1) เมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องราวและภาพที่ผู้คนพูดถึง และแชร์กันมากในพันทิปและเฟซบุ๊ค คือภาพของ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกเดินทางท่องเที่ยวตามลำพัง คนเดียว

เปล่า, เธอไม่ใช่เด็กสาวที่เพิ่งออกตระเวน ท่องโลก

แต่เธอคือ คุณแป๋ว-กาญจนา พันธุเดชะ, อดีตข้าราชการซีเก้าที่เกษียณแล้ว ผู้มีอายุ 62 ปี!

 

เธอไม่ได้ออกเดินทางท่องโลกคนเดียวด้วย วิธีซื้อทัวร์ทั่วไป แต่เธอเที่ยวแบบแบกเป้ แบบที่ เรียกกันว่า ‘แบ็คแพ็คเกอร์’ และเธอก็ ‘แบก’ เป้ จริงๆ โดยน้ำหนักของเป้ที่อยู่บนหลังนั้นอยู่ที่ราว 12-15 กิโลกรัม อันเป็นน้ำหนักที่ต้องถือว่าไม่น้อย ทีเดียว ต่อให้ไม่ใช่ผู้หญิงที่อายุเลยหกสิบปีไปแล้วก็ตาม


เธอบอกว่า เมื่อเกษียณแล้ว เธออยากเดินทาง แต่เมื่อชวน คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนวัยเดียวกันหรือรุ่นลูก แต่ละคนก็มี ช่วงเวลาว่างไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สะดวก เธอจึงเริ่มคิดว่า-แล้วทำไม ถึงไม่ไปด้วยตัวเอง


ถ้าเป็นโลกเมื่อสักสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว การเดินทางท่องเที่ยว ด้วยตัวเองคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต่อให้เป็นคนหนุ่มสาวที่อยู่ ในวัยแข็งแรงก็เถอะ แต่ทุกวันนี้ การเดินทางท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลง ไปมาก เราสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางได้อย่างละเอียด จะหาข้อมูลมากมายแค่ไหนก็ได้ และไม่ใช่เฉพาะข้อมูลจากบริษัท ทัวร์หรือหนังสือไกด์บุ๊คเท่านั้น ทว่าเป็น ‘ข้อมูล’ ที่ ‘ได้’ มาจาก ตัวนักเดินทางท่องเที่ยวคนอื่นๆ โดยตรงเลยทีเดียว เหมือนถาม เพื่อน แต่ไม่ได้มีเพื่อนแค่คนเดียว เรามีเพื่อนเป็นร้อยเป็นล้านคน จากทั่วโลก


ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า Digital Age!

ใช่แล้ว-ยุคนี้คือยุคที่ทุกคนสามารถมีพลังที่จะลุกขึ้นมาทำ อะไรก็ได้ด้วยตัวเอง เพราะการเชื่อมต่อและข้อมูลมหาศาลที่เรา สามารถคัดเลือกและจัดสรรให้เหมาะสมกับตัวเอง แต่ละคน จึงสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ รู้ว่าเมื่อเดินทางไป ตรงนั้นตรงนี้จะต้องพบเจอกับอะไร

แม้กระทั่งผู้หญิง...ผู้หญิงที่มีอายุมากจนหลายคนคิดว่าเธอ อาจเที่ยวคนเดียวไม่ได้

แต่แน่นอน-เธอทำได้!


2) คำถามก็คือ อะไรทำให้ ‘ผู้หญิง’ สามารถลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ไม่เคย ‘กล้า’ ทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แห่งการเดินทางท่องเที่ยว?


มีสถิติบอกว่าในสหรัฐอเมริกา ผู้หญิงเริ่มเป็นแรงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ พบว่า ผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มแบบค่อยๆ ขยับกราฟขึ้น แต่เพิ่มขึ้นถึงมากกว่า 230% ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา


นี่คือตัวเลขที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!

การสำรวจของ TripAdvisor ซึ่งเป็นเว็บและ App ที่ให้บริการในแบบ Crowdsourcing (คือการที่ ผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลกให้ข้อมูลต่างๆ เข้ามา) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องที่พัก ร้านอาหาร หรือสถานที่ ท่องเที่ยวน่าสนใจต่างๆ พบว่าในจำนวนนักท่องเที่ยวผู้หญิง 9,181 คนจากทั่วโลกนั้น มีมากถึง 74% เลยทีเดียว ที่วางแผนว่าจะเดินทางท่องเที่ยว ‘คนเดียว’ ในปีถัดไป


ในเอเชีย แนวโน้มก็เป็นแบบเดียวกัน นั่นคือผู้หญิงเริ่มเดินทางคนเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมักจะเลือก จุดหมายปลายทางเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เนื่องจากเป็นภาษาสากลที่พูดคุยกันได้ง่าย ทั่วโลก


และอย่าเพิ่งคิดว่า ผู้หญิงเหล่านี้จะเที่ยวชมวัฒนธรรม ไปสปา หรือเที่ยวแบบสบายๆ ไปทำศัลยกรรม อะไรทำนองนั้น เพราะผลสำรวจบอกด้วยว่า ผู้หญิงที่อยากเที่ยวคนเดียวนั้น มีแนวโน้มที่จะท่องเที่ยวแบบ ผจญภัยและเที่ยวเอาท์ดอร์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า ปีนเขา หรืออื่นๆ


งานวิจัยของ Savvy Auntie พูดถึงกลุ่มผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า PANK (ย่อมาจาก Professional Aunt, No Kids หรือเป็นผู้หญิงสูงวัยที่มีหน้าที่การงานแบบมืออาชีพในระดับสูง แต่ไม่มีลูก) โดยบอกว่า ผู้หญิงกลุ่ม PANK นั้น ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีรายได้มากพอ ที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ แถมยังมีอิสระในการเดินทาง มีเวลามากพอ แต่กระนั้นก็ไม่ได้มีเวลาว่าง ตรงกัน PANK จำนวนมากจึงมีไลฟ์สไตล์ในการท่องเที่ยวแบบ ‘เที่ยวคนเดียว’


เขาบอกว่า ประชากรกลุ่ม PANK นั้นมีมากถึง 23 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถ้าดูทั่วโลกก็น่าจะมี จำนวนมากกว่านี้อีกอักโข โดยกลุ่ม PANK เป็นกลุ่มที่ต้องการที่พักและบริการในระดับหรูหรา ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะพวกเธอมีรายได้ที่มากพอ และเนื่องจากผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นนักบริหารระดับสูง พวกเธอจึงคุ้นเคย กับประสบการณ์การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) ที่ใช้บริการโรงแรมในระดับบน ดังนั้น เมื่อจะ ท่องเที่ยวพักผ่อน ก็เลยมองหาบริการที่มีคุณภาพใกล้เคียงหรือแม้กระทั่งดีงามกว่าที่เคยคุ้นมาตลอดชีวิต การทำงาน ดังนั้น โรงแรมหรูขนาดเล็ก (ที่เรียกว่า Small Luxury Hotels ซึ่งมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ขนาดใหญ่ในยุโรปและอเมริกา ถือเป็นเครือข่ายโรงแรมหรูที่มีรสนิยม ไม่ใช่เชนโรงแรมใหญ่ๆ ที่ถูกมอง ว่าเป็นโรงแรมสำหรับครอบครัว) จึงมียอดจองจากนักเดินทางผู้หญิงที่เดินทางเพียงคนเดียวเพิ่มมากขึ้นถึง 53% ในช่วงปี 2011-2012 และหลังจากนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นไปอีก


ยิ่งถ้าเทียบกับนักท่องเที่ยวชายด้วยแล้ว พบว่านักท่องเที่ยวหญิงมีแนวโน้มที่จะ ‘อัพเกรด’ ที่นั่ง บนเครื่องบินให้ดีขึ้นมากกว่าผู้โดยสารที่เป็นชายด้วย


คำถามก็คือ-เพราะอะไร ผู้หญิงถึงกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในธุรกิจเดินทางท่องเที่ยวได้?


3) โดยทั่วไป เราน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่า โลกได้เปิดโอกาสให้ผู้หญิง ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ เช่นพื้นที่ของการทำงานต่างๆ มากขึ้น ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อผู้หญิงทำงานเหล่านี้มากขึ้น ย่อมก่อให้เกิด ‘พลัง’ ของผู้หญิงในเศรษฐกิจใหม่ขึ้นด้วย


พลังของผู้หญิงเช่นนี้เรียกขานกันว่า Womenomics


The Economist รายงานไว้ในปี 2006 ว่า สัดส่วนของ ‘ผู้หญิง ทำงาน’ เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล จากในทศวรรษ 2490s ที่มีผู้หญิง ทำงานเพียงประมาณ 1 ใน 3 นั้น ได้เพิ่มขึ้นมากลายเป็น 2 ใน 3 ในปัจจุบัน ที่สำคัญ สัดส่วนของผู้หญิงในตลาดแรงงานก็เพิ่มขึ้น ในทุกประเทศ ทุกวันนี้ แทบทุกประเทศมีสัดส่วนของผู้หญิงในตลาด แรงงานสูงเลย 40% กันแล้ว แม้กระทั่งในประเทศที่มีปัญหาความ ไม่เท่าเทียมทางเพศมาแต่เก่าก่อน อย่างเช่นอิตาลีและญี่ปุ่น ก็ยังมี ผู้หญิงอยู่ในตลาดแรงงานสูงกว่า 40% อยู่ดี


นั่นแปลว่าอะไร?


เมื่อผู้หญิงทำงานมากขึ้น ผู้หญิงก็ย่อมมีรายได้มากขึ้นด้วย แต่ตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งขึ้นก็คือ ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Time บอกไว้ว่า ในเมืองที่มี ขนาดใหญ่ที่สุด 50 เมืองในอเมริกานั้น มีถึง 47 เมืองด้วยกัน ที่โดยเฉลี่ยแล้ว-ผู้หญิงมีรายได้มากกว่าผู้ชาย


เรื่องนี้ ‘กลับข้าง’ กับความเชื่อแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง!


ตัวอย่างก็คือนิวยอร์ก ที่โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะมีรายได้ คิดเป็นราว 117% ของรายได้ผู้ชาย และถ้ามองภาพให้กว้างออกมา มากกว่าอเมริกา เราจะพบว่าต่อให้เป็นประเทศจีนที่หลายคน คิดว่ามีการกีดกันทางเพศมาก ก็ยังพบว่าผู้บริหารระดับสูง ที่เป็นผู้หญิงนั้น มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 51 ซึ่งก็แปลว่ามากกว่า ผู้ชายไปแล้ว!


ในไทยก็ไม่แตกต่าง เพราะผู้หญิงก้าวเข้ามามีบทบาทในทาง เศรษฐกิจค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ มีรายงาน การจัดอันดับโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้หญิงโดย Economist Intelligence Unit เมื่อปี 2012 ที่ระบุว่า ผู้หญิงไทยนั้นมี ‘โอกาส ทางเศรษฐกิจ’ สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นรองก็แค่สิงคโปร์เท่านั้น แถมผู้หญิงที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ในไทยยังมีมากถึง 36% อีกต่างหาก นับว่าสูงกว่าหลายประเทศ แถมกรรมการบริษัทในภาคเอกชนของไทยก็มีมากกว่า 35% ที่เป็นผู้หญิง


แล้วอย่างนี้จะไม่ให้บอกว่า ‘พลัง’ ของผู้หญิงในทางเศรษฐกิจ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้อย่างไรกัน!


4) แน่นอนว่าเมื่อผู้หญิงมีรายได้สูงขึ้น ผู้หญิงย่อมกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภค ที่มีขนาดใหญ่ กลายเป็น ‘ตลาดใหม่’ ที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่าง


เวลาพูดคำว่า Womenomics ความหมายของคำนี้ไม่ได้กินความเฉพาะ ผู้หญิงที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีคิดแบบอื่นๆ ที่แตกต่าง ไปจากแนวทางผู้ชายเป็นใหญ่ที่ครอบงำโลกมาเป็นเวลายาวนานอีกด้วย ตัวอย่างหนึ่งของ Womenomics ที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีของอังกฤษ ในหนังสือ Flat White Economy ผู้เขียนรายงานว่า ผับ-ซึ่งเคยเป็นสถานที่รวมตัวหรือ Third Place ของผู้ชาย และมีลักษณะที่กีดกันทางเพศในหลายระดับมาเป็น เวลายาวนานนั้น มีการปิดตัวลงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ร้านกาแฟที่เปิดกว้างทางเพศ มากกว่า เพราะสามารถเข้าใช้ได้ทุกเพศ (ไม่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น) กลับเพิ่ม จำนวนขึ้น เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างซึ่งทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับ Womenomics โดยตรงด้วย แต่ทำให้เราเห็นว่าสังคมแบบเดิมๆ กำลัง เปลี่ยนแปลงไป และผู้หญิง (รวมถึงคนเพศอื่นๆ) กำลังจะก้าวเข้ามาสร้าง ‘สมดุลใหม่’ ให้กับเศรษฐกิจที่เคยถูกครอบงำด้วยวิธีคิดของ ‘วัฒนธรรม ย่อย’ แบบที่มีความเป็นผู้ชายเป็นอำนาจนำ


Harvard Business Review ระบุว่า ในปี 2552 ผู้หญิงใช้จ่ายรวมกัน ทั่วโลกเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และคาดกันว่าตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก กระทั่งกลายเป็น 28 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐ ในปี 2557 นี่คือตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจซื้อในมือผู้หญิง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเป็นอำนาจซื้อที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง


คุณคงพอเดาได้ว่า ผู้หญิงนั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในระดับ ครัวเรือนมากแค่ไหน ข้อมูลจาก Harvard Business Review สำรวจพบ ว่า ผู้หญิงกว่า 80% เป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายของครัวเรือนทั้งหมด ถ้าเป็นเรื่องเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ก็เป็นผู้หญิงนี่แหละที่เป็นคนตัดสินใจ มากกว่าร้อยละ 80


ครั้นครอบครัวจะไปท่องเที่ยวเดินทางหรือ ก็เป็นผู้หญิงอีกนี่เอง ที่เป็น ผู้ตัดสินใจซื้อแพ็คเกจท่องเที่ยว โดยผู้หญิงเป็นผู้ตัดสินใจถึงกว่าร้อยละ 94 ทั้งยังเป็นคนตัดสินใจซื้อบ้านกว่าร้อยละ 92 เป็นผ้ตู ัดสินใจซื้อรถกว่าร้อยละ 91 และเป็นผู้ตัดสินใจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านกว่าร้อยละ 60


นี่ยังไม่นับรวมเรื่องของอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ รวมถึง อิทธิพลในการเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ของคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย!


5) การที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ได้ทำให้อำนาจซื้อของผู้หญิงเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยัง เปลี่ยนแบบแผนวิถีชีวิตและการบริโภคของผู้หญิงด้วย ที่สำคัญก็คือ ไม่ได้เปลี่ยนไปน้อยๆ แต่หลายเรื่องเปลี่ยนไป แบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว


อย่างแรกสุด ผู้หญิงมีงานทำด้วยตัวเอง พวกเธอจึง มีอิสระมากขึ้น สามารถกำหนดชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น ทั้งในแง่ของพฤติกรรมการใช้เวลาและการใช้จ่าย เมื่อเป็น เช่นนี้ ผู้หญิงจำนวนมากจึงหันมาเรียกร้องต้องการอิสระ มากกว่าที่ผ่านมา


เมื่อผู้หญิงทำงานมากขึ้น เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น มีแนวโน้มใหม่ว่าผู้หญิงจะมีลูกน้อยลง แต่ถึงจะมี ‘จำนวน’ ลูกน้อยลง ผู้หญิงก็กลับซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อลูก ของตัวเองมากขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ถึงอัตราการเกิดจะ ลดลง แต่อัตราการใช้จ่ายสำหรับเด็กกลับไม่ได้ลดลงไปด้วย ผลก็คือตลาดสินค้าสำหรับเด็กเติบโตขึ้น


อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ ผู้หญิงจะแต่งงานช้าลง หรือแม้กระทั่งไม่แต่งงานเลย หรือกระทั่งคนที่แต่งงานไป แล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะหย่าร้างมากขึ้น เพราะผู้หญิงไม่จำเป็น ต้อง ‘ทน’ อยู่ในโครงสร้างที่ผู้ชายเป็นผู้หาเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว พวกเธอสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ นั่นทำให้เกิดตลาดใหม่ ที่เรียกว่า ‘ตลาดสาวโสด’ ขึ้นมา เพราะการอยู่เป็นโสด จะทำให้ความต้องการสินค้าและบริการบางอย่างเพิ่มขึ้น


ในเวลาเดียวกัน โลกยุคดิจิทัลก็ทำให้ตลาดสินค้า ออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วย และพบว่าเป็น ผู้หญิงอีกนั่นแหละ ที่ซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่าผู้ชาย แถมยังซื้อบ่อยกว่าอีกด้วย


เรื่องเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงมี ‘อำนาจ’ มากขึ้น ไม่ใช่แค่ อำนาจซื้อ แต่รวมถึงอำนาจในการดูแลจัดการตัวเองด้วย นั่นจึงเป็นผลทำให้ผู้หญิงลุกขึ้นทำกิจกรรมหลายอย่าง ที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นของผู้หญิงมาก่อน


รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวด้วย!


6) นักเดินทางท่องเที่ยวหญิงนั้น มีความต้องการบางอย่างพิเศษกว่า นักท่องเที่ยวทั่วไป อย่างแรกสุดก็คือเรื่องของความปลอดภัย


ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรถเช่า เอเยนต์ ท่องเที่ยว โรงแรม สถานบันเทิง ฯลฯ เริ่มหันมาโปรโมต ‘ความปลอดภัย’ โดยใช้เรื่องนี้เป็นจุดขาย เช่น บางโรงแรมทำปุ่มฉุกเฉินในห้องพัก หรือการจัด โซนพักสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ทำให้มีลูกค้าหญิงมากขึ้น และพบว่าถ้าถูกใจ แล้วละก็ ผู้หญิงจะมีอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่าผู้ชาย


นอกจากนี้ ผู้หญิงยังให้ความสนใจกับเรื่องทางวัฒนธรรม อาหาร และ สุขภาพมากกว่าผู้ชายด้วย นักท่องเที่ยวหญิงมักจะสนใจเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่น และอาหารสุขภาพมากขึ้น และผู้หญิงก็มักจะละเอียดรอบคอบ มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่ม PANK ที่มีเวลาในการหาข้อมูล พวกเธอจะเตรียมตัว ในการท่องเที่ยวมาเป็นอย่างดี ทำให้นักการตลาดสามารถเตรียมการรองรับ นักท่องเที่ยวหญิงได้ เช่นการทำโปรโมชั่นระยะยาว ทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูด ลูกค้าที่หวนกลับมาใช้บริการบ่อยๆ รวมถึงต้องรักษาภาพลักษณ์ผ่านวิธีการแบบ ‘ปากต่อปาก’ (Word of Mouth) ให้ดีด้วย เพราะลูกค้าที่เป็นผู้หญิงมักจะเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้จากคนที่ผ่านประสบการณ์นั้นๆ มาก่อน เช่นการสอบถามแนะนำกัน ผ่านเว็บบอร์ดต่างๆ ดังนั้น การตลาดผ่านสื่อออนไลน์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก


จะเห็นได้ว่า Womenomics มีผลอย่างมากต่อการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ และเป็นกระแสแนวโน้มใหม่ที่ ‘เสริมพลัง’ (Empower) ด้วยปัจจัยใหม่ๆ ต่างๆ นี้เอง ที่จะทำให้ผู้หญิงยิ่งออกเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้นเรื่อยๆ


และนี่คือคำอธิบายในระดับโลก ผ่านเทรนด์ต่างๆ มากมายที่เชื่อมโยง ย้อนกลับมาถึงการแบกเป้เดินทางท่องเที่ยวของคุณป้านักแบกเป้ชาวไทยที่เกริ่น ตั้งแต่ต้น


เศรษฐกิจพลังผู้หญิงมีผลต่อวิถีชีวิต การบริโภค และไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ของผู้หญิงและคนเพศอื่นๆ อย่างนี้นี่เอง!



เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

Back to top

TAT 3/2015