้นปี 2014 KFC ได้นำสินค้าสองตัวมาให้ลูกค้าได้ทำกิจกรรม สินค้าตัวแรกได้แก่ Plain Chicken Nuggets เมนูปกติที่ได้วางขายใน KFC เข้าแข่งขันกับสินค้าตัวใหม่ คือ Gloden Crispy Chicken ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ล่าสุด โดยให้ลูกค้าลงคะแนนทาง Social Media ในเวลา ที่ทางบริษัทกำหนด โดยให้ผู้ที่เข้ามาลงคะแนนตัดสินว่าจะเลือกเพียง 1 ใน 2 เมนูนี้มาขาย ที่ร้านในระยะยาว

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมคล้ายๆ กันคือรายการ The Voice of China และ Ice Bucket ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อเข้ามาสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดของประเทศจีน


ทำไมคนจึงใส่ใจในเรื่องนี้ ?

• 22% ของคนที่ดื่มเบียร์ในประเทศอังกฤษให้ความสนใจ สนับสนุนการผลิตคราฟต์เบียร์ตัวใหม่

• 21% ของสาววัยร่นุ ชาวอังกฤษ อยากเสนอไอเดยี ของตน สำหรับนำไปใช้ในการออกแบบรูปแบบของผลิตภัณฑ์

แคมเปญ ‘Who Could Represent KFC’ ในประเทศจีน มีผู้เข้ามาร่วมโหวตกว่า 20 ล้านโหวต

การได้เปรียบจากการร่วมมือทางออนไลน์ส่งผลอย่าง เห็นได้ชัดจากสังคมออนไลน์ของเว็บไซต์หนึ่ง Pinterest นั้น ขึ้นมาเป็นผู้นำในสื่อสังคมออนไลน์เป็นผลมาจากการที่เว็บไซต์ ให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม คือ สมาชิกสามารถแชร์ไอเดียของ ตนเองใน Pinboard ทำให้สมาชิกอื่นๆ สามารถเข้าถึงไอเดีย ใหม่ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ จากบทความของบริษัท Fast Company กล่าวว่า Pinboard นี้มีคนเข้ามาชมถึง 1.9 พันล้านคนต่อเดือน (ทั่วโลก) ผู้เข้าชมแต่ละคน ใช้เวลา ประมาณ 14.5 นาทีในการเข้าชมเว็บไซต์

การถ่ายทอดความคิดและไอเดียต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้น เฉพาะบุคคลต่อบุคคล (C2C) แต่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลไปยัง ธุรกิจ (C2B) และธุรกิจไปยังบุคคลด้วย คำว่า Crowdsourcing คือกระบวนการที่ให้คนนอกองค์กรทำงานแทนคนในองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งมักจะ ทำงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเมื่อพูดถึงเรื่องนวัตกรรม ไอเดียจากคนจำนวนมาก ย่อมดีกว่าจากคนคนเดียว

• GuruStroms ให้บริการในฐานะตัวกลางในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญ ในด้านเทคโนโลยีและด้านการแพทย์ให้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก โดย GuruStroms จะให้ไอเดียที่ดีที่สุดจากการระดมความคิดผ่านทางออนไลน์เป็นระยะเวลา กว่า 30 วัน

• One Billion Minds เป็นแพลตฟอร์มที่บริษัทใช้ในการติดต่อบุคคล ในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ช่วยแก้ไขปัญหาเครื่องบดเศษอาหาร เป็นต้น

• บริษัทขนาดใหญ่หันมาใช้ Crowdsourcing เช่น บริษัทมันฝรั่งเลย์ ในประเทศอาร์เจนตินาได้เชิญชวนให้คนช่วยกันแนะนำรสชาติใหม่สำหรับ มันฝรั่งแผ่น โดยสามรสชาติที่มีผู้เลือกมากที่สุดจะถูกนำไปผลิต และรสชาติ ที่ขายดีมากที่สุด จะถูกเลือกให้เป็นรสชาติที่ผลิตถาวร

• ซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศเดนมาร์ก ได้ทำการสอบถามผู้ซื้อว่า สินค้าในประเทศชิ้นใดที่พวกเขาต้องการให้มีในชั้นวางสินค้า

• Sear ได้มีฟีเจอร์ออนไลน์ตัวใหม่ ‘People’s Pick’ ที่ให้ผู้บริโภค สามารถโหวตในการเลือกสินค้าที่จะนำมาลดราคาในแต่ละสัปดาห์

• ในประเทศญี่ปุ่นมีแอปพลิเคชั่นสำหรับผู้เดินทางโดยรถไฟ ซึ่งแอป- พลิเคชั่นจะบอกกับผู้โดยสารว่ารถไฟสายไหนมีคนใช้น้อยที่สุด เพื่อที่ผู้ใช้ บริการจะได้มีทางเลือกในการเลือกสายรถไฟในการเดินทาง

• Sickweather ได้ใช้ข้อมูลจากสังคมออนไลน์และข้อมูลของสมาชิก ในการแสดงถึงโรคในแต่ละพื้นที่


ด้วยวัฒนธรรมในการแชร์และการช่วยกันออกความคิดเห็นเป็นที่ แพร่หลาย ก่อให้เกิดปัญญาสั่งสม (Collective Intelligence) ซึ่งอยู่ เป็นส่วนหนึ่งที่คนปฏิบัติกัน ทำให้ยากที่จะแยกแยะระหว่างการร่วมมือกัน ในการคิด กับการฉ้อโกง

มีข่าวฉาวดังเกี่ยวกับนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard กับข้อสอบแบบ ทำที่บ้าน (Take-home Final Exam) ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่สีเทาระหว่างการ ช่วยเหลือในการเรียนกับการโกงข้อสอบ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้คือ ในโลกอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นพื้นที่ที่ไม่มีกฎ เหมือนกับพื้นที่เปิดกว้างสำหรับ ไอเดียต่างๆ มากมาย


สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
โอกาสที่จะใช้ ‘Collective Intelligence’ เป็นเครื่องมือในการพัฒนา สิ่งใหม่ๆ นั้นมากมายมหาศาล ความชาญฉลาดของ Crowdsourcing นั้น ไม่เพียงแต่มีศักยภาพในการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ยังช่วยวางตำแหน่งของ แบรนด์ในลักษณะเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล และเน้นการมีส่วนร่วม

การสร้างการสื่อสารนั้นก่อให้เกิดประโยชน์นอกเหนือจากนำไปพัฒนา ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ การระบุปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเพิ่มขึ้น ของจำนวนประชากร การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การใช้พลังงาน และการจัดการของเสีย เราสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้นจากการ รับฟังความคิดเห็น และให้แนวทางในการจัดการในเรื่องนั้นๆ

ท้ายที่สุด สิ่งที่ท้าทายก็คือ การสร้างการสนทนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อทั้งสองฝ่าย โดยผู้บริโภคจะรู้สึกได้ถึงอำนาจและความมีส่วนร่วม พร้อมทั้งให้ข้อมูลที่ช่วยให้นักการตลาดรู้ถึงโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่มีอยู่



* PM คือ Particulate Matter ฝุ่นละอองในอากาศ
PM 2.5 ตามคำจำกัดความของ US, EPA หมายถึง ฝุ่นละเอียดที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ฝุ่นละเอียดมีแหล่งกำเนิด มาจากควันเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม

เรื่อง : Mintel
เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ

Back to top

TAT 3/2015