1.
ลองจินตนาการถึงเขา

เขาเรียนจบ เขาทำงาน เขาซื้อบ้าน เขาซื้อรถ เขาซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งที่แพง และไม่แพง ทั้งที่หรูหรา และที่จำเป็นต้องใช้

ทุกอย่างคือของของเขา เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เพราะเขาหาซื้อมันมาด้วยการทำงานหนัก 

เขาอาจขายของบางอย่างให้คนอื่นได้ แต่เขาไม่คิดจะแบ่งปันให้ใครใช้ ถ้าไม่สนิทกันจริงๆ เขามีแต่จะอยากซื้อ อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของให้มากขึ้นและมากขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่า ชีวิตของเขาจะไม่ขาดแคลนสิ่งใด

คุณคิดว่าคุณเป็นเขาหรือเปล่า?

 

 2.
ในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม เราเหมือนอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี เมืองที่ใครไม่มีปรานีใคร ระบบตลาดสอนเราว่า ใครมือยาว สาวได้สาวเอา และเมื่อได้มาแล้ว ก็ต้องกอดสิ่งนั้นเอาไว้ให้แน่น ใครจะพรากสิ่งนั้นไปจากเรา ก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนที่ดีพอ

เศรษฐกิจแบบที่มีทุนเป็นตัวตั้งเป็นเช่นนี้เสมอมา ไม่ใช่แค่ในยุคทุนนิยม ทว่าแม้ย้อนกลับไปสมัยพุทธกาล ก็มีคนที่เป็นเศรษฐีและยาจก อันแสดงให้เห็นว่า สำนึกครอบครองแบบนี้มีมายาวนาน

จนกระทั่งราวสิบปีที่ผ่านมานี้ - อะไรบางอย่างก็ได้เกิดขึ้น!

 

3.
คำว่า Sharing Economy หรือ ‘เศรษฐกิจแบ่งปัน’ เป็นคำที่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในกลางทศวรรษ 2000s แน่นอน มัน ‘ยัง’ ไม่ใช่ ‘ระบบเศรษฐกิจ’ ใหญ่โตอะไร จะว่าไปก็เป็นเพียง ‘โครงสร้าง’ ของธุรกิจแบบใหม่ (จะเรียกว่าเป็น Business Model ก็เห็นจะได้) ที่เกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันและปัจจัยทางสังคมหลายอย่างที่ ‘เอื้อ’ ให้คนหันมามองวิถีชีวิตของตัวเองและ ‘ข้าวของ’ ที่ตัวเองครอบครองไว้ - ด้วยสายตาแบบใหม่เท่านั้น

ลองจินตนาการถึงเขาอีกครั้ง

เขามีทุกสิ่งในครอบครอง ไม่ว่าเขาต้องการใช้งานอะไร เขาสามารถหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาได้เสมอ เช่น เมื่อเขาอยากไปเที่ยว เขาสามารถเลือกได้ว่าจะขับรถคันไหน ในบรรดารถห้าคันที่เขามีอยู่ไป เขาสามารถเลือกได้ด้วยว่า จะขับรถไปเที่ยวที่บ้านพักตากอากาศหลังไหน ในบรรดาบ้านพักตากอากาศสิบหลังที่เขาซื้อหาเอาไว้ หรือแม้เมื่อเขาอยากจะติดรูปที่ฝาผนัง เขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะหยิบสว่านไฟฟ้าตัวไหนมาใช้ จากบรรดาสว่านไฟฟ้าและเครื่องใช้ไม้สอยเกี่ยวกับช่างมากมายที่เขาสะสมไว้ เพราะเขาชอบงานช่าง และการซ่อมแซมบ้านเป็นชีวิตจิตใจ

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็นึก,

ทำไมเขาต้องมีสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ในครอบครองด้วยเล่า

การมีรถห้าคัน ทำให้เขาเริ่มสงสัยตัวเองว่า แล้วในเวลาที่เขาไม่ได้ใช้รถคันที่สอง สาม สี่ เล่า รถพวกนั้นเพียงแต่จอดอยู่เฉยๆ แม้ไม่มีใครได้ใช้งานมัน แต่เงินที่เขาหามาได้ กลับต้องถูกนำมาใช้จ่ายออกไปทุกเวลานาที ไม่ใช่แค่ค่าคนดูแลรถ ค่าสึกหรอ หรือค่าดูแลรักษาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ‘ค่าเสื่อมราคา’ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

จะกินนมจากวัว ก็เพียงแต่ซื้อนมมากินทีละขวดทีละกล่องไม่ได้หรือ ทำไมต้องเลี้ยงวัวทั้งตัวเอาไว้ด้วยเล่า

นั่นคือคำถามของเขา


4.
เมื่ออินเทอร์เน็ตและทางด่วนข้อมูลมาถึงอย่างเป็นทางการ โฉมหน้าของโลกก็เปลี่ยนไป

เมื่อก่อน ในระบบเศรษฐกิจโลกแบบเดิม ผู้ผลิตไม่สามารถพบปะกับผู้บริโภคได้โดยตรง จึงต้องมี ‘คนกลาง’ มาคอยทำหน้าที่เชื่อมประสาน แต่เมื่อเกิดอินเทอร์เน็ตขึ้น รูปแบบของการทำธุรกิจใหม่ก็เกิดขึ้น

มันคือระบบเศรษฐกิจแบบที่เรียกกันว่า Peer-to-Peer หรือจาก ‘เพื่อน’ คนหนึ่ง ไปสู่ ‘เพื่อน’ อีกคนหนึ่ง

บางคนเรียกระบบเศรษฐกิจแบบนี้ว่า Collaborative Economy หรือระบบเศรษฐกิจแห่งความร่วมแรงร่วมใจกัน และบางคนก็เรียกมันว่า Sharing Economy แม้ว่าแต่ละคำจะมีความหมายที่แตกต่างกันไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าดูเผินๆ ก็คล้ายว่า ‘เทรนด์’ ของระบบเศรษฐกิจแบบนี้จะมาแรงเอาการ

กลับไปจินตนาการถึงเขาอีกรอบ

จู่ๆ เขาก็เกิดคิดขึ้นมาขณะคลิกเข้าไปในโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารกับเพื่อน แล้วพบว่า เพื่อนคนนั้นกำลังเดือดร้อน เขาไม่ได้เดือดร้อนอะไรใหญ่โต เพียงแต่อยากไปเที่ยว แต่บังเอิญรถที่มีอยู่เสีย จึงไม่มีรถขับไปเที่ยว

เพื่อนอีกคนหนึ่งก็เดือดร้อนเช่นเดียวกัน เขาจำเป็นต้องติดรูปถ่ายครอบครัวกับผนัง แต่ที่บ้านไม่มีสว่านไฟฟ้าครั้นจะให้ไปซื้อสว่านไฟฟ้าทั้งอันมาใช้เพื่อเจาะผนังติดรูปเพียงรูปเดียว ก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินเหตุ

เพื่อนทั้งสองคนทำให้เขานึกถึงสิ่งที่เขามีอยู่ เขามีรถที่ไม่ได้ใช้งาน เขามีสว่านที่วางเอาไว้เฉยๆ ก็แล้วทำไมเขาถึงไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาให้เพื่อนหยิบยืมเสียเล่า

กลับกัน, ถ้าเพื่อนมีของ ‘เหลือใช้’ ที่จะให้เขาหยิบยืมได้บ้างเป็นการตอบแทน ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ - เขาคิด

ที่น่าสนใจก็คือ จู่ๆ - ในฉับพลันทันใด, ก็เกิดคนมากมายเป็นล้านๆ คนทั่วโลก ที่คิดแบบเดียวกับเขา

มันฟังดูเหลือเชื่อ ที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้พร้อมๆ กันโดยไม่มีใครจัดการหรือจัดตั้งให้เกิดขึ้น แต่มันก็เป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี


5.
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เกิด Sharing Economy ขึ้นมาได้ การที่คนเราจะ ‘แชร์’ สิ่งต่างๆ ที่ตัวเองมีอยู่นั้น จริงๆ แล้วมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง อย่างแรกสุดก็คือ เราต้อง ‘มีเหลือ’ เสียก่อน ถึงจะสามารถ ‘แชร์’ สิ่งที่ ‘เหลือ’ นั้นกับคนอื่นๆ ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไม Sharing Economy จึงถือเป็นเรื่องที่ ‘เห็นชัด’ ในหมู่คนชั้นกลางโดยเฉพาะคนเมือง มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ (แต่ไม่ได้หมายความว่า คนกลุ่มอื่นๆ - เช่นคนในชนบท, จะไม่มีการแบ่งปัน) แต่ถ้าย้อนกลับไปในยุคสงครามโลก เราจะพบว่า Sharing Economy ในความหมายแบบปัจจุบันนั้น แทบจะถือกำเนิดขึ้นไม่ได้เลยด้วยความที่ผู้คนขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน

ปัจจัยสำคัญอย่างที่สองก็คือ เทคโนโลยีก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Crowdsourcing หรือการแสวงหาแบ่งปันทรัพยากรจากหมู่คนจำนวนมาก Crowdsourcing ที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกๆ และยังอยู่ยงคงกระพันมาจนทุกวันนี้ ก็คือเว็บไซต์อย่าง eBay ที่ให้ผู้คนสามารถเอาของเข้าไปประมูลขายกันได้ กระทั่งก่อให้เกิดชุมชนใหม่ขึ้นมา โดยยังคงรักษารูปแบบและแนวคิดเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือความแพร่หลายของแนวคิด ‘เสรีนิยม’ ทั้งนี้ก็เพราะ Sharing Economy นั้น หลายเรื่องไม่ใช่เรื่องที่คิดขึ้นมาแล้วทำได้เลยในทันที บางเรื่องก็อาจ ‘ผิดกฎหมาย’ ได้ โดยเฉพาะถ้าหากกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายเก่าที่ไม่สามารถผุดความหมายใหม่ขึ้นตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนไปได้

แต่เพราะ Sharing Economy ได้รับเชื้อเพลิงขับเคลื่อนมาจากวิธีคิดแบบ ‘เสรีนิยม’ (โดยเฉพาะ ‘เสรีนิยมใหม่’) ในอันที่พร้อมจะ ‘มองข้าม’ กฎระเบียบรุงรังทั้งหลายที่ไม่เหมาะสมกับยคุ สมยั วิถีใหม่ๆ จึงถือกำเนิดแบบ ‘ข้ามเส้น’ การควบคุมทั้งหลายได้

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นการ ‘ให้เช่า’ บ้านและรถ อย่างเช่น Airbnb หรือ Uber ซึ่งเกิดขึ้นในแบบ ‘ลอดเรดาร์’ ของกฎเกณฑ์ต่างๆ เรียกว่าเป็นการ ‘แบ่งปัน’ ข้ามพรมแดน โดยไม่อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมทั้งหลาย เช่น กฎกระทรวงที่ใช้ในการควบคุมการประกอบธุรกิจโรงแรม หรือกฎหมายว่าด้วยรถรับจ้างสาธารณะซึ่งบางอย่างกฎเกณฑ์เก่าๆ ก็ยอมศิโรราบให้กับวิถีใหม่นี้ แต่บางอย่างวิถีใหม่ที่อยู่ใต้แนวคิดเสรีนิยมก็ต้องยอมพ่ายให้กับแนวคิดอนุรักษนิยมที่คุ้นเคยอยู่กับการควบคุม กรณีที่เห็นชัดเจนก็คือ Uber

แต่ด้วยความที่ Sharing Economy จำนวนมากวางตัวอยู่บนรูปแบบของการ ‘ให้เช่าสิ่งที่เหลือใช้’ หลายคนที่เคร่งครัดกับคำว่า Sharing หรือ ‘แบ่งปัน’ จึงประชดประเทียด Sharing Economy เอาไว้ว่า เศรษฐกิจแบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็น Renting Economy หรือเศรษฐกิจให้เช่ามากกว่า เพราะเอาเข้าจริงแล้วไม่ได้มีใคร ‘แบ่งปัน’ อะไรกับใคร สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ ‘เช่า’ และ ‘ให้เช่า’ แทบทั้งสิ้น

ย้อนกลับไปที่เขาอีกครั้ง
จริงอยู่ แรกเริ่มเดิมทีเขาอาจ ‘แบ่งปัน’ สิ่งเหลือใช้ที่เขามีกับเพื่อนฝูงที่ขาดแคลน และรับการแบ่งปันจากเพื่อนที่มีสิ่งที่เขาขาด แต่หากเราลองจินตนาการดูว่า เขาไม่ใช่คนคนเดียว เพื่อนก็ไม่ได้มีอยู่แค่ร้อยคน แต่ขยายออกไปเป็นผู้คนในโลกไซเบอร์ทั้งหมด การแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นย่อมต้องมี ‘แรงจูงใจ’ (Incentive) นั่นแปลว่า ถ้าได้แบ่งปันด้วยแล้วได้ผลประโยชน์ตอบแทนด้วยก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ

ในบางคราว เขาก็เกิดคิดขึ้นมาด้วยเหมือนกันว่า ถ้าทำให้ Sharing Economy มันกลายไปเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบแทนที่จะทำแค่แบ่งปันกันเป็นครั้งคราวจะได้ไหม

นั่นทำให้ Sharing Economy เริ่มเติบโตเบ่งบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้ง Sharing Economy ที่หมายถึงการแบ่งปันจริงๆ และทั้งที่ใช้ฉากหน้าของ Sharing Economy เพื่อทำธุรกิจด้วยจิตวิญญาณแบบเดิมๆ

 

6.
ด้วยความที่ Sharing Economy เกี่ยวพันกับความเหลือใช้ของผู้คน ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Sharing Economy จึงเป็นธุรกิจที่อยู่ในแวดวงของคนชั้นกลาง และคนเมืองมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่จึงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ไลฟ์สไตล์’ มากกว่าจะเป็นความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่ก็มีหลายธุรกิจเช่นกันที่พยายามใช้การมาถึงของ Sharing Economy ให้เป็นประโยชน์ต่อการรับใช้สังคมในแง่มุมอื่นๆ

เวลาพูดถึง Sharing Economy นั้น ตัวอย่างชัดเจนที่สุดน่าจะเป็น Airbnb ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการของ Airbnb ในการ ‘เช่า’ ที่พักได้ตั้งแต่ห้องเล็กๆ ในบ้าน จนกระทั่งถึงปราสาทเก่าแก่ทั้งหลังในอังกฤษ แต่นอกเหนือจากที่พักแล้ว ยังมีบริการแบบ Sharing Economy ที่เกี่ยวกับการเดินทางด้วยรถยนต์อีกหลายอย่าง ตัวอย่างที่น่าสนใจมีอาทิ RelayRides ซึ่งเป็น App ที่ช่วยให้คนสามารถ ‘เช่ารถ’ ได้ โดยแทบไม่ต้องพบปะเจอะเจออะไรกับเจ้าของรถ เนื่องจาก App นี้จะทำให้ผู้เช่ารถสามารถเปิดประตูสตาร์ทรถได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังสามารถเช่าได้เป็นรายชั่วโมงหรือรายวันอีกด้วย จึงสะดวกสำหรับคนที่ไม่มีรถในอันที่จะเลือกใช้รถได้เฉพาะช่วงเวลาที่ต้องการ ถ้าไม่ต้องการใช้ (เช่น รถติด) ก็สามารถจอดไว้ข้างทาง ทิ้งให้คนอื่นในละแวกนั้นสามารถเช่ารถต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังมีบริการที่เรียกว่า Getaround ซึ่งใช้ระบบ Sharing Economy ให้บริการเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อระหว่างเจ้าของรถที่ไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานานๆ (เช่น เวลาเดินทางไปต่างประเทศ) ได้นำรถออกมาให้เช่า โดยในปัจจุบันนี้ Getaround มีให้บริการในซานฟรานซิสโก ออสติน พอร์ตแลนด์ แซนดีเอโก และชิคาโก

แต่ Sharing Economy ที่พยายามไปให้พ้นจาก Renting Economy ก็มีอยู่เหมือนกัน ถ้าในแง่ของที่พัก เราอาจนับ couchsurfing.com ว่าเป็น Sharing Economy สายพันธุ์แท้ได้มากกว่า Airbnb ด้วยซ้ำ นี่เป็นเว็บสื่อกลางเพื่อให้นักเดินทางสามารถหา และ ‘แลกเปลี่ยน’ ที่พักได้ โดยชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นการหาโซฟานอน จึงไม่มีความหรูหรามากนัก เจ้าของบ้านอาจมีเพียงที่ทางเล็กๆ แบ่งปันให้คนอื่นได้เข้ามานอน ในเวลาเดียวกันก็เป็นการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ด้วย โดยเพื่อนใหม่ก็อาจมีที่ทางเล็กๆ อยู่ที่บ้านเกิดของตัวเอง เพื่อให้เพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันนี้ได้แลกเปลี่ยนคืนกลับ Couchsurfing จึงมักไม่มีการคิดค่าตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นการใช้ใจซื้อใจมากกว่า แต่ก็อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ ทำให้ต้องมีการลงทะเบียนผู้ใช้และให้บริการใน Couchsurfing อย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว

ในส่วนของการให้บริการรถยนต์ที่พยายามข้ามเส้น Renting Economy ก็มีเช่นกัน อาทิเช่น SideCar ซึ่งตอนนี้มีให้บริการอยู่เฉพาะในซานฟรานซิสโก และซีแอตเทิล โดยคนขับรถทั่วไปธรรมดาๆ นั้น สามารถรับคนที่ต้องการจะเดินทางไปไหนมาไหนขึ้นรถได้โดยผ่านสื่อกลาง เป้าหมายไม่ใช่การหาเงิน แต่เพื่อลดปัญหาจราจรและปัญหาสิ่งแวดล้อม ผู้โดยสารอาจให้เงินกับคนขับหรือไม่ก็ได้ ถ้าให้ก็จะเป็นในรูปของการช่วยเหลือบริจาค ไม่ใช่การคิดค่าโดยสาร

ไม่ใช่แค่รถยนต์เท่านั้นที่สามารถนำมาให้เช่าแบ่งปันกันได้ กระทั่งจักรยานก็ทำแบบนี้ได้ บริการชื่อ Liquid (เดิมคือ Spinlister แต่ Spinlister หันมาเปิดกว้างให้บริการมากกว่าแค่จักรยาน) ให้บริการแบบเดียวกันกับรถยนต์ โดยคนในละแวกเดียวกันสามารถแบ่งปันจักรยานกันใช้ได้โดยผ่านวิธีเช่า

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ก็คือบริการที่เรียกว่า DogVacay นี่คือบริการสำหรับคนที่มักจะอยู่ในคอนโดฯ แล้วเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจำพวกแมวหรือหมาตัวเล็กๆ เอาไว้เป็นเพื่อน แต่มีเหตุจำเป็นให้ต้องเดินทาง ไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือไปทำงาน ปัญหาของคนเหล่านี้คือ ขาดคนช่วยดูแลหมา แมว จึงเกิดบริการนี้ขึ้น เป็นบริการให้คนที่รักสัตว์และยินดีดูแลสัตว์เลี้ยงเข้ามาประกาศตน เวลาใครจะไปไหนมาไหนจึงสามารถฝากสัตว์เลี้ยงของตัวเองไว้กับคนเหล่านี้ได้ โดยคิดค่าบริการตามสมควร ซึ่งผลลัพธ์มักจะดีกว่าการเอาสัตว์ไปฝากไว้ตามโรงพยาบาลสัตว์ เนื่องจากสัตว์ได้อยู่ในบ้าน และมีคนดูแลที่รักสัตว์จริงๆ

นอกจากที่ว่ามาแล้วนี้ ยังมีธุรกิจที่อยู่ใน Sharing Economy อีกมากมาย แต่ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจริงๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ
1. เกี่ยวข้องกับการเดินทาง : มีอาทิ Lyft, Uber, SideCar, Carpooling, BlaBlaCar, RelayRides, Getaround, Fightcar เป็นต้น
2. เกี่ยวข้องกับที่พัก : มีอาทิ Airbnb, HomeAway, VRBO, FlipKey, Roomorama, Wimdu, 9flats, Onefinestay, HouseTrip, Homestay, Couchsurfing, HomeExchange, LoveHomeSwap, GuestToGuest, Cosmopolit Home, Knok เป็นต้น
3. เกี่ยวข้องกับที่กิน : มีอาทิ EatWith, Feastly, Cookening, Upaji, Kitchensurfing เป็นต้น
4. เกี่ยวข้องกับกิจกรรมระหว่างเดินทาง : มีอาทิ Vayable, SideTour, AnyRoad, GetYourGuide, Spinlister, Boatbound, GetMyBoat

ซึ่งถ้าดูจากชื่อของ Sharing Economy ต่างๆ ก็จะพอเห็นได้ว่าแต่ละอย่างนั้น ‘ให้เช่า’ หรือ ‘ให้ยืม’ อะไรบ้าง

และน่าจะพอเห็นได้ว่านี่คือ ‘เทรนด์’ ใหญ่ที่กำลังมาแรงมากแค่ไหน

 

7.
การมาถึงของ Sharing Economy ไม่ใช่แฟชั่นเก๋ไก๋ที่จะเกิดขึ้นแล้วจบลง แต่ Sharing Economy คือบทตอนใหม่ของชีวิตทางสังคมที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

คำถามก็คือ แล้วระเบียบหรือการควบคุมแบบยุคเก่านั้น จะต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับ Sharing Economy อย่างไรบ้างไหม เรื่องนี้แม้กระทั่งในยุโรปที่ได้ชื่อว่ามีกฎหมายทันสมัย และมีความเป็นเสรีนิยมไม่น้อย ก็ยังเป็นที่ยอมรับกันว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายมากมาย

Janelle Orsi ผู้อำนวยการของ Sustainable Economies Law Center บอกว่าในระบบเศรษฐกิจแบ่งปันซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันทำก็คือการเป็น Policymaker พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ ‘คลุก’ อยู่กับ Sharing Economy ในชีวิตของตัวเองนี่แหละ ที่จะต้องลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการเป็นผู้กำหนดนโยบายภาครัฐต่างๆ รวมถึงการทำความเข้าใจ และร่วมมือกันหาข้อตกลงกับทั้งท้องถิ่นและผู้ให้บริการด้วย ทั้งนี้ก็เพราะ Sharing Economy นั้นเป็นเรื่องใหม่มาก ทุกฝ่ายยังไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าต้องทำหรือไม่ทำอะไร แม้กระทั่ง Airbnb อันเป็นหัวหอกของ Sharing Economy ก็เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับทางการนิวยอร์ก และท้องถิ่นไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

โดยปกติแล้ว ท้องถิ่นนั้นมักกังวลกับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวเดินทาง ที่ Sharing Economy จะพาคนเหล่านี้เข้ามาถึงประตูหลังบ้าน คือไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่โรงแรมอีกต่อไป แต่เป็นการเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ร่วมในชุมชนหรือในบ้านเลย เรื่องแบบนี้ต้องการการดูแลจัดการที่ละเอียดอ่อน จึงก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นหลายอย่าง ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการที่ Airbnb ริเริ่มนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Occupancy Tax หรือภาษีการพำนักอาศัย โดยจะให้เจ้าของบ้านที่ให้คนอื่นเข้ามาพักผ่าน Airbnb จ่ายภาษีให้กับท้องถิ่นเพิ่มจากภาษีเงินได้ ซึ่งจะทำให้ Airbnb มีสถานะใกล้เคียงกับโรงแรมมากขึ้น และนักท่องเที่ยวเดินทางก็ต้องจ่ายเงินมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ริเริ่มโครงการที่เรียกว่า Shared City คือทำให้ละแวกที่พักเหล่านั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น มีฮอตไลน์สายด่วนที่ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในแบบที่จะทำให้ Airbnb ไม่เหมือนโรงแรมตามปกติ

 

8.
กลับไปที่เขาเป็นครั้งสุดท้าย
จากการเป็นคนที่มีของเหลือใช้ เขากลายมาเป็นคนที่สะสมของน้อยลง เพราะรู้ว่าเมื่อตัวเองสามารถเชื่อมต่อเข้ากับ ‘เน็ตเวิร์ก’ ของผู้คนมหาศาลได้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องสะสมของทุกสิ่งเอาไว้เผื่อใช้ในยามต้องการจนเกินจำเป็นอีกแล้ว เพราะถ้าเมื่อไหร่ต้องการใช้ของบางอย่าง เขาสามารถ ‘หยิบยืม’ หรือ ‘เช่า’ จากคนอื่นได้แทบจะตลอดเวลา

เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ Sharing Economy เขารู้สึกว่าตัวเองได้ร่วมดูแลโลกด้วยการลดการใช้ (ซึ่งเท่ากับช่วยลดการผลิต) ข้าวของเพื่อเอามาวางไว้เฉยๆ รอการใช้งาน เขาอาจไม่ได้ก้าวไกลไปถึงขั้นแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หรือแบ่งปันโดยไม่อยากได้ผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทนเลย แต่เขาก็คิดว่าเศรษฐกิจแบบนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและต่อโลก

ในแง่ของการท่องเที่ยวเดินทาง เขารู้สึกว่าการเติบโตของ Sharing Economy ไม่ได้หมายถึงแค่การประหยัดเงินไปพักในที่พักที่เป็นบ้านเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการไว้วางใจคนแปลกหน้า ทั้งคนที่เป็นเจ้าของบ้านที่เขาไปพัก รวมถึงนักเดินทางที่มาพักในบ้านของเขา ซึ่งในระยะยาว เขาคิดว่าน่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นไปอีกทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

สำหรับเขา Sharing Economy กำลังจะทำให้ ‘ความหมาย’ ของคำว่า ‘คนแปลกหน้า’ เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

คุณล่ะ - คุณคิดว่าคุณเป็นเขาหรือเปล่า?


 

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่


TAT Review Magazine 2/2015