ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วม ประชุม World Conference on Tourism and Culture 2015 ณ เมืองเสียมเรียบ ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งจัดโดย องค์การ การท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) และองค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

โดยที่ประชุมได้มีการพูดถึงการสร้างความร่วมมือ ระหว่างสองด้าน คือด้านการท่องเที่ยวและด้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ทั้งในมิติด้านนโยบาย และมิติด้านการปฏิบัติ รวมถึงการวางแผนการสร้างการ ท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ ในการสร้างการรับรู้และเพิ่มคุณค่าให้กับมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) โดยได้มีการหยิบยกตัวอย่างการสร้าง เส้นทางสายวัฒนธรรม (Heritage Route) ที่ได้รับความนิยม มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

เส้นทางสายวัฒนธรรม หรือ Heritage Route
เส้นทางสายวัฒนธรรม เป็นเส้นทางการเดินทางที่เชื่อมต่อแหล่ง ท่องเที่ยวที่มีลักษณะหรือความเป็นมาที่ข้องเกี่ยวกัน อาจจะด้วยรูปแบบ ของสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน หรือเป็นแหล่งกระบวนการผลิตเดียวกัน แต่ใจความสำคัญของการรวมตัวกันของแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นเป็น เส้นทางสายวัฒนธรรมคือการเชื่อมโยงความเป็นมาของแหล่งต่างๆ ให้เกิด เป็นเรื่องราว (Theme) เพื่อให้เกิดความสนใจจากนักท่องเที่ยว ยกตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงเส้นทางสายไหม (Silk Road) ที่มีความสำคัญทางการค้า มาแต่อดีต ระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ องค์การ ยูเนสโก ได้ประกาศให้เส้นทางสายไหมเป็นเส้นทางสายวัฒนธรรม โดยผนวก เอามรดกโลกทางวัฒนธรรมไว้ในเส้นทางดังกล่าวทั้งสิ้น 33 แหล่ง ผ่านประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียและยุโรป

 

ในส่วนของการนำเอาแหล่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกันมาสร้างเรื่องราว เพื่อดึงความสนใจก็สามารถพบได้ เช่น การพัฒนาความร่วมมือของกลุ่ม ประเทศผู้ผลิตอำพันในการสร้างเส้นทางเชื่อมโยง และนำไปสู่ความร่วมมือ ในการพัฒนาเครื่องมือทางการตลาด ไม่ใช่เพียงแค่ด้านการท่องเที่ยว แต่รวมถึง ช่องทางในการขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้แก่ ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ จากการประชุม World Conference on Tourism and Culture ได้มีประกาศปฏิญญาเสียมเรียบ (Siem Reap Declaration) โดยมีใจความสำคัญส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นถึงความ สำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างเส้นทางสายวัฒนธรรมทั้งสิ้น 5 ข้อ ดังนี้

  • การสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค และระดับชาติในการสร้างความเชื่อมโยงของ โบราณสถาน รวมถึงมรดกโลกที่ได้ขึ้นทะเบียน โดยยูเนสโก ให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยว และ เส้นทางเชื่อมต่อ หรือเส้นทางการแข่งขัน
  • สร้างเครือข่ายระดับภูมิภาคหรือระดับ สากลระหว่างองค์กรภาครัฐด้านวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การต่างประเทศ การคมนาคม และการตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น
  • สร้างระบบการจัดการและความร่วมมือ ระหว่างพรมแดนในระดับภูมิภาคและระดับชาติ เพื่อยืนยันมาตรฐานและความมั่นคงของ ประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากการ เดินทางผ่านเส้นทางสายวัฒนธรรม
  • ดูแลระบบการจัดการ การพัฒนาทางการ ท่องเที่ยว และกิจกรรมการตลาด ตลอดเส้นทาง สายวัฒนธรรม
  • สร้างความเชื่อมั่นว่าชุมชนท้องถิ่นจะมี ส่วนร่วมในฐานะ ‘ผู้ถือผลประโยชน์ร่วม’ ในการ ก่อตั้งและบริหารจัดการการท่องเที่ยวผ่าน เส้นทางสายวัฒนธรรม

 

จากการกำหนดเส้นทางสายวัฒนธรรมดังกล่าว การสร้างเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ดูจะเป็น อีกหนึ่งเครื่องมือทางการท่องเที่ยวในการสร้างสินค้า เพื่อเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวในภูมิภาค ซึ่งภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มี แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งในทางสถาปัตยกรรมและจุดประสงค์ในการสร้าง คือสร้างเพื่อเป็นการใช้ประโยชน์เชิงศาสนา ดังจะเห็น ได้จากรูปแบบสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนา และ สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมขอม เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อเกิดการรวมตัวกันของประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปิดเสรีการเดินทางภายในภูมิภาค การท่องเที่ยวเชื่อมโยงจึงเป็น อีกหนึ่งทางเลือกทางการท่องเที่ยวในการสร้างสินค้า ตามรอยของวัฒนธรรม สืบเนื่องจากการประชุม World Conference on Tourism and Culture ณ เมืองเสียมเรียบ ราชอาณาจักรกัมพูชา วัฒนธรรม ถือเป็นสิ่งล้ำค่าของแต่ละท้องที่ และวัฒนธรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ ต่างๆ เพื่อเรียนรู้และซึมซับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่เขาเหล่านั้นไม่สามารถพบได้ในพื้นที่ของตนเอง ดังนั้น การนำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายหลัก จึงเป็น สิ่งที่ผู้ดูแลด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศให้ ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ

 

ในปัจจุบัน การท่องเที่ยวเชื่อมโยงมีการพูดถึง อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ประเด็น มุ่งเน้นในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงจะพุ่งไปที่ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความ สะดวกตลอดเส้นทางการเดินทาง มากกว่าการสร้าง เรื่องราวและผูกแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเดียวกัน เพื่อขายร่วมกัน การสร้างเรื่องราวของเส้นทางจึงเป็น อีกหนึ่งสิ่งที่ควรพิจารณาและนำเสนอให้กับนักท่องเที่ยว อย่างเป็นจริงเป็นจัง หากต้องการใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวในภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น การนำเส้นทางพุทธศาสนามาใช้เป็นจุดขายของเส้นทางสายวัฒนธรรม โดยกำหนดเส้นทางผ่านมรดกโลกที่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การยูเนสโก เช่น กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู ในประเทศพม่า เมืองประวัติศาสตร์ อยุธยา และเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย ในประเทศไทย เมือง หลวงพระบางในประเทศลาว เมืองพระนคร หรือที่รู้จักกันในนามของ นครวัด ของประเทศกัมพูชา เป็นต้น การเชื่อมโยงเส้นทางผ่านแหล่ง ท่องเที่ยวดังกล่าว ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเชื่อมโยงอยู่แล้ว ผ่านเส้นทางต่างๆ เช่น เส้นทาง East-West Corridor (เชื่อมต่อ ประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม) เส้นทาง New Trade Line (เชื่อมต่อประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม) เป็นต้น แต่ไม่ได้มีการผูก เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการ เพิ่มมูลค่าให้เกิดความน่าสนใจให้แก่นักท่องเที่ยว ทำให้กระแส การท่องเที่ยวเชื่อมโยงจึงยังไม่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งใน และนอกภูมิภาคมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ จะต้องเกิดจากการร่วมมือกันของหลายๆ ภาคส่วน ทั้งภาครัฐและ เอกชน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางการเดินทาง รวมถึงการอำนวย ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางผ่านแดน จากประเทศหนึ่ง ไปยังอีกประเทศหนึ่ง โดยใช้เวลาน้อยที่ ทั้งนี้ การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง เชื่อมโยงจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า ปัญหา ส่วนใหญ่มักเกิดจากความไม่สะดวกในเรื่องเอกสารผ่านแดน และการเชื่อมต่อจากแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง จึงทำให้ ขาดความคล่องตัวในการเดินทาง ทั้งนี้ หากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านสนใจในการพัฒนาเส้นทางสายวัฒนธรรมและนำมาใช้ให้เป็นรูปธรรม การพิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาในลำดับแรกๆ เพื่อปรับปรุงจุดอ่อนในการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยง

 

ในแง่ของการตลาด การนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวคงไม่สามารถนำเสนอขายต่อนักท่องเที่ยวได้ หากดำเนินการเพียงมิติเดียว แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าโดยการเสริมแต่งเรื่องราวให้เกิดคุณค่า และชี้ให้ นักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญ เพื่อให้เกิดความต้องการในการเดินทาง ทั้งนี้ กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเป็นกลุ่ม ประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งในอดีตกาล ประเทศเหล่านี้เคยถูกควบรวมเป็นอาณาจักรเดียวกัน จึงไม่แปลก ที่วัฒนธรรมจะคล้ายคลึงมากจนบางครั้งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ วัฒนธรรมเหล่านี้ถือเป็นมูลค่าที่สามารถใช้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลกให้หันมาสนใจและเดินทางมาท่องเที่ยวในภูมิภาค ประโยชน์ที่ได้ คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระจายไปยังทุกภาคส่วน ซึ่งการกระจายรายได้นี้ นับเป็นอีกหนึ่ง เป้าประสงค์ขององค์การการท่องเที่ยวโลกที่ต้องการใช้การท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน อันจะนำไปสู่ การลดปัญหาความยากจนอีกด้วย


 

เรื่อง พงษ์พันธ์ มอญพันธุ์
พนักงานวางแผน กองวิจัยการตลาด ททท.

Back to top

TAT 3/2015