The 13th Global Forum on Tourism Statistics จัดโดยความร่วมมือ ของ Japan Tourism Agency, The Nara Prefecture, The Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) และ The Statistical Office of The European Union (EUROSTAT) ระหว่าง วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2557 จัดขึ้นที่ Nara Prefectural Hall เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น การสัมมนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ แลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้เชิงวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจัย ด้านการท่องเที่ยวที่หน่วยงานต่างๆ มีการดำเนินการ

การสัมมนามีการนำเสนอในประเด็นดังต่อไปนี้


1. การพัฒนาการเก็บข้อมูลบัญชีประชาชาติ (TSA)
การจัดเก็บข้อมูลสถิติด้านการท่องเที่ยวที่เป็นพื้นฐานของประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน ได้แก่ บัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account : TSA) เป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การคำนวณตัวเลขการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว การขนส่ง ที่พัก อาหาร การช้อปปิ้ง และบริการต่างๆ รวมทั้งการสำรวจแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นต้น


TSA เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงมหภาคระดับประเทศ จึงเป็นประโยชน์ในการวางแผนทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเชิง นโยบาย

การสัมมนาในครั้งนี้ ได้มีการนำเสนองานวิจัยที่มีการพัฒนาเครื่องมือการเก็บ สถิติในรูปแบบเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยว ในระดับพื้นที่แหล่ง ท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้มีการเก็บข้อมูลในระดับพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และรวบรวม ในแต่ละพื้นที่ขยายผลการคำนวณ จนถึงระดับภูมิภาค และระดับประเทศ การเก็บ ข้อมูลต่างๆ เช่น

  • การติดตามการเคลื่อนของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอัตราการเข้าพักแรม สถานที่พัก
  • อัตราวันพักเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย
  • อัตราการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของท้องถิ่น เป็นต้น


ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานกำกับ ดูแลการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ตลอดจนระดับ ประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตัวอย่างงานวิจัยดังกล่าว ได้แก่ DREAM® Trip Project เป็นผลงานการวิจัยของ Glasgow Caledonian University และ Regional Tourism Satellite Account System ของ University of Cagliari และ State University of Milano-Bicocca เป็นต้น

การสัมมนายังได้กล่าวถึงประเด็นที่ควรมีการพัฒนา การเก็บข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว ภายในประเทศ ที่ในหลายประเทศยังมีการจัดเก็บ ไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถกำหนดแนวทางในการ พัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างถูกต้อง ลดทอนบทบาทในการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ ในการบริหารประเทศลง

นอกจากนี้ในการสัมมนายังได้ผลักดันให้เกิด ความร่วมมือในการใช้คำนิยามและมาตรฐานในการเก็บ ข้อมูลเดียวกัน โดยเฉพาะการจัดทำ TSA ยังต้องการ พัฒนาความร่วมมือให้ก้าวไปสู่ความเป็นมาตรฐาน สากลระดับนานาชาติ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันระหว่าง ประเทศได้


2. การวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว
เป็นการนำเสนอการวิจัยเชิงประยุกต์จากการนำข้อมูลสถิติมา วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องมือ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการวิเคราะห์เปรียบเทียบตัวชี้วัดในการเก็บ ข้อมูล และการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ เป็นต้น

  • การวิเคราะห์ความยืดหยุ่นต่อราคา
    ในการนำเสนอการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ของประเทศออสเตรเลีย โดย Divisekera, Victoria University, Australia วิเคราะห์หมวดการบริโภคด้านการท่องเที่ยว 5 หมวด ได้แก่ ที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม การเดินทาง การซื้อของและการสันทนาการ กับความสัมพันธ์ด้านราคา พบว่าการบริโภคสินค้าการท่องเที่ยวใน ภาพรวมสินค้าการท่องเที่ยวทั้ง 5 หมวดไม่มีความสัมพันธ์กับการปรับ ราคาสินค้า (Price Elasticity of Demand)

  • การพัฒนาแบบจำลองวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักท่องเที่ยว
    การนำเสนอการพัฒนาแบบจำลองเพื่อคาดการณ์ทิศทางการท่องเที่ยว เช่น ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจการท่องเที่ยว พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ที่เปลี่ยนแปลงไปภายใต้สถานการณ์ต่างๆ เช่น กรณีศึกษาการเดินทาง ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศภายหลังแผ่นดินไหวของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบว่าตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจยกเลิกการท่องเที่ยว เช่น ระดับความเสียหาย ความกังวลภายในประเทศ และเหตุการณ์ภายนอก ประเทศ เป็นต้น ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำมาเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน ภาครัฐในการบริหารจัดการบริหารความเสี่ยงต่อไป

  • การพัฒนาตัวชี้วัด Attractiveness Index
    การนำเสนอการพัฒนาตัวชี้วัด เพื่อมุ่งเน้นให้มีการพัฒนา นำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมทั้งให้สามารถ ตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชนในการใช้ข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะ ตามกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ปัจจุบัน มีความหลากหลายขึ้น เพื่อการวางแผนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยงานวิจัยเปรียบเทียบผลประโยชน์ ต่างตอบแทนของแหล่งท่องเที่ยวที่จะได้รับ และใช้ข้อมูลสถิติอธิบายปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และโอเชียเนีย ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2538-2555 โดย พัฒนาตัวชี้วัด Attractiveness Index ในการเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศภายใต้สถานการณ์ ต่างๆ ในด้านการพัฒนาตัวชี้วัดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน Andalucian Tourism Government ได้นำเสนอ Pilot Project ประกอบด้วยตัวชี้วัดเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จำนวน 300 ตัวชี้วัด ซึ่งแบ่งกลุ่มได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ Governance, Territory, Vulnerability, Profitability, Diversification, Quality and Innovation ตัวชี้วัดเหล่านี้ จะบ่งชี้ว่า มีการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนหรือไม่ โดยการกำหนดตัวชี้วัดเหล่านี้ ดำเนินการโดย ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว 100 ราย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน


3. การใช้ประโยชน์ข้อมูล Big Data ในเชิงสถิติการท่องเที่ยว
ข้อมูล Big Data เป็นข้อมูลที่มีปริมาณมากจนยากในการจัดเก็บ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มหาศาล หากนำมาจัดกลุ่ม/ หมวดหมู่ในประเด็นที่มีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ในการดำเนินงาน ด้านต่างๆ ข้อมูล Big Data มักมีความน่าสนใจ เนื่องจากตอบสนองโจทย์ ที่เป็นสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที ข้อมูลที่ได้รับการกล่าวถึง ในการสัมมนาครั้งนี้ มี 2 ประเภท ได้แก่ การใช้ Mobile Positioning Data และข้อมูลจากธุรกรรมบัตรอิเล็กทรอนิก (Electronic Card Transaction) ดังนี้

  • Mobile Positioning Data
    การวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ข้อมูล Mobile Positioning Data สำหรับการท่องเที่ยว พบว่า ข้อมูลมีความละเอียด วิเคราะห์ได้ถึงระดับแหล่งท่องเที่ยว สามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้อย่าง รวดเร็ว ถึงช่วงเวลาระดับรายวันและขยายผลในระดับรายเดือน และ รายปีได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนต่ำ นำมาวิเคราะห์ ข้อมูลได้อย่างหลากหลาย รวมทั้งนำไปสู่การคาดการณ์แนวโน้มการ ท่องเที่ยวได้ เป็นต้น ข้อมูลดังกล่าวจึงมีประโยชน์ต่อการประยุกต์ใช้ ในการวางแผนการตลาด การกำหนดปริมาณการกระจุกตัวของ นักท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง การจัดการความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

  • Electronic Card Transaction
    สำหรับข้อมูลประเภท Big Data ที่น่าสนใจในอีกรูปแบบ คือ ข้อมูลจากธุรกรรมบัตรอิเล็กทรอนิก (Electronic Card Transaction) The Ministry of Business, Innovation and Employment (MBIE) in New Zealand ได้พัฒนาการใช้ข้อมูลจากธุรกรรม บัตรอิเล็กทรอนิก เพื่อการวิเคราะห์สถิติจากการ ท่องเที่ยวทำให้ทราบพฤติกรรมการใช้จ่าย ของนักท่องเที่ยว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้ง กิจกรรมทางการตลาด ที่มีต่อการใช้จ่ายของ นักท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยสามารถจำแนก รายละเอียดได้ในระดับพื้นที่ และในแต่ละหมวด ค่าใช้จ่ายที่เป็นปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และ ยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการใช้จ่ายของ นักท่องเที่ยววิเคราะห์ร่วมกับสถิตินักท่องเที่ยว ต่างประเทศที่ได้จากบัญชีประชาชาติด้านท่องเที่ยว ทำให้วิเคราะห์ภาพรวมระดับประเทศได้อีกด้วย


อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การใช้ข้อมูล Big Data ในปัจจุบัน จะมีประโยชน์ในการใช้ วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถ ทดแทนระบบสถิติท่องเที่ยวของแต่ละประเทศได้ อย่างสมบูรณ์ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดต่างๆ เช่น เรื่องความเป็นส่วนตัว และกฎระเบียบในการ เข้าถึงข้อมูล รวมทั้งความสามารถในการเข้าถึง ข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น


บทสรุป
จากการสัมมนา คณะผู้จัดได้สรุปแนวโน้มเกี่ยวกับ ประเด็นทีมี่การหารือใน Global Forum on Tourism Statistics ได้แก่

1. ปัจจุบันมีความร่วมมือและเปิดกว้างในการเชื่อมโยง ข้อมูลด้านสถิติการท่องเที่ยวระหว่างประเทศกันมากขึ้น

2. การเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ระหว่าง Big Data กับสถิติแบบดั้งเดิมซึ่งยังต้องค้นหาวิธีการในการพัฒนาต่อไป

3. นับเป็นความท้าทายของประเทศต่างๆ ในการพัฒนา คุณภาพของระบบสถิติ โดยปรับระบบการเก็บข้อมูล สถิติการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศให้เป็นระบบเดียวกัน ให้สามารถเชื่อมโยงเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขัน ในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับความ ร่วมมือจากนานาประเทศ เพื่อประโยชน์และการพิจารณา จัดการทรัพยากรท่องเที่ยวของโลก ให้นำไปสู่การท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


สำหรับประเทศไทย มีการพัฒนาระบบการเก็บสถิติ ด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ จึงมีข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อ การวางแผนการดำเนินงานระดับนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นักท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาเครื่องมือ ในการสะท้อนความสำเร็จด้านนโยบาย ส่งผลให้มีความต้องการ ใช้ข้อมูลสถิติเชิงกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อสะท้อนความสำเร็จ การดำเนินงานด้านการตลาดของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่ การบริหารจัดการด้านนโยบายภาครัฐต่อไป โดยความต้องการ ใช้ในปัจจุบัน เช่น ความต้องการข้อมูลการเดินทางของ นักท่องเที่ยวกลุ่ม High End การท่องเที่ยวทางทะเล การท่องเที่ยว แบบ Eco Tourism กอล์ฟ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น


นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงผู้บริโภคใน อัตราส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงนอกจากการพัฒนาระบบสถิติ ระดับประเทศแล้ว การเก็บสถิติจากสื่อสารสนเทศต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้มีการ นำมาใช้มากขึ้น เช่น Social Listening ที่สามารถประมวลผลกระแสความเคลื่อนไหว ความเห็นที่มีต่อสินค้าต่างๆ ได้อย่าง Real Time ส่งผลให้หน่วยงานด้านการตลาดสามารถ เข้าไปกำกับดูแลสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 


 

เรียบเรียง :

  • พิจาริณี โล่ชัยยะกูล พนักงานวางแผน กองวิจัยการตลาด ททท.
  • สรรเพชญ ภุมรินทร์ นักสถิติ กลุ่มฐานข้อมูลการตลาด ททท.
  • รัชพล ชินวรรณ พนักงานสารสนเทศ กลุ่มฐานข้อมูลการตลาด ททท.

Back to top

TAT 3/2015